ตอนที่ 5
“องค์ชายรอง? องค์ชายรอง!”เยว่ซินถึงกับใไปด้วย เลี่ยงหลิ่งเองถึงแม้ว่าจะใแต่ก็ไม่อยากจะเชื่อว่าคนผู้นั้นจะเป็องค์ชายรองตัวจริง
“ผู้ที่จะมีปิ่นปักผมนี้ได้ มีเพียงองค์ชายรอง พระองค์เป็โอรสของฮ่องเต้และฮองเฮา เป็พระอนุชาขององค์รัชทายาท”
“ไม่นานมานี้ ย่าถูกเรียกให้เข้าเฝ้าเื่ทอผ้าถวายแด่ฮองเฮา ฮองเฮามีพระประสงค์้าผ้าผืนใหม่..ทำให้องค์ชายรอง..ครั้งถึงวันที่ต้องวัดตัวโดยนางกำนัล ย่าก็แอบเห็นปิ่นปักผมหยกนี้แนบอยู่ข้างๆ”
“องค์ชายรองคงจะไม่ได้นึกระวังเหตุเพราะอยู่ในตำหนักของพระองค์ จึงไม่ได้ห่อผ้าแพรไว้”
“แล้วคำว่า ซื่อ ก็หมายความว่า หมายเลขสี่ใช่ไหมเ้าคะ แล้วมันเกี่ยวอะไรกัน ข้าไม่เข้าใจเลย”
“เ้าเด็กคนนี้ เ้าเข้าใจว่าเลขสี่ถูกแล้ว เลขสี่ หมายถึงองค์ชายสี่..องค์ชายรองมีลำดับอีกขั้นคือ อ๋องสี่หรือองค์ชายสี่ จึงสลักชื่อนี้ไว้ตรงปิ่นปักผม บ่งบอกว่าผู้ใดคือเ้าของ”
“แล้วข้าต้องทำเช่นไร ถึงจะเอาปิ่นปักผมนี้ไปคืนองค์ชายได้กันเล่าท่านย่า ข้าคงไม่มีโอกาสได้พบหน้าองค์ชายรองอีก”
“องค์ชายรองโปรดจะออกมาท่องเที่ยวอยู่เป็ปกติ ถึงถูกฮองเฮาเตือนแล้ว แต่ก็ตามประสาของพระองค์ที่ชอบออกมาดูโลกกว้าง”
“เ้าวางใจเถิด บางทีเ้าอาจจะพบพระองค์อีกครั้งหนึ่ง เ้าคงต้องเก็บปิ่นปักผมหยกนี้ไว้กับตัวเ้าตลอดเวลา บางครั้งเราไม่อาจรู้ได้ว่า จะเจอพระองค์เมื่อใด”ยายเฒ่าคืนปิ่นปักผมหยกให้เลี่ยงหลิ่ง
ถึงจะบอกไปอย่างนั้นแต่ในหัวของฮูหยินใหญ่หยางก็นึกคิดอยู่ เหมือนจะลืมเล่าอะไรบางอย่างให้เด็กทั้งสองคนได้ฟัง แต่ตามประสาคนแก่ นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกแล้ว จึงได้แต่ปล่อยให้ความสงสัยนี้ค่อย ๆ จางไป
เลี่ยงหลิ่งและเยว่ซินกล่าวขอบคุณฮูหยินใหญ่หยาง พูดคุยกับท่านสักครู่ก่อนจะเดินกลับมาที่ห้องของเยว่ซินตามเดิม แต่ระหว่างทางก็พบว่ามีบุรุษผู้หนึ่งเดินเข้ามาในจวนหยางพร้อมกับคุณนางยศใหญ่ผู้เป็บิดา
“อ้าว คุณชายจาง วันนี้ติดตามไต้เท้าจางมาทำสิ่งใดอย่างนั้นหรือ?”เลี่ยงหลิ่งเอ่ยทัก โดยที่ไม่ทันสังเกตสหายผู้พี่ว่ามีอาการไม่ชอบหน้าคุณชายตระกูลจางหรือคุณชายเหอผิงมากแค่ไหน
