ตอนที่ 5
สัตว์ร้ายในตำนาน
~~~~โฮกกกกกกกกก!~~~~
เสียงคำรามดังขึ้น ก้องกังวานเสียจนปวดหู พลังของมันะเืไปทั้งป่าเขา หิมะไหลถล่มทลาย ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
มันคำรามจนเกิดสายลมหมุนวนเป็งวงพายุใหญ่ ฝ่าต้นไม้ พนมพงไพร มาปรากฏอยู่ด้านหน้าพวกเขาทั้งสาม ลมหมุนแรงล่อฟ้า
“เปรี้ยง”
(เสียงฟ้าผ่า)
นิมิตปรากฏกาย ร่างของเสือโคร่งขาวั์ เขี้ยวเล็บแหลมยาวและตัวมันใหญ่มากกว่าหมีขาวั์เสียอีก
“นะ นี่มันคงเป็ สัตว์ร้ายในตำนาน พญาเสือขาวไป๋หู่แน่เลย”
“ที่ท่านย่าเคยเล่านิทานให้ข้าฟัง มันเป็เื่จริงหรือนี่มะ........ไม่น่าเชื่อ พวกเราระวังด้วย”
หลินหลินเตือนเพื่อนๆ
~~~~โฮกกกกกกกกก!~~~~
มันผู้ใดทำร้ายทำลายต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ มันผู้นั้นต้องตาย
~~~~ครืน..........ครืน~~~~
(แผ่นดินไหว)
เสียงพูดขู่คำรามของไป๋หู่ ดุดันสะท้านยุทธภพ จนพสุธาหวั่นไหว
“เดี๋ยวๆ ท่าน ฟังพวกเราก่อน เราไม่ได้ตั้งใจ เราโดนหมีขาวั์ไล่กวดมาที่ตรงนั้น ตรงที่ต้นไม้หักโค่นล้มน่ะ มันเป็อุบัติเหตุนะท่าน”
กู่ไท่หยางพยายามอธิบาย
“สามหาว!”
พวกเ้ายังจะเถียงอีกหรือ การทำลายต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์แห่งป่าถือเป็ความผิดอันใหญ่หลวง ไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งนั้น ต้องแลกด้วยชีวิต
ว่าแล้วไป๋หู่ขู่คำรามกระโชกโฮกฮาก นิมิตร่างใหญ่ขึ้นอีกเท่าตัว แล้วพุ่งกระโจนเข้าใส่หลินหลินและพรรคพวก
พวกเขาะโหลบทัน
แม้ััไม่โดนร่างกาย แต่ก็เกิดแรงอัดกระแทกมหาศาล
“ตูมมมมมมมมมม!”
ทั้งหมดกระเด็นกระดอน ม้วนกลิ้งไปคนละทิศละทาง
เ้าอ้วนลุกขึ้นตั้งหลักได้ก่อน จึงะโเรียกเพื่อน
“พวกเ้าตามข้ามา ข้าเอาไม้เลื่อนมาด้วย”
แล้วก็โยนไม้เลื่อนลงไปทางลาดลงอีกทาง ะโเหยียบไม้เลื่อนสไลด์ลงเนินไปด้วยความเร็วสูง หลินหลินและกู่ไท่หยางะโตามจับที่ปลายเชือก ทั้งสามพุ่งลงไปพร้อมกัน
ไป๋หู่เห็นดังนั้นจึงแสดงอิทธิฤทธิ์ ครึ่งตัวท่อนล่างม้วนกลมดุจลมพายุหมุน พุ่งตามไป
ความเร็วของเลื่อนไม้พุ่งลงมาแรงมาก จากการโถมน้ำหนักตัวเข้าใส่ของเ้าอ้วน แต่ก็คงไม่เร็วไปกว่าไป๋หู่ าาแห่งป่าใหญ่ หมุนพายุ
พุ่งใส่เข้าพวกเขาอย่างจัง
“ตูมมมมมมมมมมมม!”
