“เมื่อครู่เสี่ยวชิงชิงมีสีหน้าเต็มไปด้วยความวิตก นับว่าหาดูได้ยากนัก”เผยรุ่นจือเอ่ยพร้อมรอยยิ้มพรายขณะสบตากับนาง
เย่ชิงชิงมีสีหน้าเรียบนิ่ง“ท่านต้องการจะเอ่ยสิ่งใดกันแน่?”
“ดวงจันทร์ลอยเหนือปลายกิ่งหลิว ยามสายลมพริ้วจึงได้พบพานคืนนี้มีเทศกาลชีซี ไยไม่ไปลอยโคมที่ริมน้ำเล่า?”
คำกล่าวนี้คือคำชวนนางใช่หรือไม่?ท่านไม่รู้หรือว่าบัดนี้ท่านเป็นบุรุษมีเจ้าของแล้ว!เย่ชิงชิงจำต้องปฏิเสธอย่างหนักแน่น “ถึงไปข้าก็จะไปกับพี่ชายเจ้าค่ะคุณชายเจ้าของห้างตามสบายเถิด”
“เจ้าแน่ใจแล้ว?” เผยรุ่นจือเลิกคิ้วขึ้นอย่างมีความนัย
เย่ชิงชิงมิได้คิดมากอันใดพยักหน้าตอบ ทว่าเมื่อยามสนธยา พวกนางสองพี่น้องเย่ชิงชิงกับเย่จื้อเฟิงก็เปลี่ยนอาภรณ์และมาถึงแม่น้ำอวี้ลวี่นางจึงเข้าใจความหมายของคำถามก่อนหน้าของเผยรุ่นจือกระจ่างแจ้งเพราะพี่ชายของนางนั้นมีนัดอยู่ก่อนแล้ว!
แสงเทียนเงินอาบไล้บนฉากกั้นผ้าไหมพลันพัดโบกพริ้วไสว หิ่งห้อยน้อยเปล่งแสงสีรำไร สร้างดวงไฟธรรมชาติยามค่ำคืน
บนถนนปรากฏแสงยามเย็นสงบราวสายน้ำดวงดาราพริ้มเพราเอนกายยามทอดสายตามองดูดาวคนเลี้ยงวัวและดาวสาวทอผ้า
ในเทศกาลชีซีอันแสนชื่นมื่นริมแม่น้ำอวี้ลวี่สว่างไสวด้วยแสงโคม ผู้คนเดินขวักไขว่ประดุจสายน้ำไหลมีแม่นางผู้หนึ่งในอาภรณ์ผ้าหยาบสีฟ้าอมเขียวถือโคมไฟยืนรอคอยอยู่ใต้ต้นอวี๋เพียงลำพัง
เย่จื้อเฟิงเห็นนางแต่ไกลจึงรีบก้าวเท้าฉับไวไปข้างหน้า “ข้ามาสายแม่นางทังต้องรอนานแล้ว”
“ท่านมิได้มาสายเลยเจ้าค่ะ ข้าเพียงมาถึงก่อนเท่านั้น” ทังหว่านหรงก้มหน้าน้อยๆ อย่างเขินอาย
เย่ชิงชิงจึงตระหนักว่าตนเผลอตัวมาเป็นก้างขวางคอเสียแล้วพี่ชายไปรู้จักแม่นางผู้นี้ตั้งแต่เมื่อใด ไฉนนางกับท่านแม่ถึงไม่ทราบเล่าแล้วเจ้าเผยรุ่นจือนั่นล่วงรู้ได้อย่างไร?
เย่จื้อเฟิงดึงตัวนางมาแนะนำ“แม่นางทัง นี่คือน้องสาวของข้า เย่ชิงชิง”
เดิมทีทังหว่านหรงคิดว่าการมาพบปะกับเย่จื้อเฟิงเพียงสองคนคงจะน่าอึดอัดแต่พอได้ยินว่าน้องสาวของเขาก็มาด้วย นางก็ผ่อนคลายลงทันใด หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเห็นสตรีรูปร่างเล็กกว่าตนเล็กน้อย งามสง่าน่ารักน่าชัง จึงเอ่ยว่า“แม่นางเย่ช่างมีรูปโฉมงดงามยิ่งนัก!”
