เช้านี้บรรยากาศหน้าภัตตาคารฟาไฉช่างคึกคักนัก เพราะนอกจากชาวบ้านที่นำสินค้ามาขายให้ภัตตาคารแล้วยังมีกลุ่มคนที่เริ่มออกมาจับจ่ายซื้อของตอนเช้า ที่มามุ่งรอดูเื่สนุกอย่างการประมูลสัตว์ของเกาหูตงเ้าของภัตตาคารฟาไฉและซุนเฉิงกงเ้าของภัตตาคารจินเป่า สองในสามภัตตาคารที่ใหญ่ที่สุดในเมืองนี้
“งั้นก็มาเริ่มกันเลยนะขอรับ”
เย่ซินเย่วที่ตอนนี้เปลี่ยนหน้าที่จากเ้าของสินค้าเป็กรรมการตัดสินก็ได้เอ่ยขึ้น พร้อมปรบมือหนึ่งครั้งเป็สัญญาณในการเริ่มประมูล
“เริ่มต้นที่ 5 ตำลึงทอง 1 2 3 เริ่ม”
เสียงประกาศการเริ่มประมูลดังขึ้น เกาหูตงและซุนเฉิงกงที่ยืนอยู่คนละด้าน ยืดหลังขึ้นตรงแสดงถึงความมั่นใจที่เต็มเปี่ยม โดยฝ่ายของซุนเฉิงกงเป็คนเริ่มประมูลก่อน
“20 ตำลึงทอง”
ซุนเฉิงกงเปิดประมูลด้วยราคาสูงริบ จนผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นถึงกับอ้าปาก เปิดมาก็ราคาสูงถึงเพียงนี้หมีตัวนี้ราคาจะสุดอยู่ที่ใดกันแน่ ซุนเฉิงกงมองหน้าเกาหูตงอย่างท้าทายเขารู้เ้าเกาหูตงหน้าเหม็นนี่มานานมันขี้งกปานใด ทำไมเขาจะไม่รู้ หมีตัวนึงราคาสูงสุดคงไม่เกิน 10 ตำลึงทอง คนอย่างมันคงประมูลไม่เกินจากเขา 5 ตำลึงทองหรอก
“40 ตำลึงทอง”
เกาหูตงที่ยืนมองซุนเฉิงกงอยู่ก็เอ่ยออกมา ตอนแรกหมีตัวนี่เขาก็แค่อยากได้มาไว้เอาใจท่านเ้าเมืองเฉยๆ หากไม่ได้มาก็ไม่เป็อะไร อย่างไรเขาก็ไม่ได้เดือดร้อน แต่พอมองหน้าซุนเฉิงกงที่ทำหน้าราวกับผู้ชนะแล้วอารมณ์ของเขาก็ขึ้น จึงเปิดประมูลให้ราคาสูงขึ้นไปอีก
ซุนเฉิงกงที่ตอนแรกคิดว่าเ้าเกาหูตงจะประมูลสูงกว่าเขาไม่เกิน 5 ตำลึงทอง ก็ถึงกับชะงักพอวิเคราะห์ส่วนได้ส่วนเสียแล้วก็เอ่ยประมูลต่อ
“50 ตำลึงทอง”
“70 ตำลึงทอง”
เกาหูตงเอ่ยออกมาราวกับกลั่นแกล้งปั่นราคาให้สูงขึ้น หมีตัวนี้เขาไม่จำเป็แต่กับซุนเฉิงกงนั้นต่างออกไป อาการาเ็ของมารดาท่านเ้าเมืองเป็เื่ใหญ่ หากไม่รีบแก้ไขให้ดีเื่ราวอาจเลวร้ายจนมองหน้ากันไม่ติด
มาถึงตรงนี้ขนาดเย่ซินเย่วเองที่เป็คนเสนอเื่ประมูลขึ้น ก็ยังตื่นตะลึงกับราคาไม่ได้ นี่นางจะรวยเพราะหมีตัวเดียวจริงหรือ ไม่อยากจะเชื่อ
“80 ตำลึงทอง” ซุนเฉิงกงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
เกาหูตงหันมองซุนเฉิงกงแล้วฉีกยิ้มให้ พร้อมเสนอราคาขึ้นอีกครั้งทันที
“90 ตำลึงทอง”
