บทที่ 1 กลับมาเกิดใหม่ (รีไรต์)
รถไฟสีเขียวแล่นเสียงดังฉึกฉัก มุ่งหน้าจากเหนือลงใต้ผ่านหมู่บ้านและทุ่งนา เมื่อเข้าเขตเมือง อากาศโดยรอบก็แปรเปลี่ยนจากเย็นะเืเป็อบอุ่น
หลังจากการปฏิรูปและเปิดประเทศ ผู้คนก็เริ่มออกเดินทางมากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งใกล้วันปีใหม่แบบนี้ ทุกตู้โดยสารจึงแน่นไปด้วยผู้คน ทั้งเสียงจอแจ กลิ่นต่าง ๆ อบอวลไปทั่ว
ผู้โดยสารที่มีที่นั่งและเตียงนอนยังพอไหว พวกเขาพูดคุยสนทนา เล่นไพ่ งีบหลับ อ่านหนังสือ หรือไม่ก็มองทิวทัศน์ อย่างน้อยก็สามารถตัดขาดจากสภาพแวดล้อมรอบข้างได้บ้าง แต่สำหรับคนที่ยืนอยู่ในทางเดินนั้นช่างทรมานเหลือเกิน
ทว่าในเวลานี้ แม้แต่คนที่ยืนอยู่ก็ดูเหมือนจะลืมสภาพแวดล้อมรอบข้างไปจนหมดสิ้น เพราะสายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่เตียงนอนชั้นบนสุดแถวที่สี่ ฝั่งซ้ายมือซึ่งมีหญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่ง
หญิงสาวเพิ่งตื่นนอน เธอแกะผ้าพันคอที่พันรอบศีรษะและใบหน้าออก เผยให้เห็นดวงหน้างามผุดผ่องราวกับดอกบัว ผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะ คิ้วโก่งเรียวงาม ความงามของเธอสะกดทุกสายตาในบริเวณนั้น
เธอค่อย ๆ ลืมตาขึ้น สายตายังคงเลื่อนลอยราวกับกำลังกึ่งหลับกึ่งตื่น เมื่อมองไปรอบ ๆ ดวงตาคู่สวยฉ่ำไปด้วยน้ำตายิ่งกระตุ้นให้คนที่เห็นกลับมีความรู้สึกอยากปกป้อง
“หนู ตื่นแล้วเหรอ? ดื่มน้ำหน่อยไหม?”
ข้าง ๆ เธอมีหญิงวัยกลางคนแต่งตัวดีคนหนึ่ง ใบหน้ากลมดูอิ่มเอิบ ใจดี กำลังยื่นแก้วน้ำมาให้เธอ
คนรอบข้างอดคิดไม่ได้ว่าทั้งสองคงเป็แม่ลูกกัน ช่างเป็ภาพที่น่าอิจฉาจริง ๆ
แต่ทว่าเมื่อ ‘อวิ๋นซาน’ เห็นหน้าผู้หญิงคนนั้น รูม่านตาของเธอก็หดเล็กลงอย่างรวดเร็วเธอเบือนหน้าหนีจากแก้วน้ำทันที
หญิงวัยกลางคนชะงักไป ครั้นจะเอ่ยปากอะไรบางอย่างพนักงานต้อนรับบนรถไฟก็เดินมาถึงพอดี
คนส่วนใหญ่ล้วนหยิบตั๋วออกมาให้พนักงานตรวจสอบอย่างไม่ลังเล มีเพียงไม่กี่คนที่มองไปรอบ ๆ อย่างประหม่าไม่ต้องรอให้พนักงานที่มากประสบการณ์คาดเดา คนรอบข้างก็รู้ทันทีว่าคนเหล่านี้ไม่มีตั๋ว
แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า หนึ่งในนั้นจะมีหญิงสาวแสนสวยคนนั้นรวมอยู่ด้วย
อวิ๋นซานลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“ขออนุญาตตรวจตั๋วผู้โดยสาร โปรดแสดงตั๋วโดยสารด้วย” พนักงานตรวจตั๋วหันไปสนใจที่เธอทันที
“อ่ะ นี่…” หญิงวัยกลางคนรีบคว้าแขนให้อวิ๋นซานนั่งลงพลางล้วงมือควานหาตั๋วในกระเป๋า
“ใครก็ได้ช่วยด้วย! ฉันโดนคนลักพาตัวมา!”