ทั้งสามคนไหวตัวทัน จึงเอี้ยวตัวหลบเพียงเสี้ยววินาที แต่ด้วยอิทธิฤทธิ์ที่มากล้นของพญาเสือ ทำให้เกิดความรุนแรงอัดกระแทก
ทั้งสามกระเด็นกระดอนปลิวไปไกลจนชนต้นไม้
“ปัง.........ปัง.........ปัง!”
(เสียงกระแทกต้นไม้)
ต่างคนต่างร่วงลงมา หน้าคว่ำจมหิมะ
ไป๋หู่ปรากฏกายเนื้อ เป็พญาเสือขาวร่างใหญ่ ต่อหน้าทุกคน
“ได้เวลาพิพากษา ลงทัณฑ์ผู้กระทำความผิดแล้วสิ”
แล้วเงื้อกรงเล็บแหลมคมที่พุ่งออกมาจากอุ้งเท้า เสมือนดาบของเพชฌฆาต เตรียมประหัตปะาตัดคอนักโทษคนแรก คือ กู่ไท่หยาง
ที่กำลังนอนหมดสภาพ
~~~~~~~~~มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น~~~~~~~~~
“นี่มัน..............อะไรกัน!”
ไป๋หู่สงสัย
ฝูงกระต่ายป่านับสิบ วิ่งออกมาล้อมรอบกู่ไท่หยางไว้ พญาเสือหยุดชะงัก เฝ้ามองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กรงเล็บอันแหลมคม
ค่อยๆหดคืนสู่อุ้งเท้า
กระต่ายตัวหนึ่ง จิตใจห้าวหาญ ดูเหมือนว่ามันเป็หัวหน้าฝูง ะโเข้ามาที่ด้านหน้าของไป๋หู่ ทำท่าทางยึกยักเหมือนพูดคุย
กู่ไท่หยางได้สติ ผงกหัวเงยหน้าขึ้นมาเห็นเหตุการณ์ เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
แล้วจู่จู่ ไป๋หู่ก็ลั่นวาจาขึ้นมาอีกครั้ง เสมือนหนึ่งคำพิพากษา
“ชีวิตต่อชีวิต ลมหายใจต่อลมหายใจ คนหนึ่งช่วยชีวิต คนหนึ่งรอดชีวิต”
“เ้า!”
(ไป๋หู่ชี้ไปที่กู่ไท่หยาง)
“ช่วยชีวิตกระต่ายป่าพวกนี้ไว้ ให้รอดตายจากความหนาวเหน็บทำให้โทษทัณฑ์ของพวกเ้าเบาลง”
หลังจากที่ไป๋หู่ได้คุยกับกระต่ายน้อย จึงเริ่มมีความสงบเสงี่ยมมากขึ้น พญาเสือจ้องมองไปที่ หลินหลิน พ่างไจ๋ และกู่ไท่หยาง
ลองพิจารณาหยั่งรู้ััจิตใจ ก็รู้ว่าแท้จริงแล้วพวกเขาเหล่านี้ มิได้มีจิตใจเลวทรามต่ำช้า แต่อย่างใด
คงเป็เพราะต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์หักโค่นลง จึงทำให้ไป๋หู่ซึ่งกำลังจำศีลอยู่ออกอาละวาด ตื่นขึ้นมาเพื่อปกป้องสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งป่า
พญาเสือสงสัยเช่นกันว่าทำไมเหมันตฤดูคราวนี้ มันยาวนานนัก
ทำให้ตนจำศีลนานกว่าปกติ และเป็ผลให้สัตว์น้อยใหญ่ ถึงกับปรับตัวไม่ทัน แข็งตายไปตามๆ กัน
แม้ว่าการที่ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ถูกโค่นลงไม่ใช่เื่จงใจ
แต่......................................................................
