ตอนที่ 4 ห้องครัวไฟไหม้ (1)
เปลวไฟลุกโชน กวนซื่อใมาก เบื้องหน้าราวกับมืดไปชั่วขณะ แม้แต่ขาก็อ่อนแรง หม่าเสี่ยวเฟิ่งรีบเข้าไปประคองนาง “ท่านแม่ ใจเย็นๆ ข้าจะไปเรียกคนมาช่วย”
“รีบไปๆ” นางตั้งสติได้แล้วรีบพูดขึ้น ส่วนตัวเองก็วิ่งไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว
ไม่นานเพื่อนบ้านที่อยู่บริเวณใกล้เคียงก็หาบน้ำมา ภายใน่เวลาอันสั้นก็มากันเกินครึ่งหมู่บ้าน หน้าบ้านของกวนซื่อเกิดความชุลมุน กว่าจะดับไฟที่เริ่มขยายเป็วงกว้างได้ก็ใช้เวลาอยู่พอสมควร นางถึงได้โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง จากนั้นก็ได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังขึ้น
“ข้า...ข้าก็แค่อยากทำอาหารให้ป้ากวนกิน...” สตรีรูปร่างผอมบางเนื้อตัวสกปรก ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตาดูแล้วน่าเวทนาพูดขึ้น “ป้ากวนช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าไม่มีอะไรตอบแทน...ข้าจะกินนอนอยู่เฉยๆ ได้อย่างไร...ข้าก็แค่อยากทำกับข้าวเท่านั้นเอง...”
บรรดาลุงป้าน้าอาในหมู่บ้านพากันพูดปลอบ “เ้าก็ทำไปเพราะความตั้งใจดี...”
“คุณหนูที่มาจากในเมืองทำกับข้าวเป็ที่ไหนกัน เ้าก็...ไอ้หยา คงใน่าดู ไม่ต้องร้องนะ ไม่เป็ไรแล้ว”
ในใจของกวนซื่อโกรธแค้นอย่างมาก ทำได้เพียงถลึงตาใส่หม่าเสี่ยวเฟิ่ง “นางทำงานเป็ที่ไหนกัน เ้าให้นางไปอยู่ในครัวทำไม”
หม่าเสี่ยวเฟิ่งหน้าบึ้งทันที “ข้าก็แค่ให้นางเก็บกวาด ให้นางทำอาหารที่ไหนกัน...” นางยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห เอาความโกรธไปลงกับอู่เย่ว์ พูดต่อว่านาง “เ้าดูผลงานของเ้า ห้องครัวสภาพดีๆ ถูกเ้าเผาหมดแล้ว...”
อู่เย่ว์แผดเสียงร้องไห้ดังยิ่งกว่าเดิม “พี่หม่า อย่าโกรธข้าเลยนะ ครั้งหน้าถ้าพี่ใช้ข้าทำงานข้าจะตั้งใจทำให้ดีแน่นอน ไม่กล้าสร้างปัญหาอีกแล้ว...”
หม่าเสี่ยวเฟิ่งไม่ได้ให้นางทำอาหาร แต่ให้นางเก็บกวาดห้องครัว คำพูดนี้ของนางไม่ได้มีปัญหาอะไร ทว่าคนอื่นกลับฟังเป็หม่าเสี่ยวเฟิ่งให้อู่เย่ว์ไปทำกับข้าวในครัว
ทันใดนั้นสายตาของชาวบ้านก็เปลี่ยนไป “เสี่ยวเฟิ่งเ้านี่ก็จริงๆ เลย นางมาจากในเมืองทำกับข้าวเป็ที่ไหนกัน นี่ไม่เท่ากับกลั่นแกล้งนางรึ มิน่าไฟถึงได้ไหม้ครัว”
หม่าเสี่ยวเฟิ่งกำลังจะพูดอีกครั้ง ทว่าอู่เย่ว์กลับชิงพูดก่อน “ไม่ใช่นะ ข้าไปทำเอง ไม่เกี่ยวกับพี่หม่า ข้าอยู่บ้านของพวกนาง จะนั่งกินนอนกินเฉยๆ ได้อย่างไร”
ป้าหลินที่อยู่บ้านติดกับกวนซื่อเอ่ยขึ้นเสียงเคืองว่า “จะเรียกนั่งกินนอนกินเฉยๆ ได้อย่างไร ปิ่นหยกบนตัวเ้าข้าว่าราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ” นางนึกแค้นใจที่คนที่ช่วยอู่เย่ว์ตรงริมแม่น้ำไม่ใช่นาง สองวันก่อนเห็นบนศีรษะของกวนซื่อปักปิ่นหยก ดูก็รู้ว่าเป็ของราคาแพง คงหนีไม่พ้นผู้หญิงที่มาจากในเมืองให้มา ปิ่นหยกอันนั้นเพียงพอให้กินนอนอยู่เฉยๆ ในบ้านของพวกนางไปได้หลายปีแล้ว
กวนซื่อโกรธจนหน้าเขียว แต่กลับฝืนฉีกยิ้มออกมา รีบเดินเข้าไปพูดขึ้น “ป้าหลิน คำพูดนี้ไม่ค่อยถูกนัก เด็กคนนี้รู้จักตอบแทนบุญคุณ อยากจะให้ของพวกนี้เป็การตอบแทนข้าให้ได้ ก็ไม่ใช่ของมีค่าอะไรนัก แต่เป็น้ำใจ ข้าจะไม่รับไว้ได้หรือ” พูดจบนางก็มองอู่เย่ว์ด้วยสีหน้าอ่อนโยน “นั่งกินนอนกินเฉยๆ อะไรกัน แค่เพิ่มตะเกียบมาหนึ่งคู่หาใช่เื่ใหญ่อะไร อีกเดี๋ยวคนในครอบครัวของเ้าก็มารับกลับแล้ว ระหว่างนี้ก็แค่พักอยู่บ้านข้าไปสักระยะหนึ่ง”
เช่นนี้อู่เย่ว์ถึงได้ยิ้มบางๆ ออกมา “ข้ารู้มาตลอดว่าป้ากวนจิตใจดี เพียงแต่ห้องครัว...”
