เมื่อธงค่ายกลถูกจัดวางไว้รอบกายพลันเกิดแสงสีครามอ่อนครอบคลุมทั่วบริเวณรถม้า
เซิ่งมู่พยายามเพ่งพลังจิตเข้าไปตรวจสอบ แต่วิชาจิตดั้งเดิมที่เขาฝึกฝนมีพลังเพียงแค่ขั้นที่หนึ่ง ย่อมไม่มีพลังมากพอที่จะสำรวจธงค่ายกลนั้นได้
“ข้าคงต้องลดเวลาอ่านตำรา แล้วมาฝึกจิตเพิ่มขึ้นกระมัง?” เซิ่งมู่พึมพำกับตนเอง
ถึงมิอาจใช้พลังจิตตรวจสอบได้ แต่เซิ่งมู่ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสามก็ยังมีสายตาเฉียบคมพอจะสังเกตรูปแบบการวางและอักขระบนตัวธง
ธงค่ายกลที่หลิวถงโยนออกไปมีทั้งสิ้นเก้าผืน ทุกทิศล้วนมีธงลักษณ์เต่าดำที่เขียนอักษรเสวียนอู่ (玄武) ปักอยู่ จะมีเพียงทิศอุดรเท่านั้นที่ปักธงดำไว้ถึงสองผืน
“จัดวางธงแปดทิศ ทิศเหนือที่เป็ธาตุน้ำกลับใช้ธงเต่าดำถึงสองผืน… คือค่ายกลเสวียนอู่พิทักษ์ที่มีอยู่ในตำราของสำนักแห่งปัญญา! (ิ)” เซิ่งมู่โพล่งออกมาด้วยความประหลาดใจ
เฉินจื้อเยว่ที่ได้ยินพยักหน้ารับ “ท่านหลิวถงเป็หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญค่ายกลที่มีพร์มากที่สุดในตระกูลเฉิน ความเข้าใจในยันต์และค่ายกลของท่านหลิวถงล้วนอยู่ในระดับสูง น่าเสียดายที่เขาเกิดมามีรากิญญาธาตุไม้เพียงธาตุเดียว ทำให้ตบะของเขาหลังบรรลุก่อรูปจิตก็แทบไม่ขยับแล้ว” กล่าวจบนางก็ส่ายหน้าด้วยความเสียดาย
เซิ่งมู่ที่ได้ฟังจึงตั้งใจพินิจมองปราณค่ายกลที่คลุมอยู่ทั่วขบวน แม้ค่ายกลจะถูกจัดวางอย่างสมบูรณ์ ธงที่เขียนล้วนประณีต แต่ปราณที่ส่งออกมากลับมีการสั่นไหวเบาๆ เป็สัญญาณบ่งบอกว่าไม่สามารถควบคุมค่ายกลได้อย่างเต็มที่
ขณะนั้นเองหลิวถงที่ลอยอยู่บนฟ้าถลาลงมาเบื้องล่าง ก่อนจะมีสตรีนางหนึ่งที่อายุมากกว่าเซิ่งมู่เพียงไม่กี่ปีพุ่งร่างขึ้นไปแทนที่เพื่อผลัดเปลี่ยนตำแหน่งการคุมค่ายกล
เมื่อนางเข้ามาควบคุมค่ายกล ก็ทำให้พลังปราณคุ้มกันโดยรอบจากที่อ่อนแรงสั่นไหว กลับแข็งแกร่งและมั่นคงขึ้นมาในพริบตา
“นางชื่อจางฮวา รองหัวหน้าหน่วยย่อยของหลิวถง นางเกิดมาพร้อมรากิญญาบริสุทธิ์ มีความเข้าใจในธาตุทั้งห้าสูงล้ำ แม้ตบะจะอยู่เพียงขั้นขัดเกลา แต่ความสามารถในการคุมค่ายกลของนางมิอาจดูแคลนได้เลย” เฉินจื้อเยว่ยืนกอดอกพูดด้วยความภูมิใจ
เซิ่งมู่พยักหน้ารับเบาๆ ขณะเฝ้าศึกษาวิธีควบคุมค่ายกลของจางฮวาอย่างตั้งใจ