“เรียกชิงชิงเถิดเจ้าค่ะ ข้าเรียกท่านว่าพี่ทังได้หรือไม่?” เย่ชิงชิงเอ่ยพลางเหลือบมองท่าทีของเย่จื้อเฟิง หากใจปรารถนาจะผูกมิตรการเรียกขานกันจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น
ทังหว่านหรงเห็นนางมีท่าทีอ่อนโยนน่าคบหาจึงยิ่งปีติในใจ พยักหน้าตกลง พร้อมกับมอบโคมไฟในมือให้แก่เย่ชิงชิง
ทั้งสามคนเดินเที่ยวชมตลาดด้วยกันเย่ชิงชิงถือโคมดอกไม้อยู่ระหว่างคนทั้งสองแม้ในใจจะใคร่รู้เรื่องราวของทังหว่านหรงอยู่บ้างแต่ยามนี้หาใช่เวลาเหมาะสมที่จะซักถามอีกทั้งเห็นเย่จื้อเฟิงก็ปฏิบัติต่อแม่นางผู้นี้ด้วยท่าทีห่างเหินและสุภาพแสดงว่าเขาต้องการให้นางเป็นผู้เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองเพื่อลดความกระดากอายและเพิ่มความคุ้นเคยกับความรู้สึกที่ดีต่อกัน
คืนนี้ช่างเป็นภาระอันหนักอึ้งยิ่งนัก...
เย่ชิงชิงตบหน้าเบาๆเผยท่าทีร่าเริงสดใส ดึงมือทังหว่านหรงและเย่จื้อเฟิงไปเล่นเกมเล็กๆ น้อยๆตามข้างทาง อาทิเช่น ใช้กระดาษช้อนปลาทอง...
เย่จื้อเฟิงได้เปิดหูเปิดตาแล้วเขาเคยทราบดีว่าน้องสาวเป็นคนฉลาดแต่ไม่คิดเลยว่านางจะเข้าใจเจตนาของเขาในชั่วพริบตาอีกทั้งยังแสดงท่าทีที่แบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ประดุจสาวตัวน้อยไร้เดียงสาชื่นชอบการเล่นสนุกและร่าเริง... ทว่าคำกล่าวนี้อาจไม่เหมาะสมนัก จะโทษผู้ใดได้เล่าในยามปกติน้องสาวของเขามิได้ใสซื่อร่าเริงถึงเพียงนี้นี่?
ณแผงขายหน้ากาก ผู้คนต่างหยุดดูและด้วยพื้นที่ซึ่งมิได้กว้างขวางนักทำให้เบียดเสียดกันเป็นบางคราวทั้งสามเลือกซื้อหน้ากากคนละอัน เย่จื้อเฟิงกำลังจ่ายเงินเย่ชิงชิงพลันได้ยินเสียงคนเรียกขานนางเบาๆ
เมื่อเหลียวหลังมองกลับไปท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่ นางเห็นใบหน้าผู้หนึ่งที่พอจะคุ้นเคยกันอยู่บ้าง
“แม่นางชิง! แม่นางชิง!” อวิ๋นเอ๋อร์สาวใช้ตัวน้อยเห็นนางเหลียวมามอง ก็รีบโบกมือสุดแขน
นี่มิใช่สาวใช้ของเคออิ๋งอิ๋งหรอกหรือ?เย่ชิงชิงเดินเข้าไปหา “แม่นางอวิ๋นเอ๋อร์เรียกข้ามีเรื่องอันใดหรือ?”
