เสียงสัญญาณระบบอัตโนมัติภายใน ORCA ดังแว่วขึ้นเป็ระยะจังหวะคงที่ ขณะที่แสงอาทิตย์ยามเช้าค่อยๆ สาดลอดผ่านแนวกระจกเสริมเกราะของโถงพักฟื้นชั้นการแพทย์ระดับสูง อาบไล้ไปทั่วห้องจนสว่างไสว หลังผ่านค่ำคืนอันแสนวุ่นวายและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกมาได้ ในที่สุดรินก็ได้มีโอกาสพักหายใจจริงๆ เป็ครั้งแรก
เด็กสาวเรือนผมแดงนั่งเงียบอยู่ริมเตียงผู้ป่วย ดวงตาสีแดงอมทองทอดมองวิวทิวทัศน์ท้องฟ้าเหนือชั้นเมฆผ่านกระจกบานใหญ่ตรงหน้าอย่างเหม่อลอย ภาพของมหานครโครเนแซนเดรียที่อยู่เบื้องล่างดูเล็กลงราวกับอีกโลกหนึ่งที่ห่างไกล...และมันก็เป็แบบนั้นจริงๆ ชีวิตธรรมดาในรั้วโรงเรียนของเธอได้จบลงไปั้แ่วินาทีที่ก้าวขึ้นยานลำเลียงลำนั้นแล้ว
“เธอตื่นมานั่งเหม่อแบบนี้ั้แ่เมื่อไหร่น่ะ”
เสียงคุ้นหูดังขึ้นจากด้านข้าง โรเชลล์ในชุดเสื้อคลุมผู้ป่วยสีขาวสะอาดเดินเข้ามาในห้องพร้อมแก้วโกโก้ร้อนส่งควันกรุ่นสองแก้วในมือ แม้สีหน้าของลูกคุณหนูสาวยังดูอ่อนเพลียและมีความหวาดระแวงต่อสถานที่แปลกถิ่นนี้อยู่บ้าง แต่ดูเหมือนเมื่อคืนเธอจะร้องไห้จนหมดแรงไปแล้ว จนตอนนี้กลับมามีพลังงานเหลือเฟือพอที่จะบ่นได้ตามปกติ
“ฉันนึกว่าเธอจะยังหลับอยู่ซะอีก” รินหันไปยิ้มบางๆ ให้เพื่อน
“ก็เพราะยัยบ้าที่ไหนล่ะที่ลากฉันเข้ามาพัวพันกับอะไรก็ไม่รู้! จนฉันคิดมากนอนไม่หลับ!” โรเชลล์ทำหน้ามุ่ยก่อนยื่นแก้วโกโก้ให้อีกฝ่าย “เมื่อคืนฉันเอาแต่นั่งคิดว่าตัวเองกำลังอยู่ในความฝัน หรือโดนลักพาตัวเข้าองค์กรลับอะไรสักอย่างอยู่จริงๆ กันแน่”
“แล้วตอนนี้ล่ะ ยังคิดว่าฝันอยู่มั้ย?”
“ตอนนี้ก็ยังคิดอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละยะ!”
รินหลุดหัวเราะเบาๆ เป็ครั้งแรกของเช้าวันใหม่ อย่างน้อย…การมีโรเชลล์อยู่ตรงนี้ ก็ช่วยให้เธอรู้สึกว่าโลกที่เปลี่ยนไปใบนี้ยังพอจะมีสิ่งที่คุ้นเคยหลงเหลืออยู่บ้าง
ทว่า—ปี๊บ
เสียงระบบปลดล็อกประตูดังขึ้น ก่อนที่บานประตูห้องพักฟื้นจะเลื่อนเปิดออกช้าๆ ร่างสูงโปร่งของ โรซาเลีย วาเลนเซีย ก้าวเดินเข้ามาด้านในตามแบบฉบับเดิม ชุดสูททหารสีดำเข้ารูปเรียบร้อยไร้รอยยับ เรือนผมสีเงินอมม่วงปลิวไหวเบาๆ ตามแรงลมเย็นจากระบบปรับอากาศ ดวงตาสีม่วงคู่งามของเธอยังคงเย็นเฉียบและอ่านอารมณ์แทบไม่ออก
ทันทีที่เห็นผู้การสาว โรเชลล์ก็รีบขยับมาหลบด้านหลังรินแทบจะอัตโนมัติ “ยะ...ยัยคนหน้าตายน่ากลัวมาอีกแล้ว...”