จางฮวาที่ทำมุทรามากกว่าสิบแบบก็มีเหงื่อเม็ดน้อยๆ ผุดออกมา เมื่อพลังปราณในค่ายกลมั่นคง นางจึงโฉบลงมานั่งขัดสมาธิปรับสมดุลพลังปราณในร่างกาย หลังสิ้นกระบวนการเสริมพลังค่ายกล เซิ่งมู่ก็ได้ยินเสียงะโของชายคนหนึ่งดังมาจากเบื้องหน้าไกลๆ
“ตั้งขบวนรบกระบี่หนึ่งสาย! อีกไม่กี่อึดใจผู้าุโเฉินกับท่านิเจ๋อจะมาถึงแล้ว ผู้าุโจะเปิดช่องว่างให้พวกเราพุ่งทะลวงไปยังจุดอ่อนของศัตรู” เป็หวังเอ้อร์ที่ทะยานร่างมาด้วยความเร็วสูง ออกคำสั่งให้กับพวกเขาทุกคน “ศัตรูมีสามสิบคน จากการประมือกันชั่วครู่ ทำให้ผู้าุโพบว่ามีผู้ฝึกยุทธระดับห้าอย่างน้อยสามคนในกลุ่มศัตรู ผู้อ่อนแอที่สุดคือผู้ฝึกยุทธขั้นสาม ล้วนแต่เป็ผู้มีฝีมือ!”
สิ้นคำสั่ง กลุ่มผู้บำเพ็ญในขบวนเดินทางจึงตั้งขบวนเป็รูปกระบี่หนึ่งสาย โดยมีหวังเอ้อร์และสุยอู๋ซินผู้ฝึกยุทธระดับสี่รับหน้าที่เป็ปลายกระบี่อันคมกริบ
เซิ่งมู่ ต้าจินและผู้ฝึกยุทธรับจ้างที่อยู่ในขั้นสามล้วนยืนอยู่ในส่วนที่เป็คมสองด้านของกระบี่ คือจุดที่ต้องรับมือกับศัตรูมากที่สุดรองลงมาจากปลายกระบี่ ส่วนกลางกระบี่คือผู้ฝึกตนที่ไม่ได้ถนัดด้านโจมตีอย่างไป๋เซียวเฟิง แม่นางเฉิน และหลิวจื่ออี้
“ข้าเป็ผู้ฝึกตนแล้วนะ เหตุใดยังต้องมายืนอยู่ฝั่งคมกระบี่อีกเล่า…” ต้าจินบ่นอุบอิบ
“ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้เ้ารับหมัดตาแก่เย่กับข้ากันเล่า” เซิ่งมู่ตอกกลับขำๆ
เมื่อเห็นิเจ๋อและผู้าุโเฉินทะยานร่างมา หวังเอ้อร์จึงรีบพุ่งทะยานออกไป
เมื่อปลายกระบี่ออกนำ ตัวกระบี่ต้องติดตาม ขบวนรบกระบี่หนึ่งสายทะยานร่างออกไป ประดุจกระบี่ั์ที่ถูกสะบัดฟาดฟันเข้าใส่ใจกลางศัตรู
ขณะที่กำลังจะปะทะกับกลุ่มิเจ๋อ กลุ่มของิเจ๋อพลันฉีกตัวออกด้านข้างให้ขบวนกระบี่หนึ่งสายพุ่งไปกลางกลุ่มของศัตรู
เมื่อกระบี่เสียดแทงเข้าไป เด็กหนุ่มเห็นศัตรูที่สวมใส่เสื้อผ้าสีดำมิดชิดปกปิดหน้าตายี่สิบกว่าคนอยู่รอบกาย
“จากสามสิบคนเหลือเพียงประมาณยี่สิบห้าคน คงถูกผู้าุโเฉินจัดการไปแล้วสินะ” เซิ่งมู่พึมพำกับตนเองเบาๆ
ในจังหวะนั้นเอง ชายชุดดำคนหนึ่งฉวยโอกาสที่เซิ่งมู่ดูเหมือนจะเหม่อลอย ตัดสินใจฟันดาบยาวใบกว้างมายังเด็กหนุ่ม เซิ่งมู่แม้ภายนอกจะดูเหม่อลอย แต่แท้จริงยังคงเตรียมรับศึกตลอดเวลา
