F-Hunter (ภาคแรก โลกวิบัติ+ภาค 2 เมืองศูนย์กลาง)

    9.ต้นตะเคียนยักษ์

    จัดการอะไรทุกอย่างเสร็จสรรพ ก็ปาเข้าไปเกือบๆ บ่ายโมง แสงตะวันตอนบ่ายเริ่มแผดเผาทุ่งนาที่ร้างว่างเปล่าอย่างหนักหน่วง ไอแดดลอยขึ้นเป็นคลื่น ปลิวไสวต้องลมร้อนในตอนบ่าย ลมร้อนปะทะอากาศที่เย็นกว่าแถวชายป่าก็เกิดเป็นลมหมุนที่เรียกว่าลมหัวกุด หมุดพัดเอาเศษฟางลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า เป็นระยะๆวิทย์เดินตรงไปยังกลางแปลงนาบริเวณต้นไม้ใหญ่ต้นเดิมที่วิทย์นั่งเมื่อวันก่อน ตอนนี้มีแค้มป์คนงานเริ่มตั้งกันเรียงราย เครื่องจักรขนาดใหญ่เริ่มเข้ามาปรับหน้าดิน เพื่อทำถนน จากถนนลาดยางเส้นหลักดิ่งตรงผ่าตรงกลางแปลงมายังกลางทุ่งนา ตรงจุดหมายที่วิทย์กำลังจะเดินไป แค้มป์คนงาน   แค้มป์คนงาน ทำจาก แผ่นสังกะสี สะท้อนแสงแดดวับๆ แวมๆ ให้มองเห็นได้แต่ไกล คนงานทำงานกันอย่างขะมักเขม้น    ต่างคนต่างเดินกันให้วุ่นวาย บ้างขนสังกะสี บ้างขนหลักไม้ยูคาที่จะนำมาทำเป็นโครงสร้างบ้านพักชั่วคราวเพื่ออยู่อาศัย  หนุ่มผิวเข็มรูปร่างสูงโปร่ง สวมหมวกคาวบอย กำลังชี้มือชี้ไม้สั่งคนงานที่กำลังทำงานอยู่ เขาหันหน้ามองมาทางวิทย์ที่กำลังเดินไปหาเป็นระยะๆเหมือนกับกำลังรออยู่“สวัสดีครับ คุณ วิทย์” วิชัยเอ่ยทักทันทีที่วิทย์เดินเข้ามาเกือบถึงตัวในระยะ 20 เมตร“ครับพี่ เป็นไงบ้างวันนี้ ดูวุ่นวายกันใช้ได้เลย” วิทย์ถามออกไปพร้อมกับกวาดสายตาไปรอบๆ“ก็แบบนี้แหละครับ ลงงานวันแรก ผมคิดว่าน่าจะเตรียมทุกอย่างเสร็จสรรพภายในสองสามวัน ถึงจะเริ่มงานจริงๆ ได้”“เหรอครับ แล้วแค้มป์คนงานที่วางกันที่นี้ มีน้ำมีไฟใช้เหรอครับ ถ้ายังไงพี่ก็เจาะน้ำบาดาลใช้ก่อนเลยเป็นอันดับแรก ส่วนราคาพี่ก็ว่ามาเลย หรือจะเจาะให้ฟรี ผมก็ไม่เกี่ยงนะครับ”“ได้ครับผมจะได้สั่งให้เอาเครื่องเจาะมาเลย ส่วนไฟฟ้าก็กะจะเอาเครื่องปั่นไฟมาลงครับว่าแต่คุณ วิทย์ไปติดต่อขอไฟฟ้าที่การไฟฟ้ามาหรือยังครับ”“ไม่ละครับพี่ ผมคิดว่าจะติดระบบโซล่าเซลล์เลย จะได้ไม่ต้องเสียค่าไฟ ยังไงผมก็คงใช้ไฟไม่เยอะมาก”แล้วตั้งงบเอาไว้เท่าไรครับ เผื่อผมจะช่วยงานได้ ทีมงานของผมก็รับติดตั้งโซล่าเซลล์ด้วย ยินดีให้บริการเสมอครับ วิชัยถามออกมาด้วยรอยยิ้มร่าทันทีที่ได้ยินว่าจะได้งานเพิ่ม“โห! พี่นี่เอาทุกอย่างเลยนะครับ จริงๆ ตอนนี้ผมก็มีเงินก้อนอยู่ 2 ล้าน