การที่ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ถูกทำลาย มันต้องเกิดเหตุเภทภัยอะไรไม่ดีขึ้นแน่ๆ
~~~จ๊อก........จ๊อก.........จ๊อก~~~
(เสียงท้องร้องของทั้งสามที่เริ่มหิวโหย)
ไป๋หู่จึงหันไปทางต้นไม้ใหญ่ ท่องคาถาเหมือนกับออกคำสั่งกับต้นไม้ได้ เป็ที่น่าประหลาดยิ่งนัก ต้นไม้เ่าั้ สลัดกิ่งไหวๆ ทำให้มีไม้ผลซึ่งเป็ผลไม้ ผลกลมโตเปล่งประกายแวววาว ราวกับลูกแก้วกลิ้งหล่นลงมา ต่อหน้าพวกเขา
“มันกินได้ไหม”
เ้าบื้อถาม
“ก็แล้วแต่พวกเ้า ถ้าไม่อยากหิวตาย”
พญาเสือตอบ
ทั้งสามหิวมาก ไม่รีรอ ะโตะครุบกินกัน ไม่น่าเชื่อว่ามันจะหวานชุ่มฉ่ำ ลงไปในลำคอถึงกระเพาะ
เ้าอ้วนจึงเผยว่า
“รสชาตินี้แหละ ตอนที่ข้านอนหมดแรง มีนกตัวหนึ่ง มันคงบินมาจิกกินผลไม้นี้ตรงยอดไม้ที่ข้านอนอยู่ แล้วมีเศษหล่นใส่ปากข้า
ทำให้ข้ามีแรงขึ้นมา”
ว่าจบแล้วก็กินกันต่อ
“งั่ม..............งั่ม..............งั่ม”
“เอ๊อออะ” (เสียงเรอ)
อิ่มแล้วจึงสนทนากัน รู้ถึงจุดหมายปลายทางของทั้งสามพญาเสือจึงชี้ทางลัดไปสู่ทางออกให้ พลางแนะนำว่า
“มีบางสิ่งเบื้องหน้า ไม่ชอบมาพากล พวกเ้าต้องระวังตัวให้มาก”
“คนที่ไม่สนิทจงอย่าไว้ใจ ยิ่งคนสนิทแล้วไซร้อย่าไว้ใจกว่า”
พวกเด็กน้อยไม่ค่อยเข้าใจอะไรมาก
หลินหลินจึงเอ่ยถามกลับ
“ถ้ามีสิ่งที่เลวร้ายเช่นนั้น แล้วทำไมท่านจึงไม่ไปปกป้องพวกเราล่ะ”
“หน้าที่ของข้า คือดูแลพิทักษ์ผืนป่าแห่งนี้ ถ้าเป็ด้านนอกปฐี ล้วนมีหลากหลาย จิตใจมนุษย์ยากแท้ หยั่งถึง แบ่งแยกก๊ก
แยกเหล่า”
“สัตว์เดรัจฉานเช่นข้าไม่จำต้องออกไปยุ่งกับมนุษย์ผู้ประเสริฐยิ่ง”
“เอาล่ะถึงเวลาต้องแยกทางกัน พวกเ้าไปได้แล้ว ส่วนข้าต้องไปสำรวจตรวจตราป่าของข้าก่อน”
“แล้วช่างไม้ของหมู่บ้านซานกู่เซินหายตัวไปเพราะหลงเข้ามาในป่าผืนนี้ล่ะ เป็ฝีมือของท่านใช่หรือไม่”