ซุนเฉิงกงที่ได้ยินราคาประมูลของเกาหูตงก็ถึงกับกัดฟัน ถึงเงินแค่นี้จะไม่ได้มากมายสำหรับเขา แต่เขาเป็พ่อค้าการขาดทุนแบบนี้ ทำเอาใจเขาเจ็บราวกับถูกมีดกรีด
“100 ตำลึงทอง” ซุนเฉิงกงกัดฟันเอ่ยราคาออกมา ถ้าครั้งนี้เกาหูตงยังจะประมูลแข่งกับเขาอีก ก็ให้มันเอาไปเถอะเขายอมแพ้
เกงหูตงที่มองซุนเฉิงกงตลอดก็รู้แล้วว่า ราคานี้คงเป็ราคาสุดท้าย ก็หยุดไม่เอ่ยอะไรต่อ หมีนี่ราคาปกติเพียง 5 ตำลึงทอง อย่างสูงก็ 10 ตำลึงทอง เหตุใดเขาต้องเอาเงินไปละลายทิ้งด้วย เขาไม่ได้บ้าเหมือนเ้านั่น
เย่ซินเย่วที่เห็นว่าทั้งคู่หยุดนิ่งไม่คิดประมูลอีก ก็เริ่มนับถอยหลังเพื่อสรุปราคา
“100 ตำลึงทอง ครั้งที่ 1”
“100 ตำลึงทอง ครั้งที่ 2”
“100 ตำลึงทอง ครั้งที่ 3”
“จบการประมูล หมีตัวนี้เป็ของท่านขอรับ เชิญจ่ายเงินที่ข้าน้อยแล้วรับหมีไปได้เลย” เย่ซินเย่วเอ่ยประกาศปิดการประมูล ทั้งยังแบมือขอเงินกับซุนเฉิงกงทันที อย่าได้คิดบิดพริ้วโกงนางเชียว
ซุนเฉิงกงมองมือที่แบออกมาราวกับจะบอกว่ารีบจ่ายมา ก็หงุดหงิดเช้านี้เขาก้าวเท้าออกจากบ้านผิดข้างหรืออย่างไร เหตุใดจึงซวยนัก เด็กหนุ่มตรงหน้าเขานี่ก็เหมือนกันทำท่าทวงเงินราวกับเขาจะหนี
“พ่อบ้าน”
ชายชราที่ตามซุนเฉิงกง ลวงมือเข้าไปที่หน้าอกแล้วยื่นถุงเงินที่บรรจุเงินไว้ 100 ตำลึงทองให้กับเย่ซินเย่วทันที เย่ซินเย่วที่ได้รับเงินมาแล้วก็เทออกนับทันที อย่างไม่สนใจว่าจะมีคนอยู่มากเพียงไร
ซุนเฉิงกงที่มองอยู่ก็สบถในใจ ให้ตายเถอะเด็กหนุ่มนี่มันกลัวเขาจะโกงมันจริงจริงหรือไร ถึงได้ต้องนับละเอียดถี่ถ้วนขนาดนี่
เมื่อนับเสร็จเย่ซินเย่วก็ยิ้มการค้าให้กับซุนเฉิงกงหนึ่งที
“ครบตามจำนวนขอรับ งั้นเดี๋ยวข้าน้อยจะนำไปส่งให้ที่ภัตตาคาร” เย่ซินเย่วพูดจบก็ลากรถเข็นออกจากฝูงชนไปทันที โดยไม่สนใจสายตาที่มองตามหลังนางมามากมาย ได้เงินแล้วนางก็ต้องรีบชิ่งสิจะอยู่ทำไม ยิ่งอยู่นานยิ่งอันตราย เงินที่นางได้รับมาเป็เงินร้อนเก็บไว้กับตัวนานไม่ได้ ไม่รู้เมื่อกี้จะมีกี่คนที่อิจฉาอยากได้เงินนี่ จนอาจมีความคิดดักทำร้ายฉกชิงไป นางคิดว่าหลังจากส่งหมีตัวนี้เสร็จก็จะรีบไปร้านรับฝากเงิน แล้วออกจากเมืองทันที
เดินไม่นานก็มาถึง เย่ซินเย่วแจ้งกับทางผู้ดูแลว่ามาส่งของที่นายท่านเ้าของภัตตาคารซื้อไว้ พวกเขาก็ให้คนนำทางไปที่ห้องเก็บเนื้อสัตว์ เมื่อเสร็จสิ้นทุกอย่างเย่ซินเย่วก็รีบออกจากภัตตาคารทันที แต่ก็ไม่ลืมถามทางไปร้านฝากเงินจากผู้ดูแล
