…โลกมันโหดร้ายกว่าที่เธอคิดไว้ใช่ไหมล่ะ…
มีหลายสิ่งที่เธอต้องเรียนรู้อีกมาก อย่าเพิ่งรีบตายอีกรอบล่ะ
ถ้าหากอยากรู้ความจริงทั้งหมด เธอควรกัดฟันอดทนเดินหน้าต่อไปซะ!
“อย่าเพิ่งไว้ใจใครมากไป เพราะบางทีคนใกล้ตัว อาจจะเป็บุคคลที่อันตรายกว่าเป็ไหนๆ ก็ได้”
บทนำ
“ชื่ออะไร…” คุณลุงตรงหน้าพูดเสียงโหด ในมือเขาถือหนังสือที่ทำด้วยหนังสีดำเล่มหนาเตอะ พลางมองมาทางฉันั้แ่หัวจรดปลายเท้า ฉันกลืนน้ำลายดังเอื้อกก่อนจะตอบเสียงแ่ “ชะ ชาลิตา ค่ะ” ในมือฉันชุ่มไปด้วยเหงื่อถึงแม้บรรยากาศโดยรอบถึงจะหนาวเหน็บแค่ไหนก็เถอะ
“ยังไม่ถึงเวลาของเอ็ง รีบเอากลับไป”
หลังจากที่ลุงไล่สายตาหาชื่อจากหนังสือในมือแล้วก็พูดขึ้นเสียงดังจนฉันสดุ้งโหยง
“ท่านครับ ร่างของิญญาดวงนี้ กำลังจะถูกทำลายแล้วครับ”
อืมนะ ิญญา ใช่แล้วที่พวกเขาพูดน่ะคือฉันเอง ฉันได้ม๋องเท่งเป็ที่เรียบร้อยแล้วเป็สาเหตุที่มายืนอยู่ที่นี่ นรกหรือ์อันนี้ฉันก็อธิบายไม่ถูก เพราะว่ามันไม่เหมือนที่ฉันเห็นในหนังในละครเลยสักนิด มันเป็สถานที่ที่โล่งโจ้ง สีสันโดยรอบมีแค่สีขาวโพลนและไอหมอกจางๆ มองเห็นเพียงบุคคลที่ยืนอยู่กับฉันที่นี่คือ ผู้ชายใส่ชุดสีดำ (เขายืนข้างอยู่ขวา) ผู้ชายใส่ชุดสีขาว (เขายืนอยู่ข้างซ้าย) คุณลุงที่อยู่ประจันตรงหน้า เดาได้ว่าเขาน่าจะเป็ท่านยมบาลและสองคนนั้นเป็ยมทูตแน่
ร่างฉันกำลังจะถูกทำลายแล้วเหรอ ไวชะมัด ฉันเพิ่งตายได้ 1 ชั่วโมงเองนะ นับๆ ดูแล้ว ไม่ทำเกินไปหน่อยเหรอ อย่างน้อยส่งไปห้องดับจิตต่อจากนั้นก็เข้าวัดสวดอภิธรรม จัดงานศพตั้งหลายวันไม่ใช่หรือไง
“เวลาโลกของคนกับิญญามันไม่ได้เท่ากันอย่างที่เ้าคิดดอก” ท่านยมบาลพูดขัดขึ้นมาอย่างกับท่านได้ยินเสียงในหัวของฉัน “แค่ 1 ชั่วโมงที่นี่ก็เท่ากับ 2 ปีของโลกนั้นแล้ว” ท่านยมทูตชุดดำพูดเสริม
“ถ้าเป็เช่นนั้น นำกลับเข้าไปอยู่ในร่างที่หมดบุญแล้ว ของผู้ใดก็ได้”
สิ้นเสียงของท่านยมบาลแล้ว ฉันเหมือนรู้สึกมีลมอุ่นพัดวูบมาจากนั้นภาพก็เลือนลางและค่อยมืดลงในที่สุด…
จะได้กลับไปมีชีวิตอีกเหรอ…
…
เฮือก…
เสียงฉันหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอดในปริมาณมาก หายใจเข้าออกถี่ราวกับลืมวิธีการหายใจเป็เวลานาน พลางเอามือดันพยุงร่างให้ลุกขึ้นนั่ง เมื่อตั้งสติได้ฉันก็เริ่มมองไปรอบๆ ข้าง กระพริบตาช้าๆ เพื่อให้ม่านตาปรับแสง ภายในห้องนี้ค่อนข้างมืด มีเพียงแค่แสงสลัวที่ส่องผ่านรอดรูประตูเข้ามาเท่านั้น
โอ้ย… ทันทีเมื่อขยับร่างกายก็รู้สึกเ็ปแปล๊บขึ้นมาทันทีหลายจุด ก่อนหน้านี้ไปเดินตกบันได 76 ชั้นมาหรือไงกันกระดูกหักด้วยหรือเปล่าเนี่ย ฉันค่อยๆ หย่อนตัวลงจากเตียง ขาแข้งยังดูอ่อนแรงจึงต้องใช้มือจับเตียงและคลำทางไปเรื่อยๆ ตั้งใจจะเดินไปเปิดประตูข้างหน้านั้น
โครม!