“ฉันได้ยินนะ” โรซาเลียตอบสั้นๆ โดยไม่หันมามอง
“ฮืออออ รินช่วยด้วย!” โรเชลล์เกาะหลังเพื่อนแน่น
รินรีบกลั้นหัวเราะทันที ก่อนที่โรซาเลียจะถอนหายใจเบาๆ แล้วยื่นแฟ้มข้อมูลดิจิทัลส่งให้ริน “ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป เธอจะถูกจัดให้อยู่ภายใต้การดูแลและควบคุมโดยตรงของหน่วย Vanguard”
“หน่วย Vanguard...” รินทวนชื่อ
“หน่วยปฏิบัติการแนวหน้าของ V.I.F. หน้าที่ของพวกเราคือรับมือการ์เลนอสระดับสูงและเหตุการณ์มิติผิดปกติทั่วโลก” โรซาเลียหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นเล็กน้อย “และในตอนนี้…เธอถูกจัดอยู่ในระดับอันตรายพิเศษเหมือนกัน เพียงแต่อยู่ในสภาวะเฝ้าระวังระดับสูงสุดเท่านั้น”
“เดี๋ยวนะ! พูดเหมือนรินเพื่อนของฉันเขาเป็ะเิเวลาเลยนะ!” โรเชลล์รีบแทรกขึ้นทันที
“มันก็ไม่ต่างกันนักหรอก” โรซาเลียตอบหน้าตาย
“คุณมันโหดร้ายเกินไปแล้ว!”
รินได้แต่ยิ้มแห้งๆ ก่อนที่โรซาเลียจะหันมามองเธออีกครั้ง “อีกหนึ่งชั่วโมง ฉันจะพาเธอไปทดสอบสมรรถภาพร่างกายและการควบคุมพลังทั้งหมดเพื่อทำการประเมิน”
“ทดสอบ?”
“เพื่อประเมินว่าเธอเหมาะกับตำแหน่งไหนของทีม Vanguard ยังไงล่ะ และเพื่อดูว่าเธอควบคุม EW ได้มากน้อยแค่ไหน”
“แล้วถ้าฉันควบคุมไม่ได้ล่ะ?” รินถามด้วยความกังวล
โรซาเลียนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาบรรยากาศในห้องเย็นเยือกขึ้นทันที “ถ้าหากควบคุมไม่ได้...ฉันจะเป็คนหยุดเธอเอง”
แม้จะเป็การพูดเพียงสั้นๆ แต่รินััได้ชัดเจนว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดเล่น และหากถึงเวลานั้นจริงๆ ผู้การสาวคนนี้คงทำตามที่พูดโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ทว่าก่อนที่ความเครียดจะเข้าครอบงำ—
“แต่ก่อนจะไปเื่น่ากลัวแบบนั้น...” เสียงใหม่ดังแทรกขึ้นพร้อมจังหวะประตูเปิดออกอีกครั้ง “ขอต้อนรับสมาชิกใหม่อย่างเป็ทางการก่อนดีกว่ามั้งผู้การ?”
