"เงียบ!" สุรเสียงทรงอำนาจของฮ่องเต้จ้าวิเต๋อ สยบเสียงหัวเราะจนท้องพระโรงเงียบกริบ
"ในเมื่อพวกเ้าบอกว่าตำแหน่งในราชสำนักเต็มหมดแล้ว และลู่เฟยเหยียนก็ยินดีรับตำแหน่งใหม่ที่ไม่มีอยู่เดิม... เช่นนั้น ข้าก็จะจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมา!"
เขาประกาศก้อง
"จัดตั้ง 'สำนักเจิ้นอู่' เป็หน่วยงานพิเศษที่ขึ้นตรงต่อข้าแต่เพียงผู้เดียว! มีหน้าที่ตรวจสอบ ความอยุติธรรมรวมถึงการทุจริตทั่วแคว้นต้าเฉวียน!"
ขุนนางทุกคนพากันหน้าถอดสี รอยยิ้มเยาะหยันบนใบหน้ามลายหายไปสิ้น
สำนักใหม่ที่ขึ้นตรงต่อฮ่องเต้เพียงผู้เดียวนั้น ไม่ต่างอะไรกับผู้แทนพระองค์ที่ถืออาญาสิทธิ์สูงสุด มีอำนาจตรวจสอบขุนนางได้ทุกระดับชั้นโดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากขุนนางฝ่ายใดเลย!
“ขอฝ่าาทรงไตร่ตรองอีกรอบเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
เสิ่นกั๋วตง ขุนนางเฒ่าผู้ทรงอิทธิพลรีบคุกเข่าลงกับพื้นจนเกิดเสียงดัง ขุนนางคนอื่นๆ ที่เป็ลิ่วล้อต่างก็รีบคุกเข่าตามจนเกิดความวุ่นวายไปทั่ว
“ลู่เฟยเหยียนเดิมทีก็เป็นักโทษที่มีความผิดติดตัว หากฝ่าามอบอำนาจล้นฟ้าเช่นนี้ให้เขา ไม่ต่างอะไรกับการยื่นดาบให้คนชั่วไปเชือดเฉือนขุนนางน้ำดีในราชสำนักหรือพ่ะย่ะค่ะ!” เสิ่นกั๋วตงคร่ำครวญราวกับเป็ห่วงบ้านเมืองเสียเต็มประดา
จ้าวิเต๋อพ่นลมหายใจออกทางจมูกเบาๆ ก่อนจะยกยิ้มอย่างมีเลศนัย
“พวกเ้าตื่นตระหนกกันเกินไปแล้ว...เจิ้นก็ไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าเขาจะทำงานเป็อิสระโดยไม่มีผู้คุมดูแล”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสิ่นกั๋วตงก็พลันฉีกยิ้มกว้างในทันที แววตาเ้าเล่ห์ทอประกายกระหยิ่มยิ้มย่อง
ยามนี้ตำแหน่งเสนาบดีฝ่ายขวาของตนแม้จะมีเกียรติ แต่ในแง่ของการปฏิบัติงานกลับไม่ต่างจากตำแหน่งลอยๆ ที่เอาไว้นั่งรอรับเบี้ยหวัดก้อนโตจากท้องพระคลังไปวันๆ โดยไม่ต้องลงแรงทำสิ่งใดให้เหนื่อยยาก
ในเมื่อฮ่องเต้รับสั่งว่าลู่เฟยเหยียนต้องมีผู้คุม จะมีใครในท้องพระโรงแห่งนี้ที่มีบารมีและว่างงานไปมากกว่าตัวเขาอีกเล่า!
ขุนนางเฒ่ามั่นใจเต็มสิบส่วนว่า ตนเองนี่แหละที่จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็เ้าสำนักเจิ้นอู่คนแรก! และไอ้เด็กกำพร้าลู่เฟยเหยียนก็ยังคงเป็แค่ลูกพลับนิ่มในอุ้งมือ ที่เขาจะบดขยี้หรือบงการให้ไปกัดใครในราชสำนักก็ได้ทั้งสิ้น!