เพราะมันมืดอย่างที่บอกเหมือนจะเดินไปชนอะไรบางอย่างเสียงดังเข้า ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าเดินมากระชากประตูเปิดออก แสงภายนอกแยงตาฉัน จึงเอามือขึ้นมาบังหน้าอัตโนมัติ
“คุณพระ!!”
“เรียกหมอเร็ว”
มีผู้หญิงอุทานเสียงดัง หลังจากนั้นก็มีเสียงเอะอะตามมาจากอีกหลายผู้ มีเสียงเรียกคุณหมอวุ่นวายไปหมด ฉันลอบมองสิ่งรอบข้างหลังจากมีแสงมากพอที่ฉันจะเห็นอะไรชัดเจน ที่ที่ฉันนอนอยู่ก่อนหน้านี้คือเตียงในห้องเก็บอุณหภูมิ หรือชื่อเรียกหนึ่งคือห้องดับจิต และมีร่างของผู้เสียชีวิตคนอื่นอีกอยู่ไม่ไกลนัก รู้สึกขนลุกขนพองและหนาววาบถึงไขสันหลังเลยล่ะนะ ให้ตายสิ
ฉันถูกพยุงขึ้นรถเข็นพามาในห้องคุณหมอจับฉันตรวจนั้นนี่ ส่องไฟฉายดูม่านตา ตรวจการเต้นหัวใจ การทำงานของปอด อะไรหลายๆอย่าง รวมทั้งทำแผล ใส่เฝือกให้ด้วย ตอนนั้นคิดว่าฉันตายไปแล้วหรือไงทำไมเอาฉันไปนอนรวมกับศพแบบนั้นนะ
“ยังไม่ได้ฉีดฟอร์มาลีนใช่มั้ย” หมอทำหน้าเครียด
“ยังไม่ครบ 2 ชั่วโมง เหลืออีก 15 นาทีค่ะ” คุณพยาบาลตอบคุณหมอทันควัน สีหน้ายังดูช็อกอยู่
“คนไข้โชคดีมากนะครับ ก่อนหน้านี้ที่ผมตรวจแล้ว ผมมั่นใจแล้วยืนยันว่าคุณเสียชีวิตแล้ว เพราะผมทำงานมาหลายปี ไม่เคยเจออะไรแบบนี้เลยครับ ”
คุณหมอก้มหัวลงเหมือนรู้สึกผิดปนสีหน้าประหลาดใจ
“ผมจะส่งคนไข้ไปห้องพักฟื้นนะครับ”
คุณหมอมองหน้าฉันและหันไปข้างพยาบาล “ระหว่างนี้รบกวนพยาบาลติดต่อญาติผู้ป่วยให้ด้วย”
ณ ห้องพักฟื้นผู้ป่วยนอก
“นี่เป็มือถือที่ติดมากับคนไข้ค่ะ” หลังจากถูกส่งมาห้องนี้ไม่นานนัก ได้สูดหายใจได้ฟอดสองฟอด คุณพยาบาลก็เดินมาพร้อมกับโทรศัพท์มือถือ สีเคสชมพูหวานแหวว หน้าจอนั้นมีรอยแตกไม่มากไม่น้อย มือถือรุ่นนี้แพงเอาเื่น่าจะครึ่งค่อนแสนได้นะ มันใช่ของฉันจริงเหรอเนี่ย ปกติฉันใช้เครื่องไม่เกินหมื่น ่นี้ไม่ค่อยมีกะตังอยู่ด้วยสิ
ฉันรับมาจากมือพยาบาลกะว่าจะขอพิจารณาซักเล็กน้อยก่อนจะบอกปฏิเสธว่าเ้าสิ่งนี้มันไม่ใช่ของฉัน เพราะจำได้ไม่เคยใช้ของรุ่นนี้
“กรี๊ด” มือถือนั่นลอยออกจากมือฉันแล้วไปล่นอยู่ตรงเท้า
เมื่อกี้มันอะไรกัน… ฉันถูกผีหลอกหรือไง เงาที่สะท้อนในโทรศัพท์นั่นไม่ใช่ใบหน้าของฉัน
“เป็อะไรคะคนไข้” พยาบาลทำหน้าเหลอหลาก่อนจะหยิบมันขึ้นมา “ไม่ใช่ของคนไข้เหรอคะ”
