ตอนที่ 5
แซ็กคลี่ยิ้มรับคำชมด้วยความเบิกบาน เขากระชับเนกไทสีเทาเล็กน้อย จากนั้นก็หยิบถุงใส่สูทซึ่งถูกซีลสุญญากาศอย่างดีขึ้นมายื่นให้อีวาน พาให้อีวานหลุบตามองถุงสุญญากาศที่แซ็กยื่นมานิ่งๆ ราวกับไม่อยากจะเดาต่อไปว่า ชะตากรรมของเขาต่อจากนี้จะเป็อย่างไร
“นายต้องใส่เหมือนกัน ลองดูสิ” แซ็กในชุดสูทสุดเท่ก้าวไปหยุดอยู่หน้าโซฟาพลางรบเร้าอีวานที่กำลังนั่งนิ่งด้วยความกระตือรือร้นราวกับว่า เขาได้ย้อนกลับไปใน่วัยอันเืร้อนอีกครั้ง
“ลองทำไม?” ดวงตาสีฟ้าสว่างหลุบมองถุงใส่สูทอึดใจหนึ่ง จากนั้นก็เลื่อนมาสบสายตากับแซ็กนิ่งๆ ขณะที่ริมฝีปากของอีวานเอ่ยถามอีกฝ่ายเสียงขรึม ราวกับชายหนุ่มไม่รู้เลยว่า ทำไมต้องลองสวมมัน
…ทั้งที่จริงๆ แล้วสัญชาตญาณของเขามันกู่ร้องว่า ใช่เลย นายกำลังจะได้เป็ยมทูต อะไรทำนองนั้นก็ตาม!
“มันก็แน่อยู่แล้วไม่ใช่หรือไง นายเป็คู่หูของฉันเพราะงั้นนายก็ต้องนำทางิญญาเหมือนกับฉันสิ ไหนลองใส่สูทให้ดูหน่อย” แซ็กเอ่ยความจริงที่ว่า พวกเขาต้องไปปฏิบัติภารกิจด้วยกันให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนโซฟาฟังอย่างอารมณ์ แน่นอนว่าเขาไม่ลืมที่ยัดถุงชุดสูทไปไว้บนตักของอีวานแล้วเอ่ยเร่งให้อีกฝ่ายเปลี่ยนชุดให้เขาดูด้วยความตื่นเต้น
“...” อีวานที่ถูกแซ็กรบเร้าด้วยสายตาวิบวับ ก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างเนือยๆ จากนั้นเขาก็ยอมหยิบถุงใส่สูทที่วางอยู่บนตักขึ้นมาอย่างอับจน
ถึงแม้ว่า อีวานจะไม่แสดงออกว่า เขาอยากทำหน้าที่นำทางิญญา แต่จากรายละเอียดเกี่ยวกับค่าตอบแทนที่อยู่ในคู่มือ ทำให้ชายหนุ่มไม่คิดจะปฏิเสธโอกาสดีๆ ที่ลอยอยู่ตรงหน้าได้ ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงหยิบถุงใส่ชุดสูทเข้าห้องน้ำไป
อึดใจต่อมาอีวานในชุดสูทสีเทาอ่อนสุดเนี้ยบก็ก้าวเท้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าแซ็กด้วยใบหน้านิ่งๆ ทำให้แซ็กอดที่จะทำตาโตล้อเลียนความหล่อเหลาของอีวานด้วยท่าทางอันน่าหมั่นไส้ไม่ได้
“ดูดีกว่าฉันอีก มีร่างที่สมบูรณ์แบบนี้น่าอิจฉาจริงๆ นะเนี่ย” แซ็กยื่นโซ่ข้อมือสีเงินที่หยิบจากโซฟาไปให้อีวานสวม โดยไม่วายที่จะเลิกคิ้ว แล้วเอ่ยเย้าชายหนุ่มผู้หล่อเหลาที่ยืนอยู่เบื้องหน้าไปด้วย
“พูดมากจริงๆ” อีวานเอ่ยเสียงขรึมแล้วรับโซ่ข้อมือจากแซ็ก จากนั้นเขาก็ก้มหน้าลงสวมโซ่สีเงินสว่างกับข้อมือของตนด้วยท่วงท่าสุขุมอันน่ามอง
ในยามที่แสงแดดยามสายลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาต้องกับโซ่ข้อมือของอีวาน ทำให้เกิดแสงสีเงินสะท้อนมาส่องตา พาให้อีวานต้องหรี่ตาลงเพราะถูกแสงสะท้อนใส่ตาเข้าเต็มๆ ทว่าดวงตาสีน้ำเงินเข้มของใครอีกคนพลันเปล่งประกายขึ้นมาราวกับว่า แสงสีเงินจากโซ่ข้อมือของอีวานสะท้อนลึกเข้าไปยังบางส่วนซึ่งอยู่ลึกที่สุดภายใต้ผืนน้ำที่มีฉากหน้าเป็เพียงความทะเล้นคู่นั้น
เช้าวันถัดมาอีวานในชุดสูทสีเทาขนาดพอดีตัวยืนเคียงกับเด็กหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีเดียวกันอยู่เบื้องหน้าของเซซีลเลียสภายในโถงปูนที่ถูกทาด้วยสีเทาอ่อนของสำนักงานิญญาซึ่งในเวลานี้มีกลุ่มคนในชุดสูทสีเทาที่กำลังยุ่งอยู่กับงานของตัวเองเดินสวนกันไปมาแต่เช้า อันเป็ภาพที่สุดแสนจะธรรมดาสามัญของสำนักงานิญญาแห่งนี้
“นี่คือ?” อีวานหลุบตามองผลึกคริสตัลโปร่งแสงสีขาวขุ่นขนาดเล็กสองชิ้นในกล่องกำมะหยี่สีควันบุหรี่ที่เปิดค้างอยู่บนฝ่ามือของเซซีลเลียสด้วยสายตาใคร่รู้
“เครื่องรางน่ะ ฉันให้ผู้นำทางิญญาทุกคนติดตัวเอาไว้ จะได้โชคดี” เซซีลเลียสส่งยิ้มให้อีวานพลางตอบชายหนุ่มอย่างกระชับและเรียบง่ายราวกับว่า คริสตัลพวกนี้เป็เพียงของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ที่เธอตั้งใจมอบให้กับผู้ที่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่โลกคนเป็เท่านั้น
“งานง่ายๆ แบบนำทางิญญาไม่ต้องมีเครื่องรางติดตัวหรอกมั้ง” แซ็กมองคริสตัลที่กำลังเปล่งประกายเล่นกับแสงในยามเช้าซึ่งลอดผ่านเข้ามาพลางเอ่ยด้วยสุ้มเสียงห้าวๆ เหมือนกับท่าทางมั่นอกมั่นใจของเขา
สำหรับแซ็กแล้วเขามองว่า การนำทางิญญาเป็งานที่มีความเสี่ยงน้อยมาก ดังนั้นเขาจึงไม่ใคร่จะสนใจเื่โชคลางเท่าไหร่
“มีโชคเอาไว้จะดีที่สุด” เซซีลเลียสหัวเราะเบาๆ ให้กับความคิดอันเรียบง่ายของทั้งสอง จากนั้นเธอก็เอ่ยด้วยสุ้มเสียงสบายๆ แล้วจึงดีดนิ้วหนึ่งทีด้วยท่าทางอันผ่อนคลาย
ชั่วพริบตาเดียวผลึกคริสตัลพลันเปล่งแสงสีเงินอันอบอุ่นขึ้นมา จากนั้นมันก็พุ่งไปยังตำแหน่งตรงกลางอกของพวกเขาอย่างรวดเร็ว