กว่า ๆ คิดเอาไว้ว่าจะกักไว้ทำทุน ล้านหนึ่ง เหลืออยู่ล้านหน่อยๆ ผมยากได้ ถนนคอนกรีตเข้ามาถึงที่นี้ กับระบบน้ำ ระบบไฟ ที่ใช้โซล่าเซลล์เป็นหลัก พี่ตีราคาให้ผมหน่อยก็ดีนะครับ และที่สำคัญ อย่าลืม ลดราคาให้ด้วยนะพี่”“ได้แน่นอนครับ ตอนนี้ คุณวิทย์เป็นลูกค้ารายสำคัญของผมแล้ว ยังไงผมจะจัดการให้เลยครับ”วิชัยรับปาก“เออ คุณวิทย์ วันก่อนผมเอาแบบแปลนอาคารของคุณวิทย์ไปให้วิศวกรถอดแบบ พอดีมีลูกค้ามาเห็นเข้าและชอบแบบอาคารของคุณวิทย์ และยังให้ผมเสนอราคาก่อสร้างให้โดยใช้แปลนฉบับนั้น ผมคิดว่าน่าจะไม่พลาดงานนี้แน่นอนเพราะลูกค้าสนใจเอามากๆ ยังไงข้อตกลงเราเหมือนที่คุยกันไว้นะครับ”วิชัยเสนอ“แน่นอนครับ ลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น ผมไม่นึกเลยว่าเงินจะเข้ามาหาเร็วขนาดนี้ “ วิทย์กล่าวออกมาขำๆ“วันนี้ผมเตรียมสัญญาที่ให้ทางทนายฝ่ายกฎหมายของผมร่างขึ้นตามที่เราตกลงกันไว้มาให้คุณวิทย์ดูก่อนถ้าไม่มีอะไรติดขัด ผมขอนัดวันเซ็นสัญญากันเลยนะครับ สัญญาจ้างงาน แบ่งออกเป็น 5 งาน คืองานปรับปรุงพื้นที่ งานสร้างรั้วกำแพง งานทำถนนรอบแนวกำแพงด้านใน และงานก่อสร้างบ้าน ตามแบบที่คุณวิทย์ให้มาครับ สุดท้ายเป็นสัญญารายได้จากการใช้แบบอาคารของคุณวิทย์ ในการก่อสร้างให้กับโครงการอื่น ตามที่เราได้ตกลงกันก่อนหน้านี้ครับ”เขาเอาเอการออกมาถือไว้“ครับๆ ยังไงผมจะโทรหาพี่อีกที หลังจากอ่านเอกสารเสร็จพรุ่งนี้นะครับ”วิชัยยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลขนาด A4 ที่ถือเอาไว้มาให้วิทย์ วิทย์ก็รับเอามาถือไว้ยังไม่เปิดดู เพราะเอกสารค่อนข้างหนา จริงๆ เงินที่วิทย์จ่ายไปค่อนข้างถือว่าน้อยมากกับปริมาณงานที่กำลังก่อสร้างอยู่ เพราะทาง วิชัย ลดราคางานก่อนสร้างให้วิทย์ถึง 40% แลกกับการขอใช้แบบบ้านที่วิทย์กำลังจะสร้างเพื่อเอาไปใช้กับโครงการอื่น ถึงตอนแรกวิทย์จะเจ็บใจที่เสียโทรศัพท์หลักหมื่นไป ในการโหลดเกม บ้าๆ นี้มา แต่ตอนนี้วิทย์รู้สึกว่าเกมนี้มันคุ้มค่ามากกับส่วนลดที่วิทย์ได้มาวิทย์คุยงานกับพี่วิชัย อยู่อีก2 ชั่วโมง ก่อนจะเดินออกมาจากบริเวณแค้มป์คนงาน จุดหมายของเขาคือ ป่าที่อยู่อีกมุมของแปลงนา วิทย์ยากไปสำรวจป่านี้ว่ามีต้นไม้อะไรบ้าง เขาจะได้หาไม้ที่ต้องการจะใช้มาปลูกเพิ่มในอนาคต วิทย์ศึกษาข้อมูลเรื่อง การปลูกไม้ 3 อย่าง ให้ประโยชน์ 4 ประการ ตามแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานพระราชดำริ ไว้เมื่อปี 2519 ณ หน่วยพัฒนาต้นนํ้าทุ่งจ๊อ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ว่าการปลูกไม้ 3 อย่าง คือ ไม้ผลไม้โตเร็ว และไม้เศรษฐกิจ จะทำให้เกิดป่าไม้แบบผสมผสานและสร้างความสมดุลแก่ธรรมชาติอย่างยั่งยืน สามารถตอบสนองความต้องการ นี้แหละวิถี่ที่ยังยื่นเรื่องไม้ที่ต้องการ กลุ่มต้นไม้ที่เขาต้องการก็แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ1. ไม้ใช้สอยและไม่เศรษฐกิจ ก็มี มะขามป่า สารภี ซ้อ ไผ่หก วิทย์จะเน้นไปที่ไม้เนื้อแข็ง และตอนนี้มีการแก้กฎหมายเรื่องไม้ป่า สามารถปลูกและตัดได้ใน พท.ของตัวเองแต่ต้องขึ้นทะเบียนกับกรมป่าไม้เสียก่อน แต่เขาคงไม่ได้คิดไปถึงจุดนั้น2. ไม้ฟืนเชื้อเพลิงของวิทย์ต้องใช้ไม้ฟืนในบางโอกาสเพื่อ สุมควายตามคอก ไล่ยุง เหลือบ ริ้น ไร ต้องมีการวางแผนการปลูกไม้โตเร็วก็จะได้มีไม้ฟืนใช้ได้อย่างเพียงพอ ได้แก่ ไม้หาด สะเดาเป้าเลือด มะกอกเกลื้อน ไม้เต้าหลวง กระท้อน ขี้เหล็ก ตีนเป็ด ยมหอม ลำไยป่า มะขม ดงดำ รกฟ้า ลิ้นจี่ ไม้พวกนี้โตเร็ว เอาไว้เผาถ่านก็ได้ปลูกง่าย3. ไม้อาหารหรือไม้กินได้ ได้แก่ มะหาด ฮ้อสะพายควาย เป้าเลือด บุก กลอย งิ้ว กระท้อน ขี้เหล็ก มะขม มะแข่น สมอไทย ส้มป่อยถ้าต้นไหนมีแล้ว จำนวนเพียงพอแล้ว ก็ดีไป ถ้าไม่มีมีน้อยก็จะได้ไม่ต้องหามาปลูกเพิ่ม ต้นไม้พวกนี้วิทย์จะพยายามหามาปลูกให้ครบ เพราะมีหลายต้นที่วิทย์ไม่เคยเห็นและเริ่มหายาก เขาคิดเอาไว้ว่าอาจจะขยายพันธุ์ไม้เหล่านี้ขายในอนาคตก็ได้เป็นอีกทางเลือกในการหาเงิน มีไว้ ก็ดีกว่าเวลาจะใช้แล้วหาไม่ได้ วิทย์คิดแบบนั้น“เฮ่อ! ไล่มาตั้งยืดยาว ไม่รู้จะหา ต้นพันธ์มันมาได้หรือเปล่า คงต้องไปที่กรมป่าไม้จังหวัดละนะ” วิทย์ได้แต่คิดในใจป่าดอนของวิทย์เป็นป่าโปร่ง มีต้อนไม้ใหญ่อยู่ไม่กี่ต้น แต่ที่สะดุดตาเขามากที่สุดคงจะหนีไม่พ้นต้นตะเคียนใหญ่ ที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้ ต้นตะเคียนต้นนี้มีขนาดจากที่กะด้วยสายตาน่าจะราวๆ 4-5 คนโอบ ต้นสูงชะลูด ตรงสวยมาก กิ่งเค้า หรือกิ่งแรกสูงไปจากพื้นน่าจะประมาณ 8 เมตรเห็นจะได้ วิทย์ไม่เคยเห็นต้นไม้ที่ สวยและน่าเกรงขามมากเท่าต้นตะเคียนต้นนี้มาก่อนในชีวิต ก่อนที่สายตาของวิทย์ไปตกอยู่ที่บ่นกิ่งไม้กิ่งแรก มีนกตัวหนึ่ง มันเป็นนกตัวสีขาวที่มีหูสองหู“นก!  