“ที่นี่คนมากเหลือเกินเจ้าค่ะ...” อวิ๋นเอ๋อร์เช็ดเหงื่อแล้วเบียดเสียดออกจากฝูงชน ยิ้มให้นางแล้วเอ่ยว่า “คุณหนูของข้าจำได้ไม่ผิดคนจริงด้วยไม่พบแม่นางชิงนานเลยนะเจ้าคะ พอจะสะดวกไปพูดคุยกันที่อื่นหรือไม่? อยู่ตรงนั้นเองเจ้าค่ะ”
มาตามนางไปพูดคุย?เย่ชิงชิงมองไปยังบริเวณรอบนอกฝูงชน พลันเห็นร่างอรชรยืนอยู่ไม่ไกลนั่นคือเคออิ๋งอิ๋งจริงด้วย
แม้ในใจจะกังขาแต่เย่ชิงชิงมิได้ปฏิเสธพลางคิดว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่จะมอบพื้นที่ส่วนตัวให้พี่ชายกับหญิงที่เขานัดพบนางจึงพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “ข้าไปบอกพี่ชายก่อนนะ”
หลังจากตกลงเวลากับสถานที่นัดพบกับเย่จื้อเฟิงหลังจากนี้เสร็จแล้วเย่ชิงชิงก็เดินตามอวิ๋นเอ๋อร์ไปหาเคออิ๋งอิ๋ง
ทั้งสองไม่ได้พบกันมานานและต่างอยู่ในช่วงวัยที่กำลังเบ่งบานต่างฝ่ายต่างสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของอีกฝ่ายเมื่อหญิงสาวเติบโตก็ย่อมงดงามขึ้นเป็นธรรมดา
เคออิ๋งอิ๋งพานางออกจากบริเวณริมลำน้ำไปยังโรงน้ำชาที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนักหน้าต่างของโรงน้ำชาหันตรงไปยังโคมไฟแก้วที่เรียงรายอยู่ริมฝั่งน้ำพอดี
มือเรียวของเคออิ๋งอิ๋งยกกาชาร้อนที่กำลังเดือดพล่านส่งไอน้ำลอยฟุ้ง “วันนี้เป็นเทศกาลชีซีข้าจึงออกมาข้างนอกได้”
ก่อนหน้านี้เย่ชิงชิงมิได้นึกถึงอะไรทว่าผ่านไปหลายอึดใจจึงนึกขึ้นมาได้ว่าสตรีโบราณเมื่อหมั้นหมายแล้วไม่อาจออกนอกเรือนได้ต้องรอคอยอยู่ที่บ้านเพื่อแต่งงาน นางจึงเอ่ยว่า “ได้ยินว่าคุณหนูเคอกำลังจะมีงานมงคลอันใกล้นี้ขอแสดงความยินดีด้วยเจ้าค่ะ”
“ยินดีหรือ?” นางหัวเราะเยาะตนเองโบกมือพัดไอน้ำร้อนจากชาเบาๆ ก้มหน้าลงเอ่ยว่า “แม่นางชิงช่างมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพรายนัก”
เอ๋?เย่ชิงชิงรู้สึกว่าคำกล่าวนี้แปลกประหลาดยิ่งนักจึงเงยหน้าขึ้นถามว่า “ไม่ทราบว่าคุณหนูเคอหมายความว่ากระไร?”
เคออิ๋งอิ๋งจ้องมองนางนิ่งดวงตากลมโตที่เคยแสร้งทำเป็นอ่อนโยนและอ่อนหวานในยามปกติบัดนี้กลับมีเพียงความเย็นชาอันน่าสะพรึง
“เจ้าคิดว่าเมื่อไร้ข้าแล้วเจ้าจะได้เป็นฮูหยินสะใภ้รองแห่งสกุลเผยอย่างนั้นรึ?” มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะหยัน
เย่ชิงชิงมองนางอย่างงุนงง“ฮูหยินสะใภ้รองมิใช่ท่านหรือ? เรื่องนี้เกี่ยวอันใดกับข้าเล่า?”