ฉันถือวิสาสะหยิบมันมาจากมือพยาบาลอีกครั้ง ถึงจะยังช็อกอยู่ ฉันต้องพิสูจน์ดูอีกรอบ คิ้วเรียวสวย หน้ากลมโต ใบหน้าสะสวยมาก อย่างกับนางฟ้าเลย นี่มันอะไรกัน ผู้หญิงคนนี้เป็ใครกัน
“คนไข้คะ” เสียงคุณพยาบาลเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไป ฉันกำลังใช้ความคิดอยู่ บางทีอาจเป็ไปได้ที่ฉันจะตาฝาดเพราะเพิ่งฟื้นยังไงล่ะ มันเกิดจากการที่ยังตื่นไม่เต็มตา ช่างมันก่อน สิ่งสำคัญตอนนี้คือพยายามกดเปิดเครื่อง และยังพอมีโชคอยู่ที่มันใช้ได้ ในใจตอนนี้คนที่อยากติดต่อที่สุดคือ เควิน เขาคือแฟนของฉันเอง
ตื๊ดๆ ข้อความแจ้งเตือนสาย misscall ดังเข้ามาไม่หยุดหลังจากเปิดเครื่องได้สำเร็จ ไม่รอช้าก็เข้าปลดล็อกรหัสผ่านได้ด้วยการแสกนใบหน้า ฉันรีบกดเบอร์ที่ฉัน้าโทร.หาที่สุดในเวลานี้
“ฮัลโหลครับ”
“เควิน…เควิน!”
“นั่นใครครับ”
“เค้าไง แฟนเธอ ชารีน!!”
“...”
ในใจฉันร้อนรนอย่างมาก ทำไมเขาเงียบใส่ฉันล่ะ
“เควิน เค้าอยู่โรงพยาบาล…”
ตู้ดดดด ปลายสายตัดสายไปดื้อๆ หัวใจฉันเองก็เ็ปมาก ทำแบบนี้กับแฟนเธองั้นเหรอ เควิน! ฉันยังพยายามโทรหาเขาอีกหลายครั้ง แต่เขากับตัดสายทิ้งทั้งหมด นี่มันบ้ามากนะ บ้าที่สุดเลย เขาไม่เคยทำกับฉันแบบนี้
“ ติดต่อญาติไม่ได้หรือคะ”
“ฉันไม่มีญาติค่ะ” ฉันพูดด้วยความน้อยใจก่อนจะยื่นมือถือให้คุณพยาบาล จากนั้นก็คลุมโปงปล่อยโฮออกมาที่สุด พ่อแม่ฉันเสียหมดแล้ว ฉันไม่มีญาติที่ไหนเลย ฉันมีแค่แฟนที่กำลังจะแต่งงานด้วยมั้งนะ ชีวิตฉันเหลือแค่เขาเท่านั้น มันรู้สึกแย่มากขนาดไหนกันที่มาเจออะไรแบบนี้ ทำไมฉันต้องฟื้นขึ้นมาด้วยนะ
“คนไข้คะ มีคนโทรมาค่ะ”
“คุณพยาบาลช่วยรับสายให้หน่อยค่ะ”
ในตอนนี้ฉันไม่อยากรับสายใครทั้งนั้น ถ้าเป็เขาที่โทรกลับมา แล้วให้คุณพยาบาลเป็คนคุยแทนเขาจะได้รู้สึกผิดที่ทำกับแฟนแบบนี้ ฉันเพิ่งฟื้นจากความตายมานะ เขาไม่รู้หรือไงว่าเกิดเื่กับฉัน ไม่ตามหาฉันบ้างหรือไง ให้ตายสิ ฉันรู้ว่าเขาติดงานแต่ไม่คิดว่าในสถานการณ์แบบนี้จะไม่สนใจฉันมากขนาดนี้ น้อยใจชะมัดเลย ฮื้อ T^T
“ญาติกำลังเดินทางมานะคะ ระหว่างนี้คนไข้นอนพักผ่อนก่อนนะคะ”
“ขอบคุณค่ะ”
คอยดูนะ ถ้ามาถึงล่ะก็จะงอนซะให้เข็ดเลย ไม่ให้อภัย ฮื้มมม -*-