หลินหลินยังไม่เลิกสงสัย
“แล้วเ้าคิดว่าเป็ฝีมือข้าหรือเปล่าล่ะ”
ไป๋หู่ตอบด้วยความทระนง ก่อนสลายร่างไป
ทุกคนเดินทางไปตามที่พญาเสือบอก เ้าอ้วนแข็งแรงขึ้นพร้อมกับทุกๆ คน ผลไม้วิเศษรสชาติหวานอร่อยเพิ่มพลังงานและ
รักษาแผลได้ดี เดินทางไปได้ไม่นานนัก ประมาณสิบสองชั่วยาม ก็ถึงทางออก
ไม่น่าเชื่อว่าพวกเขาเดินทางมาถึงเมืองฉางลั่วได้เร็วจริง
“ไปเถอะ พวกเรารีบไปหาแม่ทัพจิวกัน”
ทั้งสามคน รีบวิ่งไปที่เมืองหลวงด้วยความดีใจ
ที่ด้านหน้าเมืองเป็กำแพงหินใหญ่ยาวล้อมรอบป้องกันเมืองหนาแน่น มีประตูไม้ทวารบานใหญ่ปิดอยู่พร้อมทั้งทหาร
รักษาการณ์มากมาย เ้าบื้อวิ่งเข้าไปถึงด้านหน้าก่อน หวังขอความช่วยเหลือ แต่กลับถูกหอกของทหารจ่อเข้าไปที่คอหอย
“พวกเ้ามาทำอะไร”
“พวกข้ามาขอความช่วยเหลือ ตอนนี้ที่หมู่บ้านซานกู่เซินถูกโจรป่าเข้ามาปล้นฆ่า ได้โปรดให้พวกเราเข้าไปพบแม่ทัพจิวด้วยเถิด”
“เ้าพวกนอกคอกนี่เอง พวกเ้าเลือกเองนี่ ที่จะอยู่นอกเขตปกครองมิใช่หรือ”
นายทหารคนหนึ่งพูดจาตอบกลับ ด้วยกิริยาท่าทางเหมือนดูถูก
“พอโดนปล้นเข้าให้ ถึงกลับมาขอร้องให้พวกข้าช่วย”
“ไอ้พวกกระจอก”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
กลุ่มทหารหน้าทวารประตูหัวเราะเยาะเย้ยเสียงดัง
“กลับไปซะ ที่นี่ไม่ต้อนรับพวกนอกคอกอย่างเ้า”
ทหารด่านหน้าดูถูกเหยียดหยาม จากหอกที่จ่อคอหอยอยู่ก็หมุนเป็ด้ามหอกแข็งๆ เคาะหัวเ้าบื้อหลายที แล้วขับไล่ไสส่งให้กลับไป
“อย่าดูถูกกันนักนะ!”
เ้าบื้อโมโห พูดพึมพำในลำคอ มีท่าทีเปลี่ยนไป กำหมัดทั้งสอง เส้นเืปูดนูนขึ้น ทำท่าทีพร้ะบันไปที่หน้าพวกทหารที่ปากดีเ่าั้
“เขาไม่เคยโกรธแบบนี้มาก่อน”
หลินหลินและเ้าอ้วนมองเป็ที่กู่ไท่หยาง ถึงกับเป็งง
แล้วก็มีเสียงจาก้าะโลงมา
“ให้พวกเขาเข้ามา!”