เดินอยู่สักพักก็มาถึงร้านรับฝากเงิน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากภัตตาคารมากนักห่างกันเพียงสอง่ถนน บรรยากาศภายในเหมือนกับธนาคารสมัยเก่าในที่ที่นางจากมา มีผู้คนเดินฝากเงินถอนเงินกันมากมายดูคึกคักยิ่ง พนักงานชายที่เห็นเย่ซินเย่วก็ออกมาตอนรับด้านหน้าเป็อย่างดี เย่ซินเย่วที่เข้ามาจึงรู้สึกดีกับที่นี่ นางเปิดบัญชีหนึ่งบัญชีฝากเงินไว้ 98 ตำลึงทอง และขอแลกเงิน 2 ตำลึงทองเป็ตำลึงเงินแล้วพกใส่อกไว้ ทุกอย่างใช้เวลาไม่นานก็เสร็จสิ้น
พนักงานทำเื่ให้สักพักก็เดินเอาป้ายไม้พร้อมสลักหมายเลขมาให้ เย่ซินเย่วที่จัดการทุกอย่างเสร็จ ก็รีบออกจากร้านทันที ตอนนี้ปลายยามเหม่า ( 05.00 – 06.59 น. ) แล้ว ป่านนี้อาหลางกับซีซีคงรอนางกลับไปกินข้าวด้วย
แต่ออกมายังไม่พ้นหน้าร้านฝากเงินก็พบกับร่างคุ้นตาอยู่ฝั่งตรงข้าม เย่ซินเย่วจึงหยุดยืนมองว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อสังเกตหน้าร้านก็เข้าใจ พี่ชายเด็กนั่นป่วยไข้จะพามาหาหมอก็ไม่แปลก เย่ซินเย่วที่กำลังเดินจากไปก็ได้ยินเสียงดังจากฝั่งตรงข้ามขึ้นอีกครั้งถึงกับชะงัก
“เ้าขอทานสกปรกออกไปจากหน้าร้านข้าเดี๋ยวนี้ ไม่มีเงินจ่ายแล้วจะกล้ามาให้ข้ารักษา ไปไปรีบออกไป” เสียงของหมอชราดังขึ้น เขาเพิ่งเปิดร้านแท้ๆกับต้องมาเจออะไรแบบนี้ ช่างน่าหงุดหงิดนัก
ชาวบ้านรอบข้างที่ออกจากบ้านมาจับจ่ายซื้อของระแวกนั้นก็เริ่มหยุดเดินแล้วมามุ่งดูกัน แต่ก็ไม่มีใครช่วยเหลืออะไรทำเพียงยืนมองไกลๆอย่างเวทนา เด็กน้อยนั้นอายุเพียง 9 ปีเองกระมั้ง ทั้งพี่ชายเขาที่นอนอยู่ข้างๆก็ดูแล้วไม่น่าพ้นคืนนี้ไปได้ หากไม่ได้รับการรักษา
“ตอนนี้ข้าไม่มีเงิน ตะ…แต่ท่านช่วยรักษาพี่ข้าได้หรือไม่แล้วข้าค่อยหาเงินมาใช้คืนให้” เด็กชายขอร้องพร้อมเอือมมือไปจับกางเกงของหมอชราเอาไว้
“ปัญญาจะจ่ายเงินข้ารักษาพี่เ้ายังไม่มี แล้วจะเอาเงินไหนให้ข้า ออกไป”
หมอชราตะคอกใส่เด็กชายอีกครั้ง พร้อมผลักเด็กชายออกไปจากหน้าร้าน เย่ซินเย่วที่มองอยู่นานแล้ว จึงเดินเข้าไปประคองให้เด็กชายลุกขึ้น
“เหตุใดต้องรุนแรงขนาดนี้กัน” เย่ซินเย่วเห็นแล้วก็โมโห เด็กก็ตัวแค่นี้ผลักทีเดียวก็ล้มแล้ว ดูก็รู้ว่าเขาอ่อนแอแค่ไหน คนผู้นี้ไม่มีน้ำใจเลยหรืออย่างไรกัน