ทางด้านลู่เฟยเหยียนกลับคิดไปอีกด้าน หากไม่กลัวว่าหัวจะหลุดจากบ่าไปเสียก่อน เขาคงะโยกนิ้วโป้งให้ฮ่องเต้ผู้นี้ไปแล้ว!
เขาคือคนจากยุคปัจจุบันที่เจนโลกและดูซีรีส์จีนและเกาหลีมาไม่ต่ำกว่าสามพันเื่ ย่อมรู้ดีว่าถ้าฮ่องเต้เป็พวกเดียวกับขุนนางกังฉิน พระองค์คงสั่งปะาเขาไปนานแล้ว แต่การที่ฝ่าายังยื้อเวลาและโยนหินถามทางมาให้ แปลว่าพระองค์กำลังหามือสะอาดมาช่วยคานอำนาจอยู่
ชายหนุ่มไม่กังวลว่าใครจะมาเป็บอสใหญ่ประจำสำนักเจิ้นอู่แม้แต่นิด ซีรีส์สามพันเื่ที่เคยดูมาทั้งชีวิต มันน่าจะหล่อหลอมให้เขากลายเป็ซุปเปอร์ฮีโร่ในยุคโบราณเช่นนี้ได้ไม่ยาก!
ส่วนเสิ่นกั๋วตงที่คิดว่าตนเองจะได้เป็เ้าสำนักคนใหม่ พลันเปลี่ยนท่าทีเป็ผู้าุโใจดีผู้เปี่ยมด้วยเมตตาธรรมทันที เขาขยับเสื้อคลุม ประสานมือโค้งคำนับฮ่องเต้ด้วยรอยยิ้มที่ฉีกขึ้นไปถึงใบหู
"ฝ่าาทรงมีพระปรีชาญาณล้ำเลิศพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมมาไตร่ตรองดูแล้ว... แม้ลู่เฟยเหยียนจะกระทำความผิดพลาดในตอนท้าย ทว่าเขาก็ฝ่าฟันการทดสอบผ่านด่านต่างๆ มาได้ด้วยตนเอง ความรู้ความสามารถย่อมมีมากพอตัว การที่ฝ่าาทรงเปิดโอกาสให้คนมีความสามารถได้กลับตัวกลับใจมารับใช้แผ่นดินเช่นนี้ ช่างเป็มหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ!"
เสิ่นกั๋วตงกล่าวคำสรรเสริญเยินยอฮ่องเต้สลับกับลู่เฟยเหยียนอย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด ก่อนจะหันขวับไปหาเหล่าขุนนางนับร้อยในท้องพระโรงแล้วประกาศเสียงดังลั่น
"ในเมื่อฝ่าาทรงมีพระประสงค์จะตั้งสำนักเจิ้นอู่ขึ้นมาเพื่อความโปร่งใสของบ้านเมือง เช่นนั้น พวกเรามาร่วมกันลงนามในฎีการับรองการจัดตั้งสำนักเจิ้นอู่ เพื่อแสดงความจงรักภักดีและยอมรับหน่วยงานใหม่นี้ด้วยกันเถิด!"
เว่ยอวี่ชวนตัวต้นเื่พลันเผยสีหน้าอ่านยาก อำนาจของตระกูลเสิ่นเป็รองตระกูลเว่ยของพวกตนอยู่เล็กน้อย แต่หากเสิ่นกั๋วตงได้รับตำแหน่งเ้าสำนักเจิ้นอู่เล่า? ทั้งยังจะไปเข้าร่วมกับลู่เฟยเหยียนที่ตอนนี้กลายเป็ศัตรูของตนเข้าอีก
“เ้าไม่ต้องร้อนใจไป ฝ่าายังมิได้แต่งตั้งเ้าสำนักคนใหม่มิใช่หรือ? พวกเรายังมีเวลาจัดการให้เป็ไปตามความพอใจของเราได้อยู่” เสนาบดีฝ่ายซ้ายเว่ยสิงเข้ามากระซิบที่ข้างหูบุตรชาย
“เช่นนั้นเราก็ควรร่วมลงนามให้เปิดสำนักงั้นหรือท่านพ่อ?” เว่ยอวี่ชวนถามกลับเบาๆ
“ใช่ ส่วนเ้าสำนักคนใหม่นั่น ใครอยากจะเป็ก็ต้องมาถามสกุลเว่ยของเราก่อนว่ายินยอมหรือไม่!"