ขณะที่ใบดาบกว้างกำลังจะฟาดเข้าที่ลำคอของเซิ่งมู่ เขาพลันขยับเท้าเล็กน้อยหลบการโจมตีของวิถีดาบ ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปหามือดาบชุดดำที่ไม่ทันตั้งตัว ปล่อยหมัดอันทรงพลังของขอบเขตสามไปยังชายโครงของมือดาบชุดดำ
เสียงกร๊อบแกร๊บของกระดูกหักดังลั่นออกมาอย่างสยดสยอง ร่างของมือดาบชุดดำกระเด็นลอยไปไกลถึงสองจั้งและสิ้นสติไปทันที
เซิ่งมู่ขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ หมัดที่ปล่อยออกไปเมื่อครู่คือหมัดที่กักเก็บพลังทำลายสูงสุดของขอบเขตที่สามเอาไว้ หากเป็ตามที่หวังเอ้อร์บอกศัตรูที่อ่อนแอที่สุดคือขอบเขตสาม ถึงจะโดนโจมตีมิทันตั้งตัวก็จริง แต่ก็ไม่น่าจะพ่ายแพ้ง่ายดายเพียงนี้
“หรือจะเป็ขอบเขตสอง? ข้าเคยปล่อยหมัดนี้ใส่ท่านปู่ที่กดตบะเหลือขอบเขตสาม นอกจากไม่เจ็บแล้ว ยังสวนลูกถีบมาให้ข้าอีกต่างหาก”
ขณะกำลังครุ่นคิด เสียงลมวูบหนึ่งก็พุ่งตรงมาที่กกหู เซิ่งมู่ที่ไม่ทันตั้งตัวจึงใช้เพียงแขนขวายกกันเอาไว้ แรงปะทะส่งร่างเขากระเด็นไปสองจั้งเหมือนชายชุดดำคนก่อนหน้า
“เ้าบังอาจทำร้ายน้องสาม! ข้าจะฆ่าเ้าซะ!” ชายกำยำร่างใหญ่ที่ใส่ผ้าปกปิดหน้ากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว
เซิ่งมู่ที่ถีบตนเองขึ้นมา เอามือไปััใบหูของตนเองก่อนจะพูดพึมพำด้วยคำพูดไม่ดังนัก “แปลกจริง เหตุใดจึงเบาเช่นนี้…”
แม้คำพูดนั้นจะมิดังนัก แต่ก็ดังพอจะให้ชายกำยำตรงหน้าได้ยิน ชายร่างกำยำที่กำลังโกรธแค้นจึงคำรามออกมาด้วยเสียงอันดังก่อนจะพุ่งเข้ามาหาเซิ่งมู่
“เป็แค่ขอบเขตสามกระจอก อย่าได้ใจไปนัก!” พูดจบเขาก็เหวี่ยงหมัดมายังใบหน้าของเด็กหนุ่ม
เซิ่งมู่เห็นดังนั้นจึงตั้งใจยกแขนขึ้นมากัน เพื่อตรวจสอบพลังหมัดของชายเบื้องหน้า
หมัดใหญ่กระแทกไปบนแขนที่กันไว้ของเซิ่งมู่ ส่งผลให้เขากระเด็นถอยไปอีกสิบกว่าฉื่อในท่าที่ยกแขนป้องกันไว้
เซิ่งมู่ที่ััได้ถึงพลังหมัดนั้นขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะถีบเท้าพุ่งเข้าไปเหวี่ยงหมัดตรงไปยังหน้าของชายร่างกำยำ ชายคนนั้นไม่เพียงไม่กลัว แต่กลับยิ้มเยาะปล่อยหมัดทรงพลังที่สุดของขอบเขตที่สี่ปะทะเข้ากับหมัดขวาของเด็กหนุ่ม
แต่ชั่วขณะที่หมัดกำลังจะปะทะกัน เซิ่งมู่พลันเปลี่ยนจากกำปั้นเป็วิชาฝ่ามือ พลิกข้อมือลื่นไหลดั่งปลาหนีชิว บิดวิถีหมัดของชายร่างกำยำออกไปด้านข้าง ก่อนจะใช้หมัดซ้ายที่แฝงไว้ด้วยพลังสูงสุดของขอบเขตสามพุ่งไปยังหัวใจของเขา