เมื่อรู้ตัวอีกทีเครื่องรางที่ว่านั่นก็จมหายเข้าไปในร่างของพวกเขาแล้ว เหลือเพียงความรู้สึกอันอบอุ่นราวกับมีกองไฟขุมน้อยผุดพรายขึ้นมาในอกอยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง จากนั้นมันก็ค่อยๆ มอดดับลงอย่างรวดเร็ว
“ขอบคุณครับ” อีวานเอ่ยคำขอบคุณสำหรับเครื่องรางชิ้นเล็กจ้อยที่เซซีลเลียสมอบให้พลางยกมือขึ้นมาลูบอกปอยๆ
ความรู้สึกอบอุ่นเมื่อครู่ทำให้อีวานใไม่น้อย แต่ที่แปลกคือร่างกายของเขาไม่แสดงอาการต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่ฝังเข้ามาเลยแม้แต่นิดเดียว
“เหมือนพรอะไรทำนองเลยแฮะ” ััอุ่นๆ ที่ผุดพรายขึ้นมากลางอกเมื่อครู่บริเวณที่ผลึกคริสตัลจมหายเข้าไปในร่างกายทำให้แซ็กอดที่จะเอ่ยออกมาด้วยความอัศจรรย์ไม่ได้
ทันใดนั้นโซ่ข้อมือที่พวกเขาสวมอยู่ก็ค่อยๆ เปล่งแสงออกมาพร้อมกัน เพียงเสี้ยวนาทีต่อมาข้อมูลของิญญาดวงแรกที่ต้องนำทางก็ถูกส่งเข้ามาในห้วงความคิดของพวกเขาทันที
“ิญญาดวงแรกที่เราต้องนำทางส่งสัญญาณมาแล้ว” อีวานเอ่ยกับแซ็กเสียงเรียบ ขณะที่ในหัวของเขากำลังทบทวนรายละเอียดของเด็กน้อยคนหนึ่งที่พวกเขาจะต้องทำหน้าที่นำทางไปยังแท่นตัดสินชะตาอย่างละเอียด
“เป็เด็กแฮะ” แซ็กพยักหน้างึกงักพลางเอ่ยถึงดวงิญญาเด็กน้อยที่ส่งสัญญาณมาหาพวกเขาไปด้วย
“โชคดีนะ” เซซีลเลียสมองผู้นำทางิญญาทั้งสองที่กำลังให้ความสนใจกับข้อมูลของิญญาดวงแรกที่พวกเขาจะต้องทำหน้าที่นำทางยิ้มๆ พลางอวยพรไปด้วย
“ไว้เจอกันครับท่านเซซีลเลียส” แซ็กหันมาเอ่ยลาหญิงผู้ปกครองมิติกึ่งกลางด้วยท่าทางกระตือรือร้น จากนั้นเขาก็เดินนำอีวานไปยังประตูมิติที่อยู่ใกล้กับลิฟต์ทันที
‘จะบนหรือล่างต่างก็สำคัญทั้งสิ้น’
อีวานอ่านคำคมที่สลักอยู่บนประตูที่ค่อยๆ เปล่งแสงเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ อย่างเงียบงัน ขณะที่ฝ่ามือสีขาวสว่างของเขายังคงลูบจุดที่เครื่องรางของเซซีลเลียสฝังเข้ามาในร่างอยู่อย่างนั้น
“คนที่ต้องได้รับพรมากกว่าเรา น่าจะเป็ผู้ชำระความพยาบาท” อีวานเอ่ยเสียงเรียบพลางหรี่ตาเล็กน้อยเมื่อประตูมิติเปิดออก นำมาซึ่งแสงสีขาวอันเจิดจ้า พาให้แสบตาทันทีที่มองไปยังอีกด้านหนึ่งของประตูตรงๆ
หากจะเอ่ยว่าเครื่องรางที่มอบให้พวกเขาคือพร ผู้ที่ควรจะได้รับมันมากกว่าพวกเขาก็คือ คนที่ทำงานอยู่ท่ามกลางภยันตรายต่อกรเหล่าิญญาร้าย ดังเช่นผู้ชำระความพยาบาท