สองพ่อลูกหัวเราะให้กันเบาๆ กับท่าทางเ้ากี้เ้าการของเสิ่นกั๋วตงที่ยังไม่รู้ชะตากรรมข้างหน้าของตนเอง
“ใต้เท้าเสิ่นกล่าวได้ถูกต้องแล้ว นี่เป็โอกาสดีที่พวกเราจะได้รวมตัวเป็น้ำหนึ่งใจเดียวกันอีกครั้งเพื่อฝ่าา เพื่อแคว้นต้าเฉวียน!”
สิ้นคำปลุกระดมของเว่ยสิง ขุนนางฝั่งกังฉินที่เหลือต่างพากันพยักหน้าเห็นดีเห็นงาม รีบก้าวออกมาจับพู่กันร่วมลงนามในฎีกาจัดตั้งอย่างกระตือรือร้น
ลู่เฟยเหยียนที่ยังคงคุกเข่าอยู่ แอบก้มหน้าลงมองพื้นพลางหัวเราะในใจอย่างบ้าคลั่ง
'ไอ้พวกปัญญาอ่อนเอ๊ย! ขุดหลุมฝังตัวเองกันได้เนียนกริบจริงๆ!'
การที่ขุนนางใหญ่เกือบจะทั้งราชสำนัก สะบัดพู่กันลงชื่อยอมรับสำนักเจิ้นอู่ด้วยมือของตัวเองในวันนี้ มันคือการตีตรารับรองทางกฎหมาย ที่สมบูรณ์แบบที่สุด!
ต่อให้ในอนาคต สำนักเจิ้นอู่จะใช้อาญาสิทธิ์บุกไปลากคอพวกมันลงมาจากเก้าอี้ หรือขุดรากถอนโคนคนในตระกูลของใคร พวกมันก็ไม่มีสิทธิ์จะยื่นฎีกาคัดค้านหรือขอบารมีฮ่องเต้สั่งยุบสำนักนี้ได้อีกต่อไป!
อนาคตอันสดใสของติ่งซีรีส์เกาหลีตัวยงกำลังจะเริ่มต้นแล้วจ้าาาาา!!!
……….
อาคารเก่าซอมซ่อ นอกกำแพงเมืองหลวง แคว้นต้าเฉวียน
ลู่เฟยเหยียนยืนอ้าปากค้างอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา สองแขนห้อยทิ้งลงข้างลำตัวคล้ายคนกำลังจะหมดแรง
'ไหนล่ะ... สำนักสืบสวนสอบสวนสุดเท่? ไหนล่ะป้อมปราการลับล้นอำนาจ? นี่มันบ้านร้างชัดๆ!' เขาหอบหายใจฟืดฟาดอย่างขัดใจกับสภาพสิ่งปลูกสร้างที่เห็นอยู่ตรงหน้า
"เอ่อ... ใต้เท้าลู่" เสียงเรียกกระมิดกระเมี้ยนดังขึ้นจากจางกงกง ขันทีหน้าใสวัยสามสิบกว่าปีที่ฮ่องเต้ส่งมานำทาง
ขันทีแซ่จางเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าอายๆ และรอยยิ้มแห้งแล้ง
"คือว่า... ฝ่าาทรงเป็ฮ่องเต้ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม ทรงห่วงใยราษฎรยิ่งกว่าความสุขส่วนพระองค์ เงินในท้องพระคลังส่วนใหญ่ถูกส่งไปช่วยอุทกภัยทางใต้และชายแดน สมบัติส่วนพระองค์จึง..แทบจะไม่มีเหลือเลย"
ร่างผอมสูง ผิวเนื้อนวลเนียนราวอิสตรีขยับเข้ามาใกล้ชายหนุ่มขึ้นอีกนิด พลางกระซิบอธิบายด้วยเสียงหวานหยดย้อย
"ที่นี่เดิมทีเคยเป็ ศาลาพักม้าของกรมโยธา พอกรมโยธาย้ายไปอยู่ที่อื่น ที่นี่เลยถูกทิ้งร้างไว้ ฝ่าาทรงเห็นว่ายังมีโครงสร้างที่มั่นคงและมีหลายห้องหับ น่าจะเหมาะกับการจัดตั้งสำนักเจิ้นอู่ชั่วคราว..."