มันเป็เสียงทรงอำนาจของแม่ทัพจิวนั่นเอง
ทหารฝ่ายด้านหน้าได้รับคำสั่งถึงกับหน้าเปลี่ยนสี ยอมเปิดประตูให้เข้ามา
“เย้ เย้ ท่านแม่ทัพจิว”
เ้าบื้อเปลี่ยนท่าที ดีใจะโโหยงๆ เหมือนเด็กน้อย
แม่ทัพจิวได้ฟังเหตุการณ์แล้ว รู้ว่าแม่เฒ่าและผู้คนในหมู่บ้านกำลังตกอยู่ในอันตราย จึงสั่งการให้ทหารออกไปช่วยเหลือทันที
และให้ลูกน้องปฐมพยาบาล ทำแผล จัดหาอาหาร หาเสื้อผ้าใหม่ให้หลินหลินและเพื่อนๆ
พวกเขาพักอยู่ที่เมืองได้สิบสองชั่วยาม ถึงเวลาทหารม้าเร็วมาแจ้งข่าว
“เรียนแม่ทัพจิว หมู่บ้านถูกถล่มย่อยยับ ไม่พบผู้ใดรอดชีวิตครับ”
สาวน้อยได้ยินดังนั้นถึงกับทรุดตัวร้องไห้โฮ
“ฮือๆๆๆ ท่านย่า ข้ายังมิได้มีโอกาสตอบแทนบุญคุณท่านเลย”
เพื่อนๆ รีบเข้าไปปลอบ
“นี่เ้าเป็หลานแม่เฒ่าหลินซงอย่างนั้นหรือ”
“หมายความว่าเ้าเป็ลูกของหลินโจวเพื่อนข้าใช่หรือไม่”
แม่ทัพจิวถาม
หลินหลินพยักหน้าตอบ
เขาจึงหวังจะปลอบใจเธอ
“คนเรามี เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็เื่ธรรมดา อยู่ที่ว่าคนมีชีวิตอยู่ จะดำรงตนอย่างไร เื่แม่เฒ่าหลินซง เมื่อยังไม่พบศพ
อาจจะยังพอมีความหวัง ข้าได้ส่งทหารม้าเร็วแกะรอยตามกองโจรไปแล้ว”
“สำหรับเ้าหลินหลิน เพื่อเป็การตอบแทนพ่อเ้า ผู้ซึ่งรับใช้ราชสำนักมายาวนาน ข้าขออาสาพาเ้า ไปเข้าเฝ้าท่านอ๋อง เพื่อขอปวารณาตนรับใช้ราชสำนักแล้วกัน”
“เ้าสนใจหรือไม่ สาวน้อย”
เธอมองหน้าแม่ทัพจิว รู้สึกได้ถึงความเมตตาของท่านมาก จึงได้กล่าวขอบคุณเป็ยกใหญ่ แต่ยังคงไม่ลืมเพื่อนฝูง
“แล้วให้เพื่อนๆ ข้าทั้งสอง ได้เข้ามารับใช้ราชสำนักได้ด้วยหรือไม่ พวกเขาคงไม่มีที่ไปแล้วจริงๆ ขอแม่ทัพจิวโปรดเมตตาด้วยเถิด”
แม่ทัพจิวไม่ได้ตอบสิ่งใด การสนทนาจึงเงียบไปชั่วครู่
………………………………….
“เด็กรับใช้ในราชสำนักน่ะ รับแต่สตรีเท่านั้น อีกทั้งพวกเ้าทั้งสอง (เ้าอ้วนและเ้าบื้อ) ยังเด็กเกินไปที่จะเป็ทหารนะ ข้าไม่อาจจะรับพวกเ้าทั้งหมดได้หรอก”
“ได้โปรดเมตตาพวกเราด้วย”
กู่ไท่หยางและเ้าอ้วนคุกเข่าคารวะ
“พวกเ้าลุกขึ้นเถิด อย่าทำให้ข้าลำบากใจเลย”
“เอาล่ะ ถ้าอยากเป็ทหารจริงๆ ละก็ มีอีกวิธีหนึ่ง แต่จะต้องผ่านการทดสอบก่อนนะ”
“ไว้พรุ่งนี้...............ข้าจะบอกรายละเอียดให้แล้วกัน”
“วันนี้ดึกมากแล้วพวกเ้าไปพักผ่อนเถอะ”
การทดสอบหรือ มันคืออะไรล่ะ
เด็กหนุ่มทั้งสองสงสัย
~~~เช้าวันรุ่งขึ้น~~~