“สวัสดี ยินดีที่ได้พบคุณหนูตระกูลเหลียน ข้ามากับท่านพ่อวันนี้เพราะท่านพ่อมีเื่หาลือกับไต้เท้าหยางเื่กำหนดพิธีการในวังหลวงที่กำลังจะจัดขึ้น ข้าจึงได้ติดสอยห้อยตามมาด้วยเพื่อเรียนรู้งานจากท่านราชเลขาบิดาของข้าและเสนาบดีกรมพิธีการบิดาของคุณหนูตระกูลหยาง”
“แต่น่าเสียดายที่คนแถวนี้ หน้าไม่รับแขกมาแต่ไกล”
“คุณชายจาง”
“ว่าอย่างไรรึ คุณหนูตระกูลหยาง”
เยว่ซินมองหน้าคุณชายตระกูลจางอย่างขัดใจที่อยู่ ๆ ก็โดนพูดกระทบใส่ แต่คุณชายเหอผิงที่มีนิสัยร่าเริง ขี้เล่นอยู่แล้วจึงไม่ได้สะทกสะท้านอะไรแถมยังชอบใจที่เห็นเยว่ซินทำหน้าขัดใจแบบนี้ได้
เลี่ยงหลิ่งที่เห็นแบบนั้นก็เห็นท่าว่าทั้งสองคนคงจะมีปากเสียงกันอีกเป็แน่ จึงรีบเก็บปิ่นปักผมหยกและถอยออกมาหนึ่งก้าว
“ข้าลืมไปเลยว่าวันนี้ต้องไปคัดหนังสือต่อ ข้าขอลาคุณชายจางกับพี่เยว่ซินตรงนี้เลยแล้วกัน ขอบใจพี่เยว่ซินที่ช่วยข้า ไว้ข้าจะตอบแทนท่านภายหลัง ลานะเ้าคะ”เลี่ยงหลิ่งพูดเองเสร็จสรรพ ยิ้มให้อย่างทะเล้นและโบกมือลาคนทั้งสอง โดยที่เยว่ซินยังไม่ทันได้พูดอะไร
“เดี๋ยวสิเ้า เลี่ยงหลิ่ง! หน็อยแน่ เ้าเด็กตัวแสบ”
“หากข้าต้องเก็บปิ่นปักผมนี้ไว้ตลอดเวลาคงไม่ได้แน่ หากท่านพ่อท่านแม่เห็นเข้า ข้าคงโดนทำโทษอีก คงต้องเก็บไว้ที่ห้อง”เลี่ยงหลิ่งเดินออกมาพร้อมมีฉิงอันตามหลัง นางขึ้นรถม้าเพื่อที่จะกลับจวนตามเดิม
เวลานี้จะเที่ยวเล่นก็คงยากนัก พิธีแต่งงานของผู้พี่ใกล้เข้ามาแล้ว สภาพจิตใจของซูหนี่ว์ไม่ค่อยดีนัก ถึงจะไม่ได้แสดงความกังวลออกมาให้ผู้ใดเห็นก็ตาม แต่นางก็รู้สึกได้ว่าซูหนี่ว์อยากหนีออกไปเสียเต็มทน
เพราะเป็เช่นนั้นเลี่ยงหลิ่งจึงต้องคอยระวังไม่ให้ซูหนี่ว์วิตกไปมากกว่าเดิม พยายามทำตัวเป็เด็กดีเพื่อไม่ให้ฮูหยินใหญ่ต้องมาบ่นว่านางต่อหน้าพี่สาว
แต่ก็แค่่นี้เท่านั้น หากจบพิธีแต่งงานเมื่อใด นางก็กลับมาทำตามวิสัยของนางอยู่ดี
ก็บอกแล้ว เงียบ ๆ เรียบร้อย ไม่หือไม่อือเช่นนั้น น่าเบื่อจะตายไป
นางนั่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากที่สถานการณ์ปกติ อยู่ ๆ ก็มีเสียงประทัดดังขึ้น ทำให้ตัวรถม้าก็เกิดการโคลงเคลง จนทำให้เลี่ยงหลิ่งต้องหาที่เกาะไว้ พยายามเอื้อมมือไปเปิดม่านถามบ่าวรับใช้ที่อยู่ด้านนอก
“เกิดสิ่งใดขึ้น!”