นกอะไรมีหูวะ”วิทย์คิด“โธ่นกเค้าแมวนั้นเองตกใจหมด แต่มันจะดูตัวใหญ่ไปหรือเปล่านะ”เขาพิจารณามันหากมองด้วยระยะความสูง 8 เมตร ตัวมันขนาดเท่าถังน้ำเบอร์ 16 แบบหูหิ้ว  แล้วถ้ามันลงมาด้านล่างตัวมันจะต้องใหญ่มากกว่าที่เห็นแน่ๆนกพวกนี้เป็นนกหากินกลางคืน และตอนกลางวันสายตาของพวกมันค่อนข้างจะแย่ พวกมันเลยมักที่จะงีบนอนในตอนกลางวันแทน“แต่เอ๊ะ! ทำไมนกตัวนี้มันกำลังจ้องเราหว่า แปลกจริง” วิทย์จ้องมันกลับ ดวงตาสีดำของมันก็จ้องเขาตอบกลับมา“มันบังเอิญหรือเปล่า”วิทย์พูดกับตัวเอง เพราะระยะสูงถึงขนาดนั้นเขาอาจจะตาฝาดไปก็ได้ วิทย์ขยับตัวไปทางซ้าย“เฮ้ย!มันจ้องเราจริงๆหรือเปล่าวะ”วิทย์ขยับตัวไปทางขวา มันก็หันหน้าตามเขา“ชักจะไม่ดีแล้ว ตาฝาดหรือเปล่า”ว่าแล้วก็ยกมือขึ้นขยี้ตา สองสามที ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปบนคาคบไม้อีกครั้ง“เอ๊ย! นกหาย มันหายไปแล้ว เชี่ย!!ผี!!หรือเปล่าววะ” ใจของเขาหล่น วูป ในบัดดล ขนทั้งตัวลุกเกรียว  สาบานได้ว่าเขาไม่ได้ยินเสียงบิน หรือเสียงอะไรเคลื่อนไหวเลย  ในสมองของวิทย์นึกถึงเรื่องที่ลุงจรเล่าให้ฟังตอนนั่งผิงไฟ  เขาเจอผีเจ้าป่าเจ้าเขาแน่ๆแล้วทันใดนั้นร่างกายของเขาก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว บรรยากาศรอบๆอึมครึม ลงอย่างฉับพลัน และตัดสินใจหันหลังกลับหมายจะออกไปจากที่นี้ให้เร็วที่สุด“เฮ้ย! ทางออกอยู่ไหนวะ” หันซ้ายแลข้าวแบบหวาดๆ“ไม่ดีแล้ว ไม่ดีแล้ว” วิทย์เดินพล่านไปทั่ว ด้วยความวิตก  เขาลนลานหันรีหันขวางมองหาทางออก ในจุดมี่ตนคิดว่าจำ แต่เขาก็ต้องผิดหวัง ตรงนี้ไม่มีทางออก รอบๆเงาต้นตะเคียนใหญ่ เต็มไปด้วยต้นไม้ทึบไปหมด มีที่โลงๆเพียงแต่ใต้เงาของต้นตะเคียนเพียงเท่านั้น“ตายห่า! กูเข้ามาได้ยังไงวะ”วิทย์คิดสายตาของเขาจับจ้องไปยังป่ารอบๆ หาจุดสังเกต ในใจก็หวังว่าเขาจะได้พบทางออกแซก! ซู่!! เสียงเลื้อยของอะไรสักอย่าง ดังมาจากด้านหลัง  ตามมาด้วยเสียงขู่ ฟ่อ! ...ของอสรพิษ  วิทย์หันไปดูโดยสัญชาตญาณ     ทันทีที่เห็นมัน เลือดในกายของเขาเย็นเฉียบ สองแขนสองขาหนักอึ้ง ขยับไม่ได้ อสรพิษขนาดใหญ่ที่กำลังแผ่แม่เบี้ยชูหัวขึ้นเหนือศีรษะของเขา ดวงตาสีดำสนิทสองคู่จ้องมองเหยื่อของมันเขม็ง  ร่างกายของเขาสั่นสะท้านโดยมิอาจจะห้ามได้   ด้วยความกลัวสุดขีด  “ตายแน่ ตายแน่ๆ”วิทย์ก้มหน้าลง หลับตาปี๋ไม่กล้าลืมขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย ในสมองคิดเพียงสิ่งเดียวว่าต้องตาย ต้องตายอย่างแน่นอนนะโมพุทธายะ!