แม่ทัพจิวแวะเวียนมาหาเด็กทั้งสาม
“ตื่นเช้ากันดีจริง ข้าเข้าใจนะ ว่าพวกเ้า้าอะไร”
กู่ไท่หยางและพ่างไจ๋ตกลงพร้อมร่วมทดสอบ
แม่ทัพจิวจึงพาขี่ม้า ไปที่ลานฝึกค่ายทหารที่ด้านหน้าวังหลวง พวกเขาเห็นกองทหารที่แข็งแกร่ง ชายฉกรรจ์กล้ามเนื้อเป็มัดๆ กำลัง
ฝึกอาวุธอยู่ ทั้งแทงหอกให้ทะลุท่อนไม้ ฟันดาบผ่าตอไม้ให้ขาด และยิงธนูให้เข้าเป้า
เ้าอ้วนเห็นแล้วถึงกับอมยิ้มเล็กน้อย เพราะการทดสอบแค่นี้ไม่คณนามือเขาหรอก
แต่แล้วแม่ทัพจิวก็ควบม้าเลยผ่านกองทหารที่กำลังฝึกไป
“อะ อ้าว ไม่ได้ทดสอบที่นี่หรอกหรือ”
เ้าอ้วนผิดหวังเล็กน้อย ก่อนควบม้าตามไปจนถึงจุดทดสอบเป็ลานกว้างใหญ่ที่ปกคลุมด้วยหิมะ
ที่ด้านหน้านั้นเอง มีหินอัคนีั์ ขนาดทรงกลมหนาใหญ่กว่าตัวคน เรียงกันไปหลายลูก
เมื่อถึงที่หมาย แม่ทัพจิวจึงอธิบายให้กระจ่างชัด
“เ้าอ้วน ที่เ้าเห็นน่ะ คือที่ฝึกของทหารทั่วไป ที่มีอายุเข้าเกณฑ์เป็ทหารได้”
“แต่หากผู้ที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ คิดจะเข้าทางลัด ต้องมีความสามารถพิเศษ คือผ่านบททดสอบนี้ จึงจะสามารถทูลเสนอท่านอ๋อง
เพื่อแต่งตั้งได้”
“และที่นี่เป็ที่สำหรับทดสอบขั้นสูงของกองทัพ ใช้เพื่อคัดเลือกเป็ทหารหน่วยพิเศษ”
“องครักษ์พิทักษ์ราชวงศ์”
“หา! องครักษ์พิทักษ์ราชวงศ์หรือ”
เด็กน้อยทั้งสามใ
“ถ้าพวกเ้า (พ่างไจ๋ และ กู่ไท่หยาง) สามารถทำให้หินก้อนนี้ มีริ้วรอย แตกยุบลงไปได้เพียง 1 คืบ ด้วยอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็ หมัด เท้า เข่า ศอก จะถือว่าผ่านการทดสอบ แล้วข้าจะทูลให้ท่านอ๋องทรงทราบต่อไป”
“แต่ถ้าพวกเ้าทำไม่ได้ ข้าก็เสียใจด้วย ที่ไม่อาจช่วยพวกเ้าได้”
สองหนุ่มอึ้งอยู่พักใหญ่ เข้าไปลูบคลำก้อนหินั์ทรงกลม เดินพิจารณาดูรอบๆ มันทั้งแข็งและหนามาก แค่เอาหมัดลองเคาะๆดู
ยังรู้สึกเจ็บเลย สิ่งที่แตกหักคงจะเป็กระดูกของพวกเขาแน่ๆ คงไม่มีทางผ่านการทดสอบนี้ไปได้
“มันไม่มีทางอื่นแล้วหรือท่าน”
กู่ไท่หยางถาม
“มีเพียงการทดสอบนี้เท่านั้น ที่จะเป็เหตุผลในการเข้าเฝ้าท่านอ๋อง เพราะท่านโปรดปรานคนมีฝีมือ เพื่อจะได้มีกองทัพที่แข็งแกร่ง”
“ข้าให้เวลาหกสิบชั่วยามแล้วกัน นี่คือสิ่งที่ข้าช่วยได้ ประเดี๋ยวจะหาว่าข้าใจดำ”
“ไปกันเถอะหลินหลิน ข้าจะพาเ้าไปพบท่านอ๋อง”
แม่ทัพจิวควบม้าพาสาวน้อยกลับเข้าวัง
เธอชายตามอง ด้วยความเป็ห่วงเพื่อนๆ ก่อนจากไป