“เด็กใหม่อย่างนายก็รู้กับเขาด้วย?” แซ็กหันมายักคิ้วล้อเลียนอีวานพลางเอ่ยแซวด้วยสุ้มเสียงอันกวนประสาทไปด้วย
“ในคู่มือเขียนเอาไว้” อีวานรู้ว่าแซ็กกำลังล้อเลียนเขาอยู่ แต่ชายหนุ่มก็เลือกที่จะมองข้ามพฤติกรรมอันน่าหงุดหงิดของอีกฝ่ายแล้วเอ่ยถึงสิ่งที่เขาอ่านมาเมื่อคืนอย่างใจเย็น
“เยี่ยมมาก ถือว่านายตั้งใจฟังคนที่อยู่มาก่อนอย่างฉันนะเนี่ย” แซ็กตบไหล่ของอีวานจนเกิดเสียงดังด้วยความพึงพอใจ แล้วเอ่ยชมอีวานด้วยสุ้มเสียงอันเบิกบาน ในแบบที่สามารถทำให้เส้นเืบริเวณขมับของอีวานเต้นตุ้บๆ ได้อย่างง่ายดาย
แม้ว่าจะหงุดหงิดอยู่บ้าง แต่อีวานก็ทำได้แค่กลอกตาไปมากับนิสัยเด็กๆ ของเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่เคียงกันด้วยความแหนงหน่าย
ในนาทีต่อมาพวกเขาก็ก้าวเท้าเข้าไปในแสงสีขาวอันเจิดจ้าภายในประตูมิติ ยามที่แผ่นหลังของพวกเขาถูกแสงสีขาวกลืนไปจนสิ้นบานประตูทั้งสองฝั่งก็ค่อยๆ เลื่อนมากัน ท่ามกลางวุ่นวายของ่เช้าภายในห้องโถงของสำนักงานิญญาประจำมิติกึ่งกลาง
เมื่อก้าวเท้าออกมาแสงสว่างอันเจิดจ้ามายังอีกด้านหนึ่งของประตูสิ่งแรกที่อยู่ในครรลองสายตาของพวกเขาคือ ภาพของชายหญิงในชุดเครื่องแบบสีเทาที่เดินสวนกันไปมาอย่างเร่งรีบภายในโถงสำนักงานิญญาสาขาเมืองนาฟรี่ย์ ชั่วขณะนั้นเองอีวานพลันตระหนักได้ว่า ตอนนี้เขาได้กลับมายัง ‘โลก’ เดิมแล้ว
แซ็กในชุดสูทสีเทาสุดเท่ผิวปากอย่างอารมณ์ดี ขณะที่สองเท้าของเขาก้าวนำอีวานแหวกผ่านกลุ่มผู้นำทางิญญาไปยังประตูหน้าด้วยท่วงท่าอันผ่อนคลาย
“ในที่สุดนายก็ได้เป็ผู้นำทางิญญาสมกับที่ทำงานหนักมาหลายปีเลยนะพวก” ก่อนที่พวกเขาจะเดินไปถึงประตูหน้า ชายหนุ่มเ้าของเส้นผมสีทองสว่างในชุดสูทสีเทาก็หันมาะโทักแซ็กจากอีกฟากหนึ่งภายในห้องโถงด้วยใบหน้าอันเบิกบาน
เสียงะโของแกร์เร็ตทำให้ชายหนุ่มร่างใหญ่เ้าของเส้นผมสีน้ำตาลอมส้มที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ประตูกันไปสะกิดหนุ่มผมดำร่างเพรียวที่กำลังพิงไหล่เขาไปพลางเล่นโทรศัพท์ไปพลางอย่างกระตือรือร้น
“มาส่งิญญาดวงแรกล่ะสิพวก โอ้ นั่นคงจะเป็โซ..” ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลอมส้มหันมาเอ่ยทักทั้งสองโดยไม่วายที่จะสะกิดคนที่มัวแต่เล่นโทรศัพท์อยู่ยิกๆ แต่ไม่ทันที่เขาจะพูดจบประโยคก็ถูกแซ็กขัดขึ้นมาก่อน