หมอชราที่ผลักเด็กชายทำท่าไม่สนใจกับท่าทางดุร้ายของเย่ซินเย่ว แม้ในใจจะตื่นกลัวสายตาของเย่ซินเย่วที่มองมา จึงทำเพียงเดินเข้าร้านไป พร้อมบอกเด็กในร้านให้มาจัดร้านด้านหน้าต่อ ถ้าหากเด็กนั้นยังไม่ไปก็ให้เอาไม้ไล่ตีออกไปซะ
“พี่ชาย” โจวอี้ฟานที่ถูกช่วยไว้จากการล้ม ก็เงยหน้าขึ้นเพื่อขอบคุณคนที่ช่วยแต่เมื่อเห็นว่าใครที่มาพยุงเขาก็ใ นี่ไม่ใช่พี่ชายที่ให้อาหารเขาที่ทางเข้าเมืองหรอกหรือ
“ลุกขึ้นเถอะ ไปจากที่นี่กัน”
เย่ซินเย่วที่พยุงเด็กชายอยู่เอ่ยขึ้น เด็กนี่ผอมนักทั้งยังมีาแตามร่างกายอีกด้วย ดูแล้วคงลำบากมาไม่น้อยช่วยอีกสักหน่อยก็แล้วกัน
“แต่” สายตาของเด็กชายมองไปที่ร่างของพี่ชาย เย่ซินเย่วมองตามเด็กชายไปก็เห็นร่างเด็กหนุ่มคนนึงอายุน่าจะไม่เกิน 15 ปี นอนหายใจรวยรินอยู่ตรงต้นไม้ข้างโรงหมอ
“บิดาข้าเป็หมอ เดี๋ยวให้เขารักษาให้”
“ขะ…ขอบคุณขอรับ”
โจวอี้ฝานดีใจนักในที่สุดก็ได้รักษาพี่ชายเขาเสียที ั้แ่หนีออกจากตระกลูมาพี่ชายเขาก็อดมื้อกินมื้อเพื่อให้เขาได้กินอิ่ม จนกระทั่งล้มป่วยลงอย่างไรพี่ชายเขาก็เคยเป็บัณฑิตมาก่อนการมาตกระกําลําบากเช่นนี้ไหนเลยจะเคยพบเจอ แค่อดทนดูแลเขามาจนถึงป่านนี้ก็ถือว่าพี่ชายเขาเข้มแข็งมากแล้ว
โจวอี้ฝานลุกขึ้นและพยายามเดินไปทางพี่ชายของเขาแต่ก็ล้มลงอีกครั้ง เขาเจ็บที่ข้อเท้ามากกว่าเดิม คงเพราะการล้มของเขาเมื่อกี้นี้ทำให้้ข้อเท้าที่แพลงอยู่แล้วในตอนแรก บวมแดงมากขึ้น
เย่ซินเย่วที่ตามหลังเด็กชายมาเมื่อเห็นเขาล้มลงอีกครั้ง ก็รู้แล้วว่าเด็กชายคงาเ็ที่ข้อเท้าจึงอุ้มเขาขึ้นแล้วไปวางข้างๆพี่ชายของเขาที่อยู่ใต้ต้นไม้ ดูอย่างไรเด็กนี่คงเดินไม่ไหวแล้ว นางคงต้องไปเอารถเข็นมาก่อน แล้วค่อยอุ้มพวกเขาขึ้นรถเข็น
“รออยู่นี่ เดี๋ยวข้ามา” เย่ซินเย่วเอ่ยเพียงสั้นก็เดินออกไปยังที่จอดรถม้าหลังร้านฝากเงินที่นางเอาไปรถเข็นไปจอดไว้
ไม่นานเย่ซินเย่วก็กลับมา เมื่อโจวอี้ฟานเห็นเย่ซินเย่วอยู่ในสายตาก็คลายใจลง เขากลัวว่าจะถูกหลอกอีก ตอนนั้นก็แบบนี้โดนหลอกจนสูญเสียเงินไปหมด เพราะคิดว่าคนอื่นจะช่วยเหลือ
“กลัวข้าหนีเ้ารึ” เย่ซินเย่วที่เห็นสายตาของเด็กชายเอ่ยขึ้น นางแค่ไปเอารถเท่านั้นเด็กนี่จะคิดมากทำไม
“ปะ…เปล่าขอรับ” โจวอี้ฟานก้มหน้าลงอย่างเขินอาย ทั้งทั้งที่พี่ชายคิดช่วยเหลือเขาแท้ๆยังจะกังวลอะไรอีก