ชายร่างกำยำที่ััได้ถึงความอันตรายจึงดวงตาเบิกโพลงด้วยความใ ก่อนจะพยายามเอามือขวาของตนมาป้องกันหมัดที่พุ่งเข้ามาของเซิ่งมู่
ก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว ผิดไปเสียทุกก้าว การกระทำที่พลาดเพียงครั้งเดียวย่อมหมายถึงอันตรายแก่ชีวิต ชายร่างกำยำที่ดูแคลนเด็กหนุ่มชุดขาวเบื้องหน้าตนพลันเกิดความรู้สึกเสียใจ ก่อนที่สติของชายคนนั้นจะวูบดำลงไป
เซิ่งมู่ที่ซัดหมัดซ้ายลงไปยังหัวใจของศัตรูเบื้องหน้าได้ก็ถอนหายใจยาว หากเมื่อครู่ทำพลาดเพียงนิดเดียว หมายถึงอันตรายแก่ชีวิตตน หมัดเมื่อครู่เขาจงใจผ่อนแรงลงเล็กน้อย จึงมิอาจสังหารชายคนนั้นลงได้ แต่แรงกระแทกที่หัวใจก็เพียงพอให้เขาหมดสติไปได้อีกหลายชั่วยาม
แม้เซิ่งมู่จะรู้ว่าคนฝึกวรยุทธ ควรสู้ตัดสินเป็ตายถึงจะแข็งแกร่งขึ้น แต่เขาในตอนนี้ยังมิพร้อมจะสังหารใคร การออกหมัดแต่ละครั้งเป็เพียงการทำให้คู่ต่อสู้หมดสภาพเพียงเท่านั้น
เมื่อชายชุดดำคนอื่นๆ เห็นเด็กหนุ่มจัดการพรรคพวกตนเองอย่างง่ายด่าย ก็ล้มเลิกความคิดที่จะจัดการเด็กหนุ่มชุดขาวไว้ชั่วคราว ก่อนเบี่ยงเป้าหมายไปโจมตีจุดอื่นในขบวนรบกระบี่หนึ่งสาย ทำให้เซิ่งมู่มีเวลาเพียงพอในการยืนสังเกตการณ์
สนามรบครั้งแรกของเขาอยู่ในทางเดินม้าขนาดไม่ใหญ่มาก รายล้อมไปด้วยต้นสนและต้นหลิว ถึงจะไม่กว้างขวาง แต่ใหญ่เพียงพอให้รถสินค้าสองคันเดินสวนกันได้
ตอนนั้นเอง เซิ่งมู่พลันััได้ถึงแรงะเิและกระแสพลังปราณอันแข็งแกร่งปกคลุมอยู่ทางด้านหลัง ซึ่งคาดว่าเป็ของผู้าุโเฉินและท่านิเจ๋อที่กำลังต่อสู้กับผู้ฝึกยุทธขั้นห้าที่เหลือ
หัวหน้าหน่วยหวังเอ้อร์เคยบอกว่ามีผู้ฝึกยุทธขั้นห้าอย่างน้อยสามคน แปลว่าคงมีมากกว่านั้นเป็แน่
การที่ผู้ฝึกตนขั้นที่แปดจะจัดการผู้ฝึกยุทธขั้นที่ห้าสามคนนั้นไม่ยากนัก แต่ถ้าเปลี่ยนเป็สี่ถึงห้าคน และหากเพิ่มความสามารถในการตั้งค่ายกลเข้าไป ถึงจะไม่สามารถสังหารผู้ฝึกตนขอบเขตแปดได้ทันที แต่หากรอให้พลังปราณหมดแล้วโจมตี อาจทำให้ผู้ฝึกตนขั้นที่แปดอันตรายแก่ชีวิตได้เช่นกัน
เหตุผลเดียวที่ทำให้ผู้ฝึกยุทธแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกตนในการต่อสู้ เป็เพราะพลังชีวิตอันแข็งแกร่ง ตราบใดที่ยังไม่อันตรายถึงชีวิต การจะให้ผู้ฝึกยุทธสักคนต่อสู้สิบวันสิบคืนโดยมิหยุดพักก็สามารถทำได้ แตกต่างจากผู้ฝึกตนที่หากพลังปราณแห่งฟ้าดินในตันเถียนหมดเมื่อไหร่ ย่อมมิต่างจากคนธรรมดาเมื่อนั้น
โชคดีที่ทางฝั่งของผู้าุโเฉินมีท่านิเจ๋อคอยช่วยเหลือ ทำให้เซิ่งมู่ไม่กังวลมากนัก ในตอนนี้สิ่งที่เขาควรทำคือการจัดการผู้ฝึกยุทธขั้นที่สามกับสี่ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ จึงจะสามารถไปช่วยเหลือการต่อสู้ของผู้าุโเฉินได้
หลิวจื่ออี้เป็ผู้ฝึกตนขั้นห้า แม้จะฝึกวิชาแพทย์ แต่ผู้าุโหลิวคงสืบทอดเคล็ดวิชาคุ้มกายให้นาง เขาจึงไม่ค่อยเป็ห่วงนัก
แต่ในส่วนของต้าจินแม้จะผ่านการฝึกหมัดกับปู่เย่มา อีกทั้งภูมิหลังบิดาต้าจินอย่างต้าหุ้ยคงมิใช่คนธรรมดา แต่เซิ่งมู่ยังคงอดห่วงมิได้
เด็กหนุ่มตัดสินใจพุ่งไปยังขบวนรบกระบี่ส่วนของต้าจิน ทว่าภาพที่เห็นกลับทำให้เขาหน้าถอดสี เพราะเบื้องหน้าเขา คือภาพชายสวมชุดคลุมสีเทาที่มีดาบปักอยู่กลางหลังนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้น
เซิ่งมู่พุ่งเข้าไปด้วยความรวดเร็ว พร้อมใช้หน้าแข้งฟาดไปยังชายชุดดำที่อยู่เบื้องหน้าให้กระเด็นออกไป จากนั้นจึงพุ่งไปหาศัตรูอีกคนหนึ่งที่กำลังจะเหวี่ยงดาบฟันลงไปยังคนคุ้มกัน พร้อมปล่อยหมัดที่อยู่ในขอบเขตสามขั้นสูงสุดไปยังซี่โครง ส่งมือดาบคนนั้นลอยไปนอกการสู้รบอีกคน
เมื่อสถานการณ์โดยรอบดีขึ้น เซิ่งมู่รีบเข้าไปประคองหนุ่มชุดคลุมเทาที่นอนคว่ำอยู่
“ข้าเป็สหายเ้ามานับสิบปี ของขวัญวันเกิดเ้าข้ายังมิได้ให้เลย หากเป็เช่นนี้… ข้าจะสู้หน้าพ่อเ้า… แม่เ้า… ได้อย่างไรกัน…” เด็กหนุ่มบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เ้าร้องไห้ทำไม?” น้ำเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นจากข้างหลัง เซิ่งมู่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปมองเห็นต้าจินที่กำลังยืนมองเขาด้วยสีหน้าสงสัย
เซิ่งมู่ที่ตอนนี้มีสีหน้างงงวยยิ่งกว่า เด้งตัวขึ้นมาก่อนจะลองฟาดฝ่ามือไปยังหัวต้าจินหนึ่งที
“ตัวจริงเรอะ…” เขาพึมพำ
ต้าจินที่โดนตบหัวพยายามฟาดสวน แต่เขากลับหลบได้อย่างง่ายดาย
“ตัวจริงสิ! เ้าน่ะเป็อะไร! นอนกอดศัตรูร่ำไห้ทำไม!” ต้าจินเปิดปากถาม
เซิ่งมู่ที่ได้ยินก้มลงไปมองชายเสื้อคลุมเทา พร้อมพลิกตัวให้หงายหน้า จึงพบว่าเป็ชายชุดดำเหมือนกับกลุ่มที่โจมตีพวกเขาไม่ผิดเพี้ยน เขาลองตรวจสอบเสื้อคลุมเทาผืนนั้นดู ก่อนจะลุกขึ้นมาถามต้าจิน