อายาโกะ โผล่หน้าเข้ามาพร้อมรอยยิ้มสดใสราวกับแสงแดดยามเช้า “โย่~น้องใหม่!” ตามหลังมาด้วยเมดิสัน โอลิเวีย และทันย่าที่เดินเข้ามาในห้องอย่างพร้อมเพรียง
“...มากันครบทีมเลยแฮะ คนพวกนี้” โรซาเลียพึมพำ
อายาโกะเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าริน ก่อนจะยื่นมือออกไปพร้อมรอยยิ้มกว้าง “ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Vanguard จ้ะ ริน อาซากิ!”
รินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ยื่นมือไปจับตอบด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป “อะ….เออ...ฝากตัวด้วยนะคะ”
“โอ๊ะ สุภาพด้วยแฮะ ต่างจากที่คิดเอาไว้เลย ฮิฮิ~” อายาโกะหัวเราะร่า “นึกว่าจะเป็ประเภทพุ่งเตะสัตว์ประหลาดจนตึกะเิไปสามบล็อกซะอีก”
“นั่นมันเธอหรือเปล่า...” รินแย้ง
“ฮะๆๆๆ!” เสียงหัวเราะของอายาโกะทำให้ความตึงเครียดละลายหายไป ทางด้านโอลิเวียที่ยืนกอดอกพินิจรินั้แ่หัวจรดเท้าก็เอ่ยขึ้นว่า “ถึงภายนอกจะยังดูเป็เด็กธรรมดาอยู่ก็เถอะ...แต่คลื่นพลังงานในตัวเธอน่าสนใจมาก”
“...ขอบคุณค่ะ?”
“ฉันไม่ได้ชมค่ะ” โอลิเวียตอบเสียงเรียบจนรินหน้าเจื่อนเล็กน้อย
ทันย่าที่เงียบมาตลอดจึงเอ่ยขึ้นสั้นๆ ว่า “ถ้ารอดการทดสอบวันนี้ได้ ค่อยคุยกันต่อก็แล้วกัน” คำพูดนั้นเต็มไปด้วยแรงกดดัน แต่โรเชลล์กลับเริ่มรู้สึกว่าคนพวกนี้ไม่ใช่แค่เครื่องจักรสังหารอย่างที่คิด
ไม่นานหลังจากนั้น ณ ห้องบัญชาการส่วนตัวของกัปตันแบล็คเบิร์ด
กัปตันยืนทอดสายตามองมหาสมุทรเมฆผ่านกระจกบานสูง ขณะที่โรซาเลียยืนรายงานอยู่ด้านหลัง “กัปตัน...คุณแน่ใจแล้วงั้นเหรอคะ เื่ที่จะปล่อยตัวเด็กผู้หญิงที่ชื่อโรเชลล์คนนั้น”
“อืม ผมตัดสินใจแล้ว” แบล็คเบิร์ดตอบสั้นๆ
“แต่เธอเป็พลเรือนธรรมดาที่รับรู้ข้อมูลระดับความลับขององค์กรมากเกินไปนะคะ ถ้าปล่อยเธอไปจะไม่ถูกองค์กรคู่แข่งชิงตัวไปเค้นความลับหรอคะ?”