ลู่เฟยเหยียนฟังแล้วได้แต่พยักหน้ารับคำแบบแกนๆ ในใจแอบนับถือและเวทนาฮ่องเต้ไปพร้อมกัน
ฮ่องเต้ที่ดีในประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ก็ถังแตกแบบนี้แหละ! เงินไปลงกับประชาชนหมด ตัวเองเลยแทบไม่มีทรัพย์สินส่วนตัวมาเปย์หน่วยงานไหนได้เลย
“แล้วฝ่าาได้มอบเงินทองไว้ให้ข้าใช้จ่ายบ้างหรือไม่เล่า?” ชายหนุ่มถูมือเข้าหากัน ส่งสายตาวิบวับไปยังขันทีหน้าใส
ร่างสูงแบบบางของจางกงกงะโถอยหลังออกห่างไปอย่างรวดเร็ว
“ไม่มี๊!!!” เขาโบกมือปฏิเสธพัลวัน "ข้าก็เพิ่งบอกกับท่านไป ว่าฝ่าาไม่มีเงิน! หากไม่มีปัญหาใดแล้ว ข้าน้อยก็ขอตัวกลับก่อนล่ะ! ขอให้ใต้เท้าโชคดี!"
จางกงกงรีบประสานมือโค้งคำนับอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่าหากอยู่ต่อจะโดนขอเงินอย่างไรอย่างนั้น แล้วรีบสับเท้าวิ่งขึ้นรถม้าจากไปทันที โดยทิ้งบ่าวรับใช้ชายไว้ให้เขาสองคน
*สำนักเจิ้นอู่ : ประกอบด้วยอักษร เจิ้น (鎮) ที่แปลว่า กดไว้ สยบ หรือปราบให้ราบคาบ และ อู่ (武) ที่แปลว่า การทหาร ฝ่ายบู๊ หรือการใช้อานุภาพทางยุทธ์
*เจิ้น (朕): สรรพนามบุรุษที่ 1 ที่ใช้แทนตัวเอง หมายถึง "ข้า" หรือ "เรา"
ในยุคโบราณก่อนสมัยราชวงศ์ฉิน คำว่า "เจิ้น" เป็คำสรรพนามแทนตัวเองทั่วไปที่สามัญชนทุกคนสามารถใช้ได้ แต่หลังจาก ฉินซีฮ่องเต้ (จิ๋นซีฮ่องเต้) รวบรวมแผ่นดินจีนเป็หนึ่งเดียว พระองค์ได้สถาปนาคำว่า "เจิ้น" ให้เป็ สรรพนามสงวนเฉพาะสำหรับองค์จักรพรรดิ (ฮ่องเต้) เท่านั้น บุคคลอื่นไม่ว่าจะเป็เชื้อพระวงศ์หรือขุนนางชั้นสูง หากนำคำนี้ไปใช้แทนตัวเองจะถือเป็ความผิดฐานลบหลู่พระราชอำนาจและมีโทษถึงปะาชีวิต