“เ้าเอาเสื้อคลุมที่แม่เ้าเย็บให้ไปใส่ให้ศพรึ…” เซิ่งมู่ถามออกมาด้วยความสงสัย
“ตอนนั้นข้ากำลังสู้กับพวกมันอีกคน ด้วยความที่เสื้อคลุมมันเกะกะข้าจึงถอดโยนลงไปพื้นคิดว่าสู้เสร็จค่อยมาเก็บ คงเผลอไปคลุมศพนั้นเข้า ที่ไหนได้ศพนั้นยังไม่ตาย แต่กลับแกล้งตาย ตอนที่มันลุกขึ้นมาจะเอาดาบฟันข้า ดีที่สุยอู๋ซินเห็นทัน โยนดาบปักเข้ากลางหลังอย่างจัง สภาพเขาเลยกลายเป็นอนตายคว่ำหน้ามีดาบปักกลางหลังเช่นนี้แหละ” ต้าจินอธิบายพลางยักไหล่ไปด้วย
เซิ่งมู่ได้ยินดังนั้นนวดขมับตัวเอง “แล้วเ้าเป็อย่างไรบ้าง”
ต้าจินจึงกางแขนออกก่อนจะหมุนตัวให้ดู บนกายของเขาสวมเกราะหนังที่เซิ่งมู่ดูคุ้นตา แต่แตกต่างตรงที่เกราะหนังของเซิ่งมู่เป็เพียงเกราะแขน แต่ของต้าจินคือเกราะหนังครบส่วนที่ปกป้องเกือบทั้งร่างกาย ยกเว้นข้อต่อกับหัว
“พ่อข้าทำเกราะหนังเผิงให้ทั้งตัว ต่อให้ผู้าุโเฉินจะโจมตีเต็มกำลังข้ายังมิเป็อะไรเลย นับประสาอะไรกับผู้ฝึกยุทธขั้นสาม” ต้าจินพูดด้วยความภูมิใจ
“แล้วหลิวจื่ออี้ล่ะ” เซิ่งมู่สอบถาม
“ไม่ต้องห่วงนางหรอก นางเป็ผู้สืบทอดหมอเทวดาหลิวเชียวนะ ต่อให้ไม่นับเื่นั้นนางก็เป็ถึงผู้ฝึกตนขั้นที่ห้า เท่าที่ข้าถามพี่ไป๋มา ในเมืองหลวงผู้ฝึกตนขั้นที่ห้าที่อายุเท่านางนับด้วยนิ้วมือข้างเดียวได้เลย นอกจากนี้หัวหน้าหวังก็คุ้มครองนางกับแม่นางเฉินเป็พิเศษ คนที่เราควรเป็ห่วงน่าจะเป็พี่ไป๋มากกว่ากระมัง” ต้าจินตอบพลางครุ่นคิด
เซิ่งมู่พยักหน้า พร้อมมองรอบกาย พื้นที่ตรงที่เซิ่งมู่ยืนอยู่นอกจากต้าจินที่คอยดูแลส่วนนี้ ยังมีเฉินชิงชิงและสุยอู๋ซินคอยจัดการ ทำให้ศัตรูที่มาลอบโจมตีหากไม่หมดสติไป ก็ถูกสังหารไปมากถึงห้าคนแล้ว ถึงชายชุดดำเหล่านี้จะมีฝีมือไม่ธรรมดา แต่เหล่าหนุ่มสาวในขบวนกระบี่หนึ่งสายล้วนเป็ผู้บำเพ็ญรุ่นเยาว์ที่ตระกูลใหญ่ฟูมฟักทั้งสิ้น นับประสาอะไรกับตบะพอๆ กัน จะสู้หนุ่มสาวเหล่านี้ได้อย่างไร
กระนั้นความกังวลในใจของเซิ่งมู่ก็ยังมิคลายดี หากศัตรูเลือกที่จะซุ่มโจมตีจริงๆ ก็ต้องเป็เพราะว่ามั่นใจในกำลังของตน คงไม่มีทางเอาชีวิตมาสังเวยเปล่าเช่นนี้
“ไปหาไป๋เซียวเฟิงกัน ข้ามีเื่ต้องคุยกับเขา…” เซิ่งมู่กล่าวจบก็พุ่งตัวไปกลางขบวนรบกระบี่หนึ่งสาย