เย่ซินเย่วเมื่อเห็นเด็กชายก้มหน้าลงก็อมยิ้ม พลางขยับรถเข็นเข้ามาใกล้ทั้งสองคนที่อยู่ข้างกัน แล้วอุ้มเด็กชายขึ้นก่อนตามด้วยพี่ชายของเขา เสร็จเรียบร้อยก็ลากรถเข็นกลับบ้านทันที ตอนนี้นางเสียเวลาไปมากแล้วพวกเด็กเด็กจะเป็ห่วงเอา
หลิงซีหลางและหลิงซีซีที่ตอนนี้แทบนั่งไม่ติดเพราะตอนนี้เข้าสู่ยามเฉิน ( 07.00 – 08.59 น. ) แล้วแต่ยังไม่เห็นพี่สะใภ้ใหญ่กลับบ้าน นางออกไปั้แ่เช้ามืด ตอนที่ฟ้ายังไม่สว่างไม่รู้ว่าเป็อย่างไร แต่รอไม่นานก็ได้ยินเสียงล้อรถเข็นดังเขามาในบ้าน พร้อมร่างของหญิงสาวที่พวกเขาคุ้นหน้าคุ้นตา
“พี่สะใภ้ใหญ่ท่านกลับมาแล้ว” หลิงซีซีะโออกมาอย่างดีใจ ทั้งยังวิ่งออกมากอดเอวของเย่ซินเย่วเอาไว้
“ขอโทษที่ทำให้เป็ห่วงนะ” เย่ซินเย่วเห็นอย่างนี้ก็ยิ้มออกมา มือก็วางไว้บนหัวของเด็กน้อยแล้วลูบเบาเบา หลิงซีซีที่ถูกลูบหัวก็ขยับหัวถูไถไปมากับมือบางของเย่ซินเย่วราวกับลูกแมวตัวน้อย
หลิงซีหลางเดินมาหยุดที่หน้าพี่สะใภ้ใหญ่ เพื่อสำรวจว่านางกลับมาอย่างปลอดภัยดีหรือเปล่าก็สะดุดเมื่อเห็นเด็กชายที่นั่งอยู่บนรถเข็นพร้อมร่างเด็กหนุ่มอีกคนนอนอยู่
“แล้ว…”
เย่ซินเย่วที่เห็นสายตาของหลิงซีหลางก็เข้าใจ พร้อมเอ่ยอธิบายกับเขาเื่ที่มาที่ไปของคนทั้งสองที่อยู่บนรถเข็น
“อ้อ พี่พบพวกเขาตอนเข้าเมือง พี่ชายของเด็กนั่นาเ็เลยจะพามารักษา”
เมื่อได้ยินหลิงซีหลางก็มองสำรวจเด็กหนุ่มที่นอนสลบไม่สติอยู่นั้นอีกครั้ง การจะช่วยคนเขาไม่ว่าอะไรหรอก แต่จะให้เด็กหนุ่มที่ไม่ใช่ญาติมาอยู่อาศัยในเรือนที่มีแต่ผู้หญิงและเด็กดูจะไม่เหมาะนัก ชื่อเสียงของพี่สะใภ้ใหญ่จะเสียหาย
“ที่บ้านเราหรือขอรับ” หลิงซีหลางเอ่ยถามกลับทันที
“ไม่หรอก คงให้พวกเขารักษาตัวที่บ้านพ่อพี่ พวกเ้าก็เตรียมตัวเถอะเดี๋ยวพี่เอาพวกเขาไปส่งก่อนแล้วจะกลับมา”
เย่ซินเย่วตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ นางก็พอจะรู้อยู่ว่าการเอาผู้ชายเข้าบ้านถึงแม้จะเป็เด็กมันก็ไม่เหมาะยิ่งในยุคสมัยนี่ที่คนยุ่งเื่ของชาวบ้านเป็งานหลัก การนินทาคนอื่นเป็งานรอง
“รีบกลับมากินข้าวนะเ้าค่ะ”
หลิงซีซีเอ่ยบอกก่อนที่เย่ซินเย่วจะเดินลากรถเข็นออกจากบ้านไป เพื่อจัดการเื่ของสองพี่น้องที่นางช่วยเหลือเอาไว้
เย่ซินเย่ว : เอาไปโยนไว้ให้ท่านพ่อก่อนก็แล้วกัน