“คุณหนู! กลับเข้าไปเ้าค่ะ อย่าเอาหัวออกมา!”ฉิงอันและบ่าวรับใช้คนอื่นๆ ต่างพากันะโบอก เลี่ยงหลิ่งพอจะเดาสถานการณ์ได้ แต่ยังไม่ทันที่จะได้พูดสิ่งใดออกมา แรงกระแทกจากที่ม้าใก็ทำให้นางหน้าผากกระแทกเข้ากับขอบหน้าต่างไปครั้งหนึ่ง
“โอ๊ย! หัวข้า”เลี่ยงหลิ่งรีบหลบเข้ามาอยู่ภายใน คราวนี้นางใช้แขนทั้งสองข้างกางออกและยันผนังตัวรถไว้เพื่อไม่ให้ตนเองได้รับาเ็อีก
“คุณหนู! เ้า เ้าทำให้ม้าหายใเสียทีสิ คุณหนูอยู่ด้านในนั้นนะ!”
“ข้าคุมไม่อยู่ อยู่ ๆ มันก็พยศขึ้นมา!”บ่าวที่ทำหน้าที่เป็คนขับรถม้าพยายามคุมให้ม้าตัวนี้ไว้ ไม่ให้มันใ แต่ทำยังไงมันก็ไม่หายอยู่ดี จนคนขับรถม้าพลาดท่า ม้าวิ่งเอาตัวรถไปด้วย บ่าวรับใช้ต่างะโขอ ความช่วยเหลือคนแถวนั้น แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยนางเลยแม้แต่คนเดียว
“เกิดสิ่งใดขึ้น!”
“ท่าน! ท่านเป็ทหารใช่หรือไม่ ได้โปรดตามรถม้าของคุณหนูข้าไป เมื่อครู่มีคนจุดประทัด จนม้าใ ดิ้นพล่านลากเอาตัวรถกับคุณหนูไปแล้ว!”พอฉิงอันอธิบายเสร็จ ทหารผู้นั้นยังไม่ทันพูดอะไร ก็มีเสียงม้าดังมาจากด้านหลัง
ม้าสีดำตัวใหญ่พร้อมกับคนที่อยู่บนหลังม้ารีบควบม้าตามไป ท่ามกลางความใและความกลัวที่มีต่อเ้าของม้าสีดำทมิฬ
“ท่านแม่ทัพ! ท่านแม่ทัพคงจะทราบเื่แล้วเป็แน่ เ้ารอกันอยู่ที่นี่ก่อน ข้ารับรองว่า คุณหนูของเ้ากลับมาอย่างปลอดภัยแน่นอน”ทหารเอ่ยบอก และรีบควบม้าตามหลังไป ถึงอย่างไรเสียเขาก็เป็ทหารในสังกัดแม่ทัพใหญ่อยู่แล้ว ถึงจะมาตรวจตราก็ต้องรีบตามไป
“ข้าจะตายแล้วหรือนี่ ข้ายังไม่ได้เห็นพี่สาวข้าสวมชุดเ้าสาวเข้า
พิธีแต่งงานเลย แถมข้า..ข้ายังไม่ได้หน้าหลานข้าที่เกิดกับพี่สาวข้าเลยนะ!”ระหว่างทางวิกฤต เลี่ยงหลิ่งก็คร่ำครวญ อยากจะะโออกมาดัง ๆ พร้อมกับร่ำไห้เสียจริง
นางจะมาตายตอนนี้ไม่ได้สิ! ไม่ได้!
จะตายเพราะม้าใ เช่นนี้มันน่าอนาถเกินกว่าที่นางจะรับได้จริง ๆ มีอย่างที่ไหน บุตรสาวคนเล็กของเสนาบดีกรม ยังไม่ทันได้แต่งงานมีครอบครัว ก็จะมาตายเพราะม้าใเสียงประทัด!