“ไงฟอร์เรสท์นี่คู่หูฉันเอง อีวาน ไว้ค่อยคุยกันนะ ตอนนี้พวกฉันต้องไปทำงานก่อน” แซ็กเอ่ยอย่างรัวเร็วพลางโบกมือลาฟอร์เรสท์กับ ‘คู่หู’ ของเขา จากนั้นก็รีบพาอีวานตรงไปที่ประตูสำนักงานอย่างรีบร้อนราวกับกำลังปิดบังอะไรบางอย่าง
โซ~~นั่น อีกแล้ว? อีวานขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางหรี่ตาลงมองแซ็กที่มีท่าทีลุกลนแปลกๆ ด้วยความข้องใจ
“เฮ้ ลูกค้าของนายไม่รีบร้อนขนาดนั้นหรอก เชื่อฉันสิ!” ฟอร์เรสท์วิ่งตามออกมาหยุดอยู่หน้าประตูสำนักงานิญญาแล้วะโไล่หลังพวกเขามา ท่ามกลางผู้นำทางิญญาในชุดสูทสีเทาที่ต่างก็มุ่งหน้าออกมาจากประตูอาคารเพื่อไปปฏิบัติภารกิจนำทางิญญาดวงอื่นๆ ด้วยเช่นกัน
เมื่อทั้งสองก้าวมาหยุดอยู่ที่ทางม้าลายซึ่งอยู่ห่างจากอาคารสำนักงานิญญาพอสมควร อีวานที่ติดใจเื่ โซ~~ อะไรนั่นอยู่นานก็หันมามองหน้าแซ็กนิ่งๆ ราวกับว่าเขาได้ตัดสินใจที่จะเลิกปิดปากเงียบแล้ว
“โซ ที่ว่าน่ะมันโซอะไร?” อีวานตัดสินใจเอ่ยถามแซ็กตรงๆ หลังจากข้องใจที่คนรอบตัวของอีกฝ่ายเอ่ยถึงมันนี้อยู่นาน
การที่อยู่ๆ ก็ถูกอีวานถามขึ้นมาอย่างกะทันหันแบบนี้ บวกกับสายลมเย็นๆ ที่พัดเข้ามาบริเวณหัวมุมถนนที่พวกเขายืนอยู่ ทำให้แซ็กกระแอมออกมาราวกับว่า กำลังร้อนตัวอยู่อย่างไรอย่างนั้น
“แค่ก โซ…ก็โซ่แห่งมิตรภาพไง” แซ็กโพล่งขึ้นมาแล้วหันไปส่งยิ้มเลิ่กลั่กในแบบที่มองแค่ปราดเดียวก็รู้ว่า กำลังแถข้างๆ คูๆ อยู่ให้คนที่ยืนอยู่ข้างกัน
…มันช่างเป็คำโกหกที่ฟังไม่ขึ้นเอาซะเลย!
“เหมือนกับโซ่นี่สินะ” อีวานเลิกคิ้วเอ่ยทวนนิ่งๆ พลางยกแขนขึ้นมาเผยให้เห็นโซ่สีเงินที่ต้องกับแสงจนเกิดประกายวิบวับชวนแสบตาไปด้วย
“ก็ประมาณนั้น” แซ็กพยักหน้ารัวๆ พลางเร่งฝีเท้าก้าวไปบนทางม้าลายที่อยู่ด้านหน้าอย่างเร่งรีบราวกับว่า เขากำลังหนีการถูกสอบสวนของอีวานอยู่ในที
อีวานได้แต่กลอกตามองแผ่นหลังของแซ็กที่กำลังมุ่งหน้าไปยังป้ายรถเมล์ที่อยู่ไม่ไกลอย่างหงุดหงิด จากนั้นก็เร่งฝีเท้าตามหลังอีกฝ่ายไปเงียบๆ
เมื่อได้คำตอบจากปากของแซ็ก อีวานก็ยุติความคิดที่จะซักไซ้ไปมากกว่านี้
…ส่วนเขาจะเชื่อเื่โซ่แห่งมิตรภาพที่แซ็กบอกไหม?
…อีวานให้คำตอบได้เลยว่า แม้แต่เด็กอมมือก็คงเชื่อไม่ลง!!!
ติดตามตามอ่านได้ทุก วันศุกร์ และ วันเสาร์ เวลา 20.30 จ้า
สำหรับใครรอไม่ไหว ดำเนินเื่ถึง หน้า 75 (หน้า 80 แบบรวมปก) ในฉบับ ebook นะคะ