นะ ทรงฟ้า โม ทรงดิน พุทธ ทรงสินธุ์ ธา ทรงสมุทร ยะ ทรงอากาศพุทธังแคล้วคลาด ธัมมังแคล้วคลาด สังฆังแคล้วคลาด ศัตรูภัยพาล วินาศสันตินะกาโร กุกกุสันโธ สิโรมัชเฌ โมกาโร โกนาคะมะโน นานาจิตเต พุทธกาโร กัสสะโปพุทโธ จะ ทะเวเนเต ธา กาโร ศรีศากะยะมุนี โคตะโม ยะกันเน ยะกาโร อะริยะ เมตตรัยโย ชิวหาทีเต ปัญจะพุทธา นะมามิหังเสียงบทสวดดังก้องขึ้นมาภายในจิตใจของเขา ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน แบบนี้ เมื่อหนีไม่พ้น ก็ต้องภาวนากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น บทสวดที่คุ้นเขาเคยที่สุด  ท้องได้และจำได้ขึ้นใจตั้งแต่ตอนที่เคยบวชเรียน  เพียงชั่วอึดจความกลัวกความว้าวุ่น ภายในในใจของวิทย์หายไปจนหมดสิ้น  เขาสงบลงอย่างน่าอัศจรรย์ ปากของวิทย์ก็ท่องมนต์ตามเสียงที่ดังขึ้นมาในจิตสำนึก เวลาผ่านไปแล้วนานเท่าไร่ไม่ทราบได้ ร่างกายที่เคยเย็นเฉียบของเขาบัดนี้อุ่นขึ้นราวกับผิวหนังต้องแสงแดดอุ่นๆ แต่เขาก็ยังมิกล้าลืมตาแม้แต่น้อยเงียบ! ....ทุกอย่างยังคงเงียบ... ผ่านไปอีกหลายอึดใน มีเสียงนกเล็กๆ ร้อง จิ๊บๆ มาพร้อมกับเสียงปีกของมันที่กระพือ บินโฉบไปตามพุ่มไม้รอบๆ ตัววิทย์มีเสียงนกเขาขันคู ดังมาเป็นระยะ วิทย์จำได้ดี สำเนียงแห่งพงไพรกลับมาแล้ว ก่อนหน้านี้มันเงียบ เงียบจนน่ากลัว วิทย์ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา ...ภาพตรงหน้ามันทำให้เขาหายใจโลงขึ้น  ไม่มีงูยักษ์อยู่ตรงหน้าเขาอีกแล้ว  มีเพียงแสงแดดจากดวงอาทิตย์ที่ส่องลอดพุ่มตะเคียน ตกลงมากระทบใบหน้าของเขาเท่านั้น และรอบๆ ต้นตะเคียนต้นนี้ ก็เป็นป่าโปร่ง ต้นไม้ไม่หนามากวิทย์จำได้ดีก่อนหน้านี้เขาเห็นต้นไม่รอบๆเป็นป่าทึบสูงท่วมหัวของเขาเลยแต่ตอนนี้มันขายไปแล้ว ใต้ต้นตะเคียน มีสานปู่ตาเล็กๆ ตั้งอยู่    ไม่รู้ว่ามาตั้งตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไร ตอนเข้ามา เขามองไม่เห็นศาลนี้เลย“นี้เราเจอดีเข้าให้แล้ว”แค่คิดก็ขนลุกขึ้นอีกครั้ง  วิทย์พนมขึ้นไหว้ศาล  ระลึกถึงเจ้าที่เจ้าทาง  เจ้าป่าเจ้าเขาและขอขมาในใจ  แล้วหันหลังเดินออกจากป่าอย่างรวดเร็ว....