“เื่นั้นผมรู้ดี แต่เด็กคนนั้นก็เป็จุดยึดเหนี่ยวทางจิตใจของรินเหมือนกัน” ชายหนุ่มหันกลับมา “เด็กคนนั้นกำลังถูกลากเข้าสู่โลกที่หนักหนาเกินกว่าที่เธอจะแบกรับไหว แต่อย่างน้อย...ฉันก็ไม่อยากพรากคนสำคัญที่เหลืออยู่ของใครไปอีก”
โรซาเลียเงียบไปชั่วครู่ ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงเล็กน้อย “...ท่านนี่ใจดีกว่าที่หน้าตาอีกนะคะ”
“ฮ่าๆ นั่นถือว่าเป็คำชมหรือเปล่า?” กัปตันหัวเราะเบาๆ
“ไม่แน่ใจค่ะ”
“ส่งโรเชลล์กลับบ้านได้ แต่ให้อยู่ภายใต้การเฝ้าระวังระดับลับ และห้ามเปิดเผยข้อมูล ORCA กับใครเด็ดขาด และก็อย่าทำให้เอิกเกริ่กเกินไปเพราะอาจจะตกเป็เป้าสายตาจากภายนอกได้”
“รับทราบค่ะ”
เมื่อโรซาเลียเดินออกไป ทิ้งให้กัปตันแบล็คเบิร์ดยืนมองท้องฟ้าอยู่เพียงลำพัง ดวงตาสีเทาคมกริบคู่นั้นหรี่แคบลงเมื่อภาพข้อมูลของ “โจนาธาน วิลเลี่ยม” ปรากฏขึ้นบนจอมอนิเตอร์ข้างตัวอีกครั้ง
“...เอาล่ะ เรามีงานต้องทำอีกเยอะเลย”
เสียงพึมพำนั้นแ่เบาจนเลือนหายไปพร้อมกับกลุ่มเมฆที่ลอยผ่านหน้าต่าง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและปริศนาที่รอการคลี่คลายในบททดสอบที่กำลังจะมาถึง
.
.
.
.
ณ เขตแดนรกร้างนอกพื้นที่ควบคุมของมหานครโครเนแซนเดรีย ดินแดนต้องห้ามซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็เมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในยุคก่อนมหาามิติปี 2016 ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่นี่ถูกปกคลุมด้วยเมฆสีเทาหม่น เสียงฟ้าร้องคำรามต่ำดังสะท้อนอยู่ไกลลิบ ท่ามกลางเศษซากตึกถล่มและโครงเหล็กบิดเบี้ยวที่ถูกทิ้งร้างมานานนับสิบปี สายลมหนาวพัดพาเอาเศษเถ้าถ่านสีดำปลิวฟุ้งไปทั่วบริเวณอย่างเงียบเชียบ
ท่ามกลางพื้นที่ว่างเปล่าและโดดเดี่ยว—สตีฟกำลังยืนทอดสายตามองท้องฟ้าอยู่เพียงลำพัง เสื้อคลุมสีขาวของเขาปลิวไหวไปตามแรงลม ดวงตาสีน้ำเงินเข้มลึกลับสะท้อนแสงสีฟ้าขาววาบไหวจากรอยแยกนอกความเป็จริง ที่เปิดค้างอยู่เหนือพื้นดินเบื้องหน้า มันไม่ใช่ประตูมิติทั่วไป แต่คือรอยฉีกขาดของโครงสร้างความเป็จริงเอง!
ครืนนนน—
เสียงคำรามต่ำชวนขนลุกดังลอดออกมาจากรอยแยก ก่อนที่เงาร่างสัตว์ประหลาดสี่ขาขนาดใหญ่จะค่อยๆ คลานออกมา มันคือการ์เลนอสระดับ Class 2 สิ่งมีชีวิตจากพหุนอกจักรวาลความเป็จริง ดินแดนที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ของเวลา มิติ และตรรกะของเอกภพมนุษย์
ร่างกายของมันคล้ายหมาป่าผสมสัตว์เลื้อยคลาน แผ่นเกราะสีขาวปกคลุมทั่วทั้งตัว แทรกด้วยลวดลายพลังงานสีฟ้าน้ำแข็งที่เรืองแสงแ่เบาอยู่ใต้ผิวเกราะชีวภาพ ทุกย่างก้าวของมันทำให้พื้นคอนกรีตเกิดเกล็ดน้ำแข็งสีขาวหม่นเกาะตัวขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ ราวกับความจริงรอบตัวกำลังถูกบิดเบือนไปตามการมีอยู่ของมัน
ทว่าในวินาทีที่มันก้าวออกมา สัตว์ร้ายที่สามารถฉีกร่างมนุษย์ออกเป็ชิ้นๆได้ในพริบตา กลับก้มศีรษะต่ำแทบชิดพื้นต่อหน้าสตีฟด้วยท่าทีหวาดกลัวอย่างที่สุด
สตีฟยกมือขึ้นลูบลงบนศีรษะของมันอย่างแ่เบา “ยังไม่ใช่…” เขาพึมพำเสียงเรียบ “ร่างพวกนั้นอ่อนแอเกินไป”
ปังงงง—!!