นางจำได้ว่าก่อนหน้านี้กวนซื่อบอกว่าจะช่วยเก็บรักษาของแทนนาง ปรากฏว่าเย็นวันนั้นหม่าเสี่ยวเฟิ่งชี้หน้าหาว่านางไม่รู้จักบุญคุณ เดิมทีอู่เย่ว์ก็ไม่ได้ใส่ใจของพวกนั้น บีบจนนางต้องพูดกับกวนซื่อว่าไม่ต้องคืน เวลานี้กลับกลายเป็ว่านางดึงดันจะมอบให้ ช่าง ‘จิตใจดี’ เสียจริง ในเมื่ออยากเป็คนดีนักก็ปล่อยให้เป็ไปแล้วกัน
“ไม่เป็ไร เสียหายก็ซ่อมแซมใหม่ได้ เงินแค่นี้ป้ากวนจ่ายไหว เ้าไม่เป็ไรก็ดีแล้ว” กวนซื่อเจ็บใจยิ่งนัก ให้นางควักเงินออกมาก็เท่ากับจะเอาเืเนื้อของนาง แต่ตอนนี้ที่นี่มีคนอยู่มากมาย นางจะทำอะไรได้ ป้าหลินที่อยู่ข้างบ้านกำลังรอหาเื่นาง เพื่อจะได้เอาอู่เย่ว์ไปเลี้ยงดูปูเสื่อในบ้านตัวเอง คนในหมู่บ้านมีใครไม่รู้บ้างว่า ถ้ามีคนในเมืองมารับอู่เย่ว์จริง ค่าตอบแทนย่อมไม่น้อย ต่างก็จ้องวางแผนกันทั้งนั้น
“ป้ากวน วางใจเถอะ ห้องครัวไฟไหม้ไปแล้ว ไว้เดี๋ยวข้ามาช่วยซ่อมให้” คนที่พูดคือจ้าวโหย่วสามีของป้าหลิน ป้าหลินถลึงตาใส่เขาด้วยความไม่พอใจ จากนั้นคนอื่นๆ ก็บอกจะมาช่วยด้วย
สีหน้าของกวนซื่อถึงได้ดีขึ้นมาหน่อย อย่างน้อยนางก็ไม่ต้องออกแรงออกเงินเอง
อู่เย่ว์มองเหตุการณ์ โดยที่ไม่พูดอะไร
เนื่องจากห้องครัวของบ้านกวนซื่อถูกไฟไหม้ไปแล้ว จ้าวโหย่วหวังดีจึงให้ป้าหลินทำอาหารมาให้ ซึ่งก็เยอะเสียจนป้าหลินต้องยกมาส่งด้วยตัวเอง กวนซื่อกับหม่าเสี่ยวเฟิ่งจึงไม่กล้าทำไม่ดีต่ออู่เย่ว์ ปล่อยนางกินจนอิ่ม เพราะเกิดเหตุการณ์วุ่นวายเมื่อตอนกลางวัน จึงไม่มีใครกล้าใช้ให้นางช่วยทำอะไรอีก นางจึงเดินออกไปสูดอากาศนอกบ้าน พอกวนซื่อเห็นนางก้าวออกจากบ้านก็รีบให้หม่าเสี่ยวเฟิ่งจับตาดูไว้ทันที
ผลปรากฏว่าเพิ่งเดินออกมาได้ไม่นานก็เห็นผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่เดินมาท่ามกลางความมืด สีหน้าของหม่าเสี่ยวเฟิ่งจึงเปลี่ยนไปทันที
นางมองไปทางอู่เย่ว์ด้วยสีหน้าสับสน อู่เย่ว์กำลังอารมณ์ดี เร่งฝีเท้าเดินออกไป หม่าเสี่ยวเฟิ่งรีบตามติด ทันใดนั้นกลับถูกผู้มาเยือนขวางทางไว้ “เสี่ยวเฟิ่งยอดดวงใจ ข้าเพิ่งกลับมาก็ได้ยินว่าวันนี้บ้านเ้าไฟไหม้ เกิดอะไรขึ้น าเ็ตรงไหนหรือไม่”
ถูกเขาขวางไว้แบบนี้ เงาร่างของอู่เย่ว์ลับหายไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางความมืดในยามค่ำคืน หม่าเสี่ยวเฟิ่งเริ่มโมโห พอหันกลับมาก็เห็นสายตาของผู้ชายตรงหน้ามองไปทางที่อู่เย่ว์เดินจากไปด้วยความสงสัย นางจึงผลักเขาทันที “มองอะไร มองพอหรือยัง”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/0bbbc3b1cc93fc7757bd93c032d45e97