"นี่เป็อะไรไป... หรือว่านอนนานเกินไปจนฝันร้ายหรือ"
ชุยซื่อคิดว่านางใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะหาเสียงของตัวเองเจอ ทว่าเมื่อประโยคนั้นลอยเข้าหูสวี่ิสือ... เขากลับไม่เคยได้ยินท่านแม่ใช้น้ำเสียงอ่อนโยนระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าจะทำสมบัติล้ำค่าเปราะบางแตกสลายเช่นนี้พูดกับใครมาก่อนเลย!
"อืม... ฝันร้ายยาวนานมาก..." สวี่ิอี้ตอบรับส่ง ๆ ด้วยน้ำเสียงสะอื้น
เื่ราวที่เผชิญก่อนตายช่างเหมือนกับฝันร้ายฉากหนึ่งจริง ๆ
ส่วนเื่ที่ว่าทำไมตายแล้วถึงยังฝันต่อไปได้ นางเองก็ประหลาดใจจนหาคำตอบไม่ได้เช่นกัน ถึงอย่างไรนี่ก็เป็การตายครั้งแรก ไม่มีประสบการณ์มาก่อน สถานการณ์เช่นนี้นับเป็สิ่งที่นางคาดไม่ถึง
เพียงแต่ไม่รู้ว่าความฝันนี้จะเลือนหายไปในเร็ว ๆ นี้หรือไม่
นางกอดชุยซื่อไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
เมื่อรับรู้ได้ถึงความกระวนกระวายของบุตรสาว ชุยซื่อก็รู้สึกปวดใจเป็อย่างยิ่ง ปวดใจยิ่งกว่าตอนเล่นไพ่หม่าเตี้ยวเสียเงินไปหนึ่งพันตำลึงเสียอีก
นางตบหลังเด็กสาวเบา ๆ ปลอบโยนเสียงอ่อน "ไม่เป็ไร เพียงแค่ฝันไปเท่านั้น ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป หนังสือภูตผีปีศาจเร้นลับพวกนั้นก็อย่าไปอ่านอีกเลย..."
เื่นี้ต้องโทษอารองที่ชอบออกความคิดแย่ ๆ บอกว่าอ่านของพวกนั้นแล้วจะช่วยให้ตาสว่าง ถึงได้ทำให้เด็กสาวใจนเก็บไปฝันร้าย
เมื่อคิดเช่นนั้นนางจึงกล่าวอีกว่า "หากกลัวมากจริง ๆ ก็ไปนอนที่เรือนข้าแม่สักสองสามคืน..."
มารดาคือที่พึ่งพิงอันทรงพลังที่สุดในโลกนี้ มีมารดาอยู่ เด็กถึงจะอุ่นใจได้ใช่หรือไม่เล่า
สวี่ิสือฟังแล้วถึงกับมุมปากกระตุก
ท่านแม่ช่างเก่งกาจเื่ฉวยโอกาสตอนคนกำลังอ่อนแอจริง ๆ
เพียงแต่สถานการณ์เช่นนี้ประหลาดเกินไปจริง ๆ เขาทนไม่ไหวจนต้องเอ่ยทำลายบรรยากาศ "ตกลงว่ายังจะให้ข้าไปซื้อของกินกลับมาให้อีกหรือไม่ หากไม่เอา ข้าจะได้กลับไปอ่านหนังสือ"
สวี่ิอี้ที่ยังคงกอดชุยซื่ออยู่ส่ายหน้า
นางไม่หิว และยิ่งไม่อยากเสียเวลาไปกับเื่กิน นางแค่อยากอยู่กับครอบครัวให้นานอีกหน่อย พูดคุยกันให้มากขึ้นอีกนิด
ทว่าสวี่ิสือกลับเอ่ยขึ้น "เมื่อวานเ้าไม่ได้บอกว่าอยากกินปิงเฟิ่นของหอชิงเฟิงหรือ"
ปิงเฟิ่นของหอชิงเฟิงหรือ?
ปิงเฟิ่นน้ำตาลทรายแดงเย็นฉ่ำใสแจ๋ว ้าโรยด้วยบัวลอยเม็ดเล็กเคี้ยวหนึบหนับ ตามด้วยถั่วลิสง แตงโมหั่นเต๋าสดใหม่ และลูกเกดโรยทับเป็ชั้น... ตักเข้าปากสักช้อน หวานแต่ไม่เลี่ยน ทั้งยังสดชื่นดับร้อน
สวี่ิอี้ยื่นหน้าออกมาจากอ้อมกอดของชุยซื่อ ั์ตายังมีน้ำตาคลอเบ้า นางมองไปทางสวี่ิสือ "นอกจากปิงเฟิ่นกับเกี๊ยวกุ้งหยกของหอชิงเฟิงแล้ว ข้ายังเอาซาลาเปากับขนมพุทราของร้านกัวจี้ด้วย... แล้วก็เป็ดย่างหนังกรอบของถนนเหอซื่อ จำไว้ว่าต้องแล่ให้บางหน่อย ขอแผ่นแป้งห่อเยอะ ๆ ด้วยนะ..."