ร่างของการ์เลนอสอีกตัวที่นอนอยู่ไม่ไกลพลันะเิออกเป็เสี่ยงๆ เศษผลึกสีฟ้าขาวและชิ้นส่วนเกราะชีวภาพแตกกระจายเกลื่อนพื้นราวกับร่างกายของมันไม่สามารถรองรับพลังบางอย่างที่สตีฟถ่ายทอดลงไปได้ สตีฟมองซากนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า แม้แต่พลังเพียงเสี้ยวเดียวของมันก็ยังรับไม่ไหว…”
เขาหลับตาลงอยู่ครู่หนึ่งเหมือนจะใช้ความคิดอย่างละเอียดละเมียดละไมในการกลั่นกรองข้อมูล ก่อนที่สตีฟจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มจางๆ ที่แฝงไปด้วยความอำมหิต “...บางทีเธอคนนั้นอาจเป็กุญแจสำคัญของพิธีกรรมก็ได้”
ครืนนนนน—!!
ทันใดนั้น รอยแยกเบื้องหน้าพลันขยายตัวกว้างขึ้น แรงกดดันมหาศาลแผ่ทะลักออกมาจากภายนอกจักรวาลความเป็จริง ราวกับมีบางสิ่งกำลังดิ้นรนจะตื่นขึ้น ภายในรอยแยกอันบิดเบี้ยวนั้น ปรากฏเงาร่างขนาดมหึมาที่ไม่อาจอธิบายรูปลักษณ์ได้ด้วยภาษามนุษย์ เพียงแค่จ้องมองมันนานเกินไป สติของมนุษย์ทั่วไปอาจแตกสลายไปในทันที
สตีฟยืนนิ่งงันกลางพายุพลังงาน “จงออกไป…” เขาสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบดุจคำพิพากษาจากผู้รับใช้แห่งหายนะ “ออกไปค้นหาภาชนะที่เหมาะสมให้ฉัน”
โฮกกกกกก—!!
เหล่าการ์เลนอสระดับ Class 2 หลายตัวส่งเสียงคำรามตอบรับ ก่อนจะกระโจนหายเข้าไปในเงามืดของซากเมือง ดวงตาสีฟ้าน้ำแข็งของพวกมันส่องวาบอยู่ท่ามกลางความมืดราวกับนักล่าผู้หิวโหย พวกมันถูกส่งมาเพื่อค้นหาผู้ที่เหมาะสมกับการเป็ร่างสถิตของหายนะที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไปตลอดกาล
สตีฟเงยหน้ามองท้องฟ้าสีเทาหม่น “อีกไม่นาน...โลกใบนี้จะได้เห็นการถือกำเนิดของบางสิ่ง…ที่อยู่เหนือแม้แต่แิของคำว่าเทพเ้า”
ครืดดดด—
รอยแยกเื้ัสตีฟบิดเบี้ยวรุนแรงขึ้น เสียงคำรามลึกลับดังสะท้อนออกมาจากอีกฟากของการดำรงอยู่ ราวกับสัญญาณเตือนภัยที่กำลังจะมาถึง
และในขณะเดียวกันนั้นเอง—เหนือชั้นเมฆอันเงียบสงบ ป้อมปราการลอยฟ้า ORCA ยังคงลอยตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเช้า โดยไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า...มหันตภัยจากนอกความเป็จริงกำลังเริ่มเคลื่อนไหวและคืบคลานเข้าหาโลกใบนี้อย่างเงียบเชียบและไร้ปราณี
[จบตอนที่ 10: น้องใหม่แห่งหน่วย Vanguard]