“ข้ายังไม่อยากตายนะ อย่างน้อยก็ให้ข้าได้เห็นหน้าหลานข้าสักนิดก็ยังดี ฮือ!”เลี่ยงหลิ่งเอ่ยภาวนากับเทพเซียนที่ตนก็ไม่รู้ว่าจะมีอยู่จริงหรือเปล่า แต่ในเวลานี้ อะไรที่นางสามารถทำได้ก็ต้องทำไปก่อน “โถ่เอ้ย! ข้ามีกระต่ายที่ต้องดูแลนะ!”
“คุณหนู! ทางข้างหน้าเป็หน้าผา คุณหนูกับบ่าวต้องโดดลงจากรถประเดี๋ยวนี้นะขอรับ!”คนขับรถม้าะโบอก มันยิ่งทำให้ใจของนางตกไปอยู่ตาตุ่ม อยากจะร้องไห้เสียจริง!
“โดดก็โดด!”เลี่ยงหลิ่งตัดสินใจทันควัน อย่างน้อยหากโดดออกจากรถม้าก็เจ็บน้อยกว่าการที่นางตกหน้าผาไปพร้อมม้าแล้วกัน
อีกอย่างไม่ตายแน่นอน นางมั่นใจ
นางรีบถอดเครื่องประดับที่หนัก ๆ ออกจากตัว เพื่อให้ตนเองโดดออกจากรถม้าได้แบบตัวปลิว เหลือไว้เพียงอาภรณ์ที่มีเนื้อััหนานิ่ม เพื่อที่ว่าเวลาตกตัวกระแทกพื้น จะได้ไม่เจ็บตัวมากนัก
“เอาล่ะ ข้าจะโดดแล้วนะ!”เลี่ยงหลิ่งะโบอกบ่าวรับใช้ นางหลับตาลงและถอนหายใจออกมาอย่างฮึดสู้ ก่อนจะะโลงจากรถม้าทันทีพร้อมกับบ่าวรับใช้
แต่เหมือนตัวถูกคว้าไว้ ััเหมือนมีมือใครสักคนคว้าเอวนางไว้ ตัวของนางกระทบกับของแข็งแต่ไม่ได้รู้สึกเจ็บ
เสียงทุกอย่างเงียบสงบลง ทำให้เลี่ยงหลิ่งค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา ใบหน้าของนางซุกอยู่ที่แผงอกของใครสักคน ชุดฮั่นฝูสีกรมมีแถบเสื้อข้างในเป็สีขาวมีเกราะ
สีดำพาดไขว้เป็กากบาท ทำให้นางต้องรีบเงยหน้ามองคนที่คว้าตัวนางไว้
“หานซวน! ไม่ใช่สิ ทะ..ท่านแม่ทัพ!”นางใจนเผลอกำแขนของหานซวนไว้แน่น จนหานซวนรู้สึกปวดเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่ได้ก้มลงมามองอีกผู้ที่กำลังใอยู่
ส่วนคนโดนอุ้มก็แทบจะหายใจไม่ออก หากให้หานซวนอุ้มตนเช่นนี้ไปส่งถึงจวนตระกูลเหลียน มีหวังบิดาและมารดาของนางคงได้อบรมสั่งสอนนางยกใหญ่เป็แน่
“ทะ..ท่านปล่อยข้าลงก่อนเถิด ข้าอยากลงตรงนี้ บ่าวของข้ายังอยู่ที่บริเวณหน้าผา ข้าไม่อยากทิ้งให้เขาอยู่ตรงนั้นคนเดียว”นางเอ่ยบอกและ ณ คราวนั้น
ม้าสีดำทมิฬก็หยุดชะงักแทบจะทันที จากคนที่อยู่บนหลังของมัน
“คุณหนูอย่างเ้าเป็ห่วงบ่าวรับใช้ด้วยอย่างนั้นรึ”เขาเอ่ยถาม แต่ไม่ได้มองหน้านางเลยแม้แต่น้อย จนนางรู้สึกเหมือนว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะพูดกับนาง นางจึงพยายามดิ้นให้ตนหลุดออกจากการอุ้มของอีกฝ่าย