"...เ้ากินไหวหรือ"
อีกทั้งสถานที่พวกนี้ก็ไม่ได้อยู่ใกล้ ๆ กันเลย นี่ตั้งใจจะหลอกใช้เขาให้เหนื่อยตายใช่หรือไม่
ชุยซื่อถลึงตาใส่ "ทำไมจะกินไม่ไหว! รีบไปสิ ปิงเฟิ่นต้องจำไว้ว่าให้หล่อน้ำแข็งมาด้วย ส่วนเนื้อเป็ดก็ห้ามปล่อยให้เย็นชืดล่ะ!"
เจาเจาอยากกิน ต่อให้ต้องเหมาของกินทั้งเมืองหลวงกลับมา ให้นางชิมแค่อย่างละครึ่งคำก็ย่อมได้!
สวี่ิสือมีสีหน้าระอาใจ แต่ก็พาบ่าวรับใช้ออกจากจวนไปโดยไม่ชักช้า
สวี่ิอี้กินจนอิ่มแปร้
ส่วนชุยซื่อนั้น เพราะพ่อบ้านมาตามตัวบอกว่ามีธุระสำคัญ ดังนั้นจึงต้องกลับไปพบคนก่อน เพียงแต่รับปากว่าตอนเย็นจะมาอยู่เป็เพื่อนใหม่
เฮ้อ ลูกสาวติดคนเกินไปก็เป็เื่ยุ่งยากเหมือนกันนะ
แต่นางยังรับไหว ต่อให้ติดแจยิ่งกว่านี้อีกสักหน่อยก็ไม่เป็ไร
หลังจากชุยซื่อจากไป อาขุยก็ยกยาเข้ามา
"นี่คือยาอะไร" สวี่ิอี้ถาม
อาขุยชะงักไปเล็กน้อย "ย่อมเป็ยาที่นำมารักษาอาการหลับใหลผิดปกติของคุณหนูสิเ้าคะ"
อาการหลับใหลผิดปกติ?
สวี่ิอี้ประหลาดใจเล็กน้อย
ความฝันนี้ช่างประหลาดนัก ถึงขั้นมีเื่ที่นางเคยป่วยด้วยอาการหลับใหลผิดปกติในอดีตโผล่มาด้วย
"วางไว้เถอะ"
นางกินยาที่ไม่จำเป็เพราะ 'อาการป่วย' นี้มามากพอแล้ว ในฝันย่อมไม่มีเหตุผลให้ต้องรนหาความขมขื่นใส่ตัวอีก มีพื้นที่ในกระเพาะ สู้เก็บเอาไว้กินปิงเฟิ่นอีกสักชามจะไม่สบายตัวกว่าหรือ
"คุณหนู..." อาขุยเพียงคิดว่านิสัยดื้อรั้นของคุณหนูตนกำเริบขึ้นมาอีกแล้ว
แต่ไม่รู้ว่านึกอะไรขึ้นได้ สาวใช้ที่มักจะรอบคอบระมัดระวังมาตลอดกลับไม่ได้เอ่ยปากเกลี้ยกล่อมให้มากความอีก
เวลานั้นเอง ด้านนอกก็มีเสียงพูดคุยดังขึ้น
"เจาเจาตื่นแล้วหรือ" นี่คือเสียงอันอ่อนหวานน่าฟังของเด็กสาวคนหนึ่ง
สวี่ิอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ในหัวเพิ่งจะมีความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา แต่วินาทีต่อมา จู่ ๆ ทุกอย่างก็กลับกลายเป็ขาวโพลน
"คุณหนู!"