ทุกคนต่างพากันตกตะลึงกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
หญิงวัยกลางคนและชายวัยกลางคนที่นั่งข้าง ๆ ต่างก็หน้าซีดเผือดด้วยความใแต่ก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว
“อวิ๋นซาน เธอละเมอเหรอ?” หญิงวัยกลางคนเอ่ยตำหนิ ก่อนจะรีบหันไปอธิบายกับพนักงาน “สหาย หลานสาวฉันกำลังงอนฉันอยู่น่ะ”
อวิ๋นซานมีสีหน้าหวาดกลัว น้ำตาไหลไม่หยุด “พวกคุณก็ได้ยินแล้ว ฉันยังไม่ได้บอกเลยว่าใครเป็คนลักพาตัว พวกเขาก็รีบปฏิเสธ…ฉันไม่รู้จักพวกเขาเลย…ช่วยฉันด้วย…”
เมื่อหญิงงามร่ำไห้ มีหรือผู้คนจะไม่สงสาร? ทันใดนั้นก็มีชายคนหนึ่งพูดเสียงดังว่า “ไม่ต้องกลัว พูดออกมา พวกเราจะช่วยคุณเอง”
พนักงานบนรถไฟรีบเรียกตำรวจบนรถไฟมา
“ไม่ใช่…สหายลองดูสิ พวกเรามีตั๋วรถไฟจะเป็คนลักพาตัวได้ยังไงกัน?”
“...ฉันซื้อตั๋วรถไฟจากเมืองเฟิงไปเมืองเอส แต่พอคู่สามีภรรยานี้ขึ้นมา พวกเขาก็ทำดีกับฉันมาก ช่วยยกกระเป๋า เอาน้ำมาให้ คอยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ บอกให้ฉันนอนพัก พอถึงสถานีก็ปลุกฉัน…แต่พอฉันตื่นขึ้นมาก็พบว่าเลยสถานีเมืองเอสไปแล้ว พวกเขายังหลอกเอาหนังสือแนะนำตัว ตั๋วรถไฟ และกระเป๋าเงินของฉันไป บอกว่าจะช่วยเก็บไว้ให้…ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบมาพากล พวกเขาต้องเป็กลุ่มค้ามนุษย์แน่ ๆ...”
แม้อวิ๋นซานจะดูตื่นกลัว แต่เสียงของเธอก็ยังคงชัดเจน คำพูดคำจาฉะฉาน สำเนียงมาตรฐานทำให้ผู้โดยสารรอบข้างได้ยินอย่างแจ่มแจ้ง
“ช่างเลวทรามจริง ๆ เห็นว่าหญิงสาวคนนี้หน้าตาดีเลยจะลักพาตัวไปขายเหรอ…”
“หน้าตาก็ดูเป็คนดี แต่ทำไมใจคอชั่วช้าแบบนี้? บ้านพวกแกไม่มีลูกสาวหรือไง?”
“คนแบบนี้สมควรตกนรก หลานชายกับหลานสะใภ้ฉันก็มีลูกชายอยู่คน แต่เขาถูกลักพาตัวไป ทำเอาแม่เด็กแทบขาดใจ…”
ความโกรธแค้นของฝูงชนปะทุขึ้น
“ไอหยา! นี่มันเื่อะไรกัน พวกเรารู้จักและนั่งรถไฟมาด้วยกัน...อวิ๋นซานเธอเป็อะไรไป! ฉันเป็ป้าของเพื่อนเธอนะ! ถ้าเพื่อนเธอไม่ขอร้อง ฉันก็ไม่พาเธอมาหรอก ใครจะไปคิดว่าเธอจะทำกับฉันแบบนี้...”