แต่ดิ้นเท่าไรก็ไม่สามารถหลุดออกจากพันธนาการนี้ได้
“ท่านแม่ทัพ ข้าบอกให้ท่านปล่อยข้า ข้าจะลงตรงนี้”
“ตอบคำถามข้า”
“ท่านไม่ได้มองหน้าข้าตอนถาม ข้าไม่ถือว่าท่านสนทนากับข้า”
นางขมวดคิ้วอารมณ์ที่แสดงออกมา เผยออกมาอย่างชัดเจนว่า กำลังจะเกิดอารมณ์ขุ่น “ไม่มีผู้ใดกล้ามองหน้าข้า นอกจากฮ่องเต้หรอก สตรีเช่นเ้า ยิ่งจะร้องไห้โฮ หากได้สบตากับข้า”
“หากข้าจะร้องไห้โฮอย่างที่ท่านกล่าว ข้าคงร้องไห้ั้แ่ที่ข้าเจอท่านวันแรกแล้ว ข้าไม่รู้ว่าท่านโเี้ตามที่ผู้คนครหาหรือไม่ แต่หากเป็เช่นนั้นจริง
ท่านคงไม่ตามมาช่วยข้า”
“ข้าแค่ผ่านมา ไม่ได้ตั้งใจมาช่วย พอดีคว้าตัวเ้าได้ เลยเอามาด้วย”
คำตอบของเขาแต่ละอย่าง ช่างน่าด่ายิ่งนัก นางคิดในใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่พยายามทำให้ตัวเองหลุดออกจากอ้อมกอดของแม่ทัพใหญ่เท่านั้น
“เ้าดิ้นไป เ้าก็ลุกไม่ขึ้นหรอก ข้าจะไปส่งเ้าที่จวนตระกูลเหลียน”
“มะ..ไม่! ไม่ต้อง ท่านไม่ต้องไปส่งข้า ข้าเดินกลับเองได้”
“เ้าแน่ใจรึ? ว่าเ้าจะเดินกลับคนเดียวได้ นี่ใกล้ค่ำแล้ว สัตว์ป่าในยามวิกาลเช่นนี้ ย่อมน่ากลัวยิ่งกว่าตอนกลางวัน แต่หากเ้าจะลงตรงนี้ ข้าก็จะปล่อยเ้าลง”
หานซวนทำท่าจะปล่อยให้เลี่ยงหลิ่งลงจากม้าของตน แต่เลี่ยงหลิ่งก็จับแขนของเขาไว้ก่อน “เดี๋ยว!”
“มีอันใดอีก ข้าก็จะให้เ้าลงตรงนี้แล้ว ยังไม่พอใจ?”
เลี่ยงหลิ่งไม่สามารถเถียงเขาได้ มันกลืนไม่เข้าคายไม่ออก พอนึกถึงสิงสาราสัตว์ที่จะออกล่าในตอนกลางคืนแล้ว มันน่ากลัวเสียยิ่งกว่าตกหน้าผาไปพร้อมรถม้าเสียอีก
“ข้า..ข้ายอมให้ท่านไปส่งก็ได้ แต่ท่านเลิกอุ้มข้าแบบนี้เสียที ข้านั่งบนหลังม้าเองได้ แต่..แต่ว่าบ่าวของข้าล่ะ ท่านจะไม่ช่วยเขาจริง ๆ หรือ”
“ใครบอกเ้าว่าข้าไม่ช่วย ทหารของข้าจะพาเขากลับไป”
พูดแค่นั้นก็จับเอวของนางยกขึ้น เพื่อให้ตัวนางนั่งลงที่ม้าดี ๆ ตอนนี้เลี่ยงหลิ่งไม่ได้อยู่ในท่าเ้าสาวอีกแล้ว แต่อยู่ในท่านั่งบนหลังม้าเหมือนอย่างปกติ
แต่ท่านั่งเช่นนี้ มันทำให้ตัวนางและแม่ทัพใหญ่เข้าใกล้กันมากขึ้นกว่าเดิม จนนางรู้สึกได้ถึงความหายนะที่กำลังจะเจอจากฮูหยินใหญ่ผู้เป็มารดา
แต่ครั้งนี้นางจำเป็ต้องยอมจริง ๆ เพราะนางยังไม่อยากสิ้นชีพจาก
คมเคี้ยวของเสือ สิงห์ งูเงี้ยวเคี้ยวขอหรอกนะ