อาจูรีบถลันเข้าไปประคองสวี่ิอี้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้และผล็อยหลับไปอย่างกะทันหันเอาไว้
"เจาเจาหลับไปอีกแล้วหรือ"
เมื่อเห็นอาขุยเดินออกมา เด็กสาวที่รออยู่ด้านนอกก็ชะโงกหน้าถามเสียงเบา
เด็กสาวผู้นั้นอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปี รูปร่างสูงโปร่งอรชร หน้าตาค่อนข้างธรรมดา ทว่าผิวพรรณขาวสะอาด เสื้อผ้าเครื่องประดับที่สวมใส่ดูเหมือนจะเรียบง่ายแต่กลับแฝงความพิถีพิถัน ด้วยเหตุนี้จึงช่วยขับเน้นบุคลิกที่ดูหมดจดเรียบง่ายออกมาได้หลายส่วน
อาขุยพยักหน้าเบา ๆ เด็กสาวพลันถอนหายใจด้วยความกังวล
นางกับอาขุยเดินออกไปที่โถงด้านนอกด้วยกัน จู่ ๆ ก็เอ่ยถามขึ้น "ได้ยินว่าวันนี้ฮูหยินมาหรือ ่นี้เจาเจาป่วย อารมณ์จึงยากจะควบคุมอยู่บ้าง... คงไม่ได้ทำให้ฮูหยินโกรธเคืองหรอกใช่หรือไม่"
"คุณหนูกับฮูหยินเข้ากันได้ดีมากเ้าค่ะ"
บนใบหน้าของเด็กสาวปรากฏแววประหลาดใจกึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ
ที่แท้ข่าวที่นางได้ยินมาก็เป็เื่จริงหรือนี่
เจาเจาสวมกอดฮูหยินแล้วเรียกท่านแม่จริง ๆ น่ะหรือ?
นางยังคิดจะถามอะไรอีก ทว่ากลับเห็นอาขุยจ้ำอ้าวกลับเข้าไปในมุขเรือนด้านข้างเสียแล้ว
ผ่านไปเช่นนี้สามวัน สวี่ิอี้ก็ตื่นขึ้นจากการหลับใหลอีกครั้ง ทว่านางกลับเอนพิงหน้าต่างและตกอยู่ในห้วงภวังค์ความคิด
ความฝันฉากนี้ช่างยาวนานและสมจริงเกินไปแล้วจริง ๆ
ในตอนแรกนางเอาแต่จมอยู่กับความปีติยินดีที่ได้พบหน้าครอบครัวอีกครั้ง รายละเอียดหลาย ๆ อย่างจึงไม่ทันได้คิดให้ถี่ถ้วน สองวันนี้พอสังเกตให้ละเอียด ก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจมากขึ้นเรื่อย ๆ
ดูจากเงาใบหน้าของตนเองในกระจก อายุของทุกคนรอบกาย ตลอดจนเื่เล็กเื่ใหญ่อย่างการที่ท่านปู่ของนางกำลังจะกลับเมืองหลวงในเร็ว ๆ นี้... ทั้งหมดใน 'ความฝัน' ฉากนี้ของนาง ล้วนเป็สถานการณ์เมื่อหกปีก่อนทั้งสิ้น!
สรุปแล้วนี่คือความฝัน หรือนางได้ย้อนเวลากลับมาตอนอายุสิบหกปีจริง ๆ กันแน่?
ข้อสันนิษฐานสับสนวุ่นวายมากมายผุดขึ้นในหัว หัวใจของสวี่ิอี้เต้นระรัว
เวลานี้ นางจำเป็ต้องไปพิสูจน์ข้อสันนิษฐานเหล่านี้...
"คุณหนู ได้เวลาดื่มยาแล้วเ้าค่ะ"
อาขุยประคองถาดถ้วยยาเดินเข้ามา
สวี่ิอี้กล่าว "อาจู ไปเฝ้าอยู่ด้านนอก"
อาจูรับคำโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
"ยาชามนี้ ต่อไปไม่ต้องต้มมาอีกแล้วนะ" สวี่ิอี้มองถ้วยยาบนถาดในมืออาขุยแล้วเอ่ยไปตามตรง
อาขุยเงยหน้ามองนางอย่างประหลาดใจ
น้ำเสียงของเด็กสาวราบเรียบ ดูไม่เหมือนการเอาแต่ใจเลยสักนิด... แต่ถ้าไม่ใช่เพราะไม่อยากกินยา แล้วเหตุใดคุณหนูถึงพูดเช่นนี้ออกมาเล่า
ถึงอย่างไรคุณหนูของนางก็รักชีวิตตนเองมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว การป่วยเป็โรคประหลาดในครั้งนี้ หลายต่อหลายครั้งที่พอลืมตาตื่นขึ้นมา ประโยคแรกก็คือ ‘อาขุย ยาของข้าล่ะ’ ทุกครั้งที่เชิญหมอคนใหม่หรือหมอหลวงมา ก็หนีไม่พ้นต้องเอ่ยถามสักประโยคว่า ‘ท่านหมอ โรคของข้าจะถึงตายหรