อัญณิกาที่ตอนนี้ยืนใจตุ้มๆ ต่อมๆ อยู่ในลิฟต์ ซึ่งยังไม่รู้ว่าเธอจะไปเจอกับอะไรบ้าง เพราะแค่ลำพังเธอเข้ามาตัวตึกก็ตื่นเต้น อลังการ จนฉี่แทบราดอยู่แล้ว
นี่ถ้าชั้นบนมีอะไรให้ตื่นเต้นกว่านี้อีก มีหวังอัญณิกาได้ตายวันนี้แน่ๆ เลย ซึ่งเมื่อลิฟต์ส่งเสียงขึ้นและมีเลขห้าสิบแปดปรากฏให้เห็น และประตูลิฟต์ก็เปิดออก ซึ่งน่าจะตีความหมายได้ว่าถึงชั้นที่เธอควรจะออกได้แล้ว
อัญณิกาแทบจะเอามือปิดปากที่อ้าอยู่แทบไม่ทัน ทำไมมันถึงดูอลังการอย่างนี้ แค่ลิฟต์เปิดออกมาทางเดินทั้งชั้นก็เป็กระจก ทำให้มองตึกรอบๆ และใจกลางมหานครไกลสุดลูกหูลูกตาสวยงาม นี่ขนาดกลางวันนะ แล้วถ้าเป็กลางคืนจะสวยขนาดไหน หญิงสาวอดที่จะเดินทอดน่องชมความงามของวิวทิวทัศน์แทบจะไม่ไหว นอกจากสวยแล้ว ความสูงขนาดนี้ มองลงไปก็น่ากลัวไม่ใช่เล่นเหมือนกัน
“สวัสดีคะ คุณอัญณิกา ใช่มั้ยค่ะ” มีเสียงหญิงสาวซึ่งน่าจะอายุไม่มากกว่าเธอมากนักเรียกดังขึ้น
“ใช่ค่ะแต่เรียก อัญ เฉยๆก็พอคะ” อัญณิการีบตอบและส่งยิ้มให้
“ดิฉัน พิมขวัญ ผู้ช่วยเลขารองประธานกรรมการทางด้านต่างประเทศ ค่ะ เรียกว่า พิม เฉยๆก็พอนะคะ” พิมขวัญหันไปแนะนำตัวกับหญิงสาวตรงหน้าอย่างง่ายๆ พร้อมส่งยิ้มให้
“ยินดีที่ได้รู้จักคะ คุณพิม” อัญณิกาหันไปยิ้มให้อีกครั้ง แต่ครั้งนี้เธอรู้สึกว่ารอยยิ้มของพิมขวัญเหมือนจะหวาดๆ มากกว่ารอยยิ้มแรกที่เธอยิ้มให้เมื่อครู่
“คุณอัญ ตามพิมมาทางนี้เลยคะ เดี๋ยวพิมจะพาไปพบกับ คุณแมรี่ นะคะ” พิมขวัญเดินนำหน้าอัญไปอย่างคล่องแคล่ว
จนมาถึงสุดทางเดินที่เป็ห้องขนาดใหญ่พร้อมประตูบานไม้ใหญ่อยู่ข้างหน้าและมีป้ายแปะไว้ว่า ‘ห้องรองประธานกรรมการ’ ซ้ายมือซึ่งน่าจะเป็โต๊ะของเลขามีที่นั่งสองที่ อัญณิกาเดาว่าน่าจะเป็ของพิมขวัญและของใครอีกสักคน ส่วนขวามือเป็อีกห้องกระจกใสสี่เหลี่ยมเล็กๆ และมีผู้หญิงที่ดูรูปร่างอวบนิดๆ ยืนหันหลังหาแฟ้มอะไรสักอย่างอยู่ กระทั่งพิมขวัญเดินนำไปยังห้องกระจกนั้น และยกมือขึ้นเคาะประตูห้องกระจก อัญณิกาจึงแน่ใจได้เลยว่า เธอคือ แมรี่ อย่างแน่นอน
“เชิญ” เสียงแมรี่ที่ยืนอยู่ข้างในดังขึ้น
“สวัสดีคะคุณแมรี่ คุณอัญณิกามาแล้วคะ” พิมขวัญเปิดประตูเข้าไป พร้อมกับรายงานหญิงสาวต่างชาติด้วยภาษาอังกฤษ
แมรี่พยักหน้าเล็กน้อยเป็เชิงรับรู้ จากนั้นพิมขวัญก็ผายมือให้อัญณิกาเดินเข้าไปและปิดประตูลง
แมรี่มองอัญณิกาอยู่นาน จนอัญณิกายืนตัวเกร็งไม่กล้าขยับ จะนั่งลงก็ไม่กล้านั่งลง แมรี่มองเธอั้แ่หัวจรดปลายเท้า ด้วยสายตานิ่งๆ ซึ่งยากที่จะอ่านออกว่าแมรี่กำลังคิดอะไร ก่อนที่เธอจะยิ้มมุมปากเพียงแวบเดียวออกมา
“เชิญนั่งสิ อัญณิกา” แมรี่กล่าวขึ้นเป็ภาษาอังกฤษ
“ขอบคุณคะ” อัญณิกาเอ่ยขึ้น และยิ้มให้แมรี่เล็กน้อย
นี่ถ้าเป็ไปได้อัญณิกาคงอยากจะถอนหายใจดังๆ ออกมามากกว่า เพราะั้แ่แมรี่มองเธอั้แ่หัวจรดเท้า อัญณิกาไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ เพราะเธอเกร็งไปหมดทุกส่วน
‘นี่มันองกรค์ลับระดับชาติหรือไงเนี่ยที่เธอจะต้องเกร็งไปหมดทุกรูขุมขนขนาดนี้’
“เธอรู้ตำแหน่งเธอแล้วใช่มั้ย” แมรี่ถามขึ้น ขณะที่เดินอ้อมเพื่อไปนั่งเก้าอี้ของตัวเองฝั่งตรงข้ามกับอัญณิกา
“คะ พนักงานบัญชีใช่มั้ยคะ” อัญณิกาตอบแบบไม่ต้องคิด เธอสมัครตำแหน่งนี้ไปตำแหน่งเดียว
แมรี่ทำหน้างงและยกคิ้วสูงขึ้น เหมือนเธอกำลังสงสัยอะไรสักอย่าง ซึ่งอัญณิกาก็เริ่มมีสีหน้าเดียวกัน และมันคงบ่งบอกออกทางสีหน้าอย่างชัดเจน
‘นี่ฉันพูดอะไรผิดไปอีกแล้วใช่มั้ย’
“ฝ่ายบุคลไม่แจ้งตำแหน่งเธอตอนที่โทรไปแจ้งว่าได้งานหรอกเหรอ” แมรี่ถามหน้านิ่งๆ
“คือว่า อัญจำได้ว่าเขาน่าจะบอกตำแหน่งอะไรสักอย่างนะคะ แต่อัญจำตำแหน่งไม่ได้ แต่น่าจะเป็ตำแหน่งอะไรเกี่ยวกับการบัญชีคะ เพราะอัญสมัครตำแหน่งบัญชีไปอย่างเดียว แต่บัญชีส่วนไหนอัญก็จำไม่ได้เหมือนกันคะแต่ว่าไม่ต้องห่วงนะคะ อัญรับรองถ้าอัญได้ทำงาน อัญจะทำอย่างละเอียดรอบคอบ ทศนิยมสักจุด อัญก็จะไม่ให้ตกหล่นเลยคะ” อัญพูดไปยิ้มเขินๆ ไป
‘ทำไมไม่จำตำแหน่งมาให้ดีด้วยนะ ดันจำได้แต่ว่าได้งาน อัญ แกจะตกงานอีกรอบก็คราวนี้แหละ’
แมรี่ตีสีหน้าเคร่งขรึมจนอัญณิกาใและหมุนเก้าอี้หันหลังให้เธอ จากนั้นก็ยกยิ้มมุมปากเหมือนพอใจอะไรสักอย่าง ก่อนที่จะหันเก้าอี้กลับมาที่เดิม ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ดูท่าเธอจะอยากทำงานในแผนกบัญชีมากเลยสินะ” แมรี่ถามขึ้น
“ใช่คะ ม้ากมากถึงมาก... เอ่อ ...ที่สุดเลยคะ” อัญเสียงแ่ปลายเล็กน้อย เพราะเธอเพิ่งนึกได้ว่ากำลังคุยกับใคร
“แต่ฉันเสียใจด้วยนะ...” แมรี่พูดยังไม่จบอัญก็รีบพูดแทรกขึ้นทันที
“แต่แผนกบุคคลบอกว่าอัญได้งานนี้แล้วนะคะ แล้วทำไมคุณแมรี่พูดเหมือนกับว่าอัญจะไม่ได้งานนี้ละคะ” อัญที่มีสีหน้าเปี่ยมหวังกลายเป็เศร้าสลดลงในทันที
“ฉันหมายถึงว่าเธอคงไม่ได้ทำงานในแผนกบัญชีตามที่เธอหวังไว้นะสิ แต่งานที่เธอได้คือ งานผู้ช่วยเลขารองประธานกรรมการแทน เข้าใจหรือยัง” แมรี่รีบพูดเพราะกลัวเธอจะหน้าสลดไปมากกว่านี้
“ผู้ช่วยเลขารองประธานกรรมการ!” อัญอุทานขึ้น
“ใช่ตำแน่งผู้ช่วยเลขารองประธานกรรมการ เรียกง่ายๆ ก็คือ ผู้ช่วยฉันอีกที นั่นแหละ”
อัญกำลังนั่งทบทวนความคิดว่าเธอใส่ตำแหน่งนี้ไปตอนสมัครงานด้วยหรือไง แต่ก็ไม่นะ เธอไม่ได้ใส่ตำแหน่งนี้ลงไปนิ แล้วตำแหน่งนี้มาได้ยังไง อัญนั่งทำหน้ายุ่งสงสัยไปหมด จนแมรี่ต้องแกล้งกระแอมขึ้นมา เพื่อเรียกคนที่กำลังนั่งใจลอย
“หรือเธอจะไม่ทำ” แมรี่แกล้งพูดขึ้น
“ทำค่ะทำ อัญทำได้ทุกตำแหน่งคะ อัญเรียนรู้งานไว รับรองอัญทำได้อย่างแน่นอนคะ” อัญชิงพูดและส่งยิ้มให้แมรี่อีกครั้ง และถ้าเธอตาไม่ฝาด เมื่อกี้เธอแอบเห็นรอยยิ้มแมรี่นิดนึง
“ดี งั้นเธอก็ไปรายตัวกับฝ่ายบุคคล และค่อยขึ้นมาฟังฉันอธิบายหน้าที่ของเธอ” แมรี่พูดจบก็เรียกพิมขวัญให้มารับอัญณิกาไปรายงานตัวแล้วค่อยพาเธอขึ้นมาอีกที
พอออกจากห้องทำงานแมรี่ อัญก็เห็นที่นั่งอีกที่ที่ว่างอยู่เมื่อครู่ก็มีหญิงสาวหน้าตาสวยจับจองอยู่เรียบร้อยแล้ว
‘รองประธานกรรมการท่าจะต้องมีงานยุ่งมากถึงมากที่สุดแน่ๆ เล่นมีเลขาสามสี่คนขนาดนี้ แล้วเธอจะไปรอดมั้ยเนี่ย แต่เพื่อความอยู่รอด มันต้องลองกันสักตั้ง’
อัญณิกาที่ตอนนี้เดินกลับมาจากแผนกบุคคลยิ้มหน้าบ้านเป็จานเชิงกลับมาเลย เพราะเงินเดือนที่ได้มากกว่าเดิมไม่ใช่แค่สองเท่าตัว แต่เป็สี่เท่าตัว แค่คิดอัญก็ยิ้มแก้มแทบปริแล้ว งานนี้เธอคงจะได้เงินพอผ่อนค่าผ่าตัดยายอย่างสบายๆ แน่นอน
หลังจากเสร็จธุระที่ฝ่ายบุคคลเรียบร้อยแล้ว พิมขวัญพาอัญมาส่งที่ห้องแมรี่อีกครั้งเพื่อรับฟังรายละเอียดงานต่างๆ แต่ตอนนี้หน้าห้องดูแตกต่างจากเมื่อสักครู่ที่เธอลงไปเล็กน้อย เพราะตอนนี้มีบอดี้การ์ดเพิ่มมาอีกหนึ่งคนยืนอยู่ด้านหน้าประตูไม้บานใหญ่บานนั้น ช่างเป็บอดี้การ์ดผิวดำที่ร่างั์ใส่สูทเท่ห์น่าเกรงขามจริงๆ
“คุณแมรี่คะ คุณอัญมาแล้วคะ” พิมขวัญเคาะประตูอีกครั้งเพื่อบอกแมรี่
“ขอบใจ” แมรี่ที่นั่งตรวจแฟ้มเอกสารอยู่พยักหน้าเล็กน้อย
“นั่งสิ” แมรี่เห็นอัญยืนเก้ๆ กังๆ อยู่พักใหญ่แล้ว จึงเงยหน้าจากเอกสารแล้วพูดขึ้น
“คะ” อัญยิ้มเขินๆ เธอจะกล้านั่งได้ยังไง ถ้าเ้าของห้องยังไม่ได้บอกให้นั่งเลย อย่างน้อยเธอก็ควรรักษามารยาทอันมีอยู่น้อยนิดของเธอบ้าง
“คราวหน้าถ้าเ้าของห้องนั่งแล้ว ก็ถือว่าเป็คำอนุญาตให้เธอนั่งได้ ไม่ต้องรอให้เ้าของห้องเชิญทุกครั้งหรอกนะ”
“คะ”
“แล้วก็นี่รายละเอียดงานของเธอ” แมรี่วางกระดาษเอสี่สีขาวทั้งปึกหนาประมาณร้อยกว่าหน้าลงตรงหน้าอัญ แต่ก่อนที่หญิงสาวจะทันหยิบมัน แมรี่ก็หยิบกลับมาไว้ข้างตัวเช่นเดิม
‘โอ้ย แล้วเธอจะอ่านหมดมั้ยเนี่ย นั่นคือหน้าที่งานทั้งหมดเหรอนี่ ค่าแรงสี่เท่าที่ได้มาคงจะแลกกับหยาดเหงื่อแรงงานเยี่ยงข้าทาสบริวารแน่นอน’
“เธออ่านทั้งหมดนี่คงจะเสียเวลา ถือว่ามันคือคู่มือเอาไว้เปิดอ่านวันก็ได้ ฉันจะอธิบายให้เธอฟังคร่าวๆ แล้วกัน จะได้เข้าใจง่ายขึ้น” แมรี่เอ่ยพร้อมยกยิ้ม
เธอยิ้มอีกแล้ว รอบนี้ตาไม่ฝาดแน่นอน ก็ยังดีที่พระเ้ายังเห็นใจผู้หญิงตัวเล็กๆ แบบเธอ จากกระดาษเอสี่หนึ่งปึกมาเป็คำพูดแทน ไม่งั้นเธอจะต้องนั่งอ่านมันทั้งวันแน่
“หน้าที่เธอก็คือ ดูแลเื่ส่วนตัวของท่านรองประธาน” อัญถึงกับตาโตพร้อมเครื่องหมายคำถามบนหน้า
อัญณิกา! ฉันว่าตอนนี้เธอคง้ากระดาษเอสี่ปึกนั้นมากกว่าคำอธิบายหนึ่งประโยคเมื่อกี้แล้วล่ะ อะไร! คือเื่ส่วนตัว แล้วมันต้องส่วนตัวขนาดไหนถึงใช้คำว่าส่วนตัว แล้วทำไมต้องมีเลขาส่วนตัวที่จัดการเื่ส่วนตัว ไม่ๆ อัญญิกา! เพื่อเงินเธอต้องทำได้ ท่องไว้
“เอ่อ.. เื่ส่วนตัว เหรอค่ะ” อัญถามอีกครั้งให้แน่ใจ
“ใช่”
“แล้ว... เอ่อ ... ส่วนตัวที่ว่านี่คือส่วนตัวแบบไหนเหรอค่ะ คือส่วนตัวที่เป็ส่วนตัวมากๆ เหรอค่ะ”
“อืม จริงๆ จะว่าแบบนั้นก็ได้นะ” แมรี่พูดพร้อมรอยยิ้ม ซึ่งเป็รอยยิ้มที่ดูแล้วในสายตาอัญณิกามันดูน่าขนลุกมากๆ