เมื่ออวิ๋นซานได้ยินคำว่าเพื่อน ดวงตาของหญิงสาวก็ฉายแววเกลียดชังขึ้นมาชั่วขณะ แต่ความเสียใจต่อตนเองปะปนอยู่ และในที่สุดเธอก็รีบกลบเกลื่อนความรู้สึกเ่าั้ไป
นายตำรวจเรียกพวกเขาทั้งสามคนไปที่ห้องสอบสวน
สัมภาระของอวิ๋นซานมีไม่มาก มีเพียงกระเป๋าผ้าใบหนึ่งหนักประมาณสองกิโลกกว่า ๆ เท่านั้น เธอสวมเสื้อคลุมขนสัตว์ด้านใน ทับด้วยเสื้อโค้ตผ้าฝ้ายด้านนอก เมื่อเข้ามาในห้องสอบสวน เธอก็อาสาให้ตำรวจหญิงตรวจค้นตัวทันที
ถ้าเธอถูกค้นตัว แน่นอนว่าสามีภรรยาคู่นั้นก็ต้องถูกค้นตัวด้วยเช่นกัน
และนั่นก็เป็สิ่งที่ตำรวจกำลังจะทำ
“คุณตำรวจ เื่มันเป็แบบนี้ พวกเรารู้จักกัน เธอเป็หลานสาวของฉัน ฉันช่วยหลานสาวถือหนังสือแนะนำตัว มันก็ปกตินี่...” เมื่อเห็นว่าตำรวจกำลังจะค้นตัวจริง ๆ หญิงวัยกลางคนรีบอธิบาย
ตำรวจที่มาตรวจสอบผ่านเื่ราวมามากมาย ไม่ใช่เพิ่งเคยเจอพวกค้ามนุษย์บนรถไฟ
“หลานสาวคุณอายุสามขวบหรือไง ถึงต้องให้คุณเก็บเอกสารสำคัญแบบนี้ไว้ให้”
“เธอเพิ่งเคยออกต่างเมืองเป็ครั้งแรก พวกเรากลัวว่าเธอจะทำหายน่ะสิ” ฝั่งผู้ชายนั้นดูใจเย็นกว่าผู้เป็ภรรยา เขายื่นหนังสือแนะนำตัวของตัวเองออกมา “คุณตำรวจ พวกเราสองคนผัวเมียมีหนังสือแนะนำตัวกันทั้งคู่ เราออกมาเยี่ยมญาติกันจริง ๆ”
แม้ทั้งสองสามีภรรยาจะอธิบายอย่างไร แต่เธอก็ยืนกรานปฏิเสธว่าไม่รู้จักพวกเขา และกล่าวหาว่าพวกเขาเป็พวกค้ามนุษย์
เ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟจึงสั่งให้ตรวจค้นตัวและกระเป๋าเดินทางของทั้งสามคน และพบหนังสือแนะนำตัวกับตั๋วรถไฟของเธออยู่ในตัวของสามีภรรยาคู่นั้น นอกจากนี้ยังพบหนังสือแนะนำตัวอีกหลายฉบับที่ประทับตราแล้วแต่ไม่มีเนื้อหาใด ๆ
“นี่มันอะไรกัน?!” เ้าหน้าที่ตำรวจตวาด ทำให้ทั้งคู่เริ่มตื่นตระหนก
อวิ๋นซานจึงถือโอกาสกล่าวว่า “คุณตำรวจคะ ฉันสงสัยว่าทั้งสองคนนี้ไม่ใช่เพิ่งทำบนรถไฟแบบนี้เป็ครั้งแรก ฉันได้ยินพวกเขาเผลอหลุดปากพูดว่าเดือนที่แล้ว บนรถไฟขบวนนี้ พวกเขาได้ช่วยเหลือเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ฉันสงสัยว่าการช่วยเหลือนี้ อาจหมายถึงการลักพาตัวค่ะ”
“นังสารเลว!” หญิงวัยกลางคนคนนั้นนามว่าหลี่เหมย พูดขึ้นอย่างคับแค้นใจจนแทบจะกินเืกินเนื้อเธอได้
ทว่าอวิ๋นซานมองกลับไปตรง ๆ โดยไม่มีท่าทีหวาดกลัวเหมือนก่อนหน้านี้
หลังจากนั้นคู่สามีภรรยาก็ถูกนำตัวไปสอบสวน ส่วนเธอก็ลงจากรถไฟที่สถานีถัดไป ซื้อตั๋วกลับเมืองเฟิงและนั่งครุ่นคิดอยู่ที่ห้องรอรถไฟ
บางครั้งเธอก็คิดว่าอยากรีบกลับบ้านใจจะขาด แต่บางครั้งเธอก็หวาดกลัวที่จะกลับไป
เธอต้องปกป้องพ่อ แม่ และช่านช่าน เธอต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้น
หญิงสาวไม่คิดเลยว่าเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เธอจะได้ย้อนเวลากลับมาเมื่อหกปีก่อน ใน่เวลาที่เธอถูกลักพาตัวแต่โชคยังดีที่ทุกอย่างไม่สายเกินไป...
หลี่เหมยกับสวีต๋าคู่สามีภรรยาที่ลักพาตัวอวิ๋นซานถูกตั้งข้อหา ‘ค้ามนุษย์’
ในที่สุดพวกนายหน้าค้ามนุษย์พวกนี้ก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือของกฏหมาย…
เวลาผ่านไปไม่นาน เสียงประกาศของสถานีดังขึ้น รถไฟที่มุ่งหน้าไปยังเมืองเฟิงเข้าเทียบชานชาลาแล้ว
อวิ๋นซานลุกขึ้นยืนทันที ในเมื่อ์มอบโอกาสให้เธอได้เกิดใหม่ เธอจะต้องคว้ามันไว้ให้มั่น!