“เอาเป็ว่าฉันจะพาเธอไปดูบริเวณโดยรอบ แล้วอธิบายงานไปพร้อมๆ กัน ส่วนนี่คู่มือเธอพกใส่กระเป๋าไว้” แมรี่ยื่นกระดาษเอสี่ปึกนั้นคืนให้อัญณิกา
“คะ” อัญรับไว้และเอาเอกสารปึกใหญ่ใส่กระเป๋าสะพายข้างของเธอ
“อ่อ ต่อไปกระเป๋าเธอคงต้องใหญ่กว่านี้อีกนิดนึงนะ มีใช่มั้ย”
“คะ”
“ดี เพราะถ้าไม่มีเธอสามารถซื้อใหม่ แล้วมาเบิกบริษัทได้เลย เพราะเธอจำเป็ต้องใช้มันมากๆ เชื่อฉันเถอะ”
‘แม่เ้า ตำแหน่งอะไรกัน เปลี่ยนกระเป๋าก็เบิกบริษัทได้ด้วย ดีจริงๆ’
“ได้เวลาไปดูพื้นที่รอบๆ และอธิบายงานกับเธอแล้ว” แมรี่พูดแล้วเดินนำอัญออกไปภายนอกห้อง
“ห่วยแตก!”
แมรี่เดินพ้นประตูแล้วต้องหยุดกะทันหันเพราะเสียงข้างหลัง ที่ประตูบานไม้ใหญ่ปิดลงดังโครมแล้วตามด้วยเสียงตำหนิที่แม้ไม่ได้ดังลั่น แต่ฟังแล้วมีอำนาจน่าเกรงขามอยู่ในน้ำเสียง ส่วนอัญที่กำลังจะพ้นประตูออกมาต้องชะงักเพราะภาพตรงเหตุการณ์หน้า มันดันอยู่ตรงหน้าเธอพอดี
“ผมบอกคุณไปั้แ่ก่อนให้คุณไปแก้แล้วใช่มั้ย ว่าให้ดูให้รอบคอบ เพราะถ้ามีอะไรผิดสักตัวความเสียหายมันมีมูลค่ามหาศาล ถ้าทำไม่ได้ก็อย่าทำหรือไม่ก็ให้แมรี่ตรวจมาก่อน ผมขอพูดเป็ครั้งสุดท้าย ถ้าผมได้รายงานแบบนี้อีก คุณจะไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้อีกแน่คุณมาดา” ราฟสั่งความด้วยเสียงอันทรงอำนาจเสร็จก็ทำท่าจะหมุนตัวเพื่อเดินเข้าห้อง แต่หางตาดันหันมาสะดุดกับผู้หญิงร่างเล็กใบหน้าหวาน ตาสีตาลโตผมสีน้ำตาลยาวเป็ลอนเคลียบ่า ที่หน้าประตูห้องแมรี่ซะก่อน
“สวัสดีคะ” อัญทำหน้าบอกบุญไม่รับและโค้งตัวลง เธอก้มหน้าลงกับพื้นเหมือนเป็การทำความเคารพ แต่จริงๆ เธอแค่ไม่มีที่หลบเท่านั้นเอง เพราะดันไปสบตาสีเทาดุกร้าวของราฟเข้าพอดี เธอจึงไม่รู้จะทำยังไง ก็ทำมันแบบนี้แหละว่ะ
...............................................................
ขอบคุณสำหรับการติดตาม อย่าลืมเพิ่มเข้าชั้นหนังสือกัน และกดlove เพื่อรออัพเดตนะจ้า
มาพูดกับไรท์ได้นะจ๊ะ ด่าได้ถ้าไรท์ทำร้ายตัวละครเกิน แต่อย่าแรงเดี๋ยวไรท์เจ็บนะจ๊ะ รีดที่รัก ....
ฝากติดตามเพจในลิิ๊งค์ด้านล่าง หรือ คลิ๊กที่นี่
https://www.facebook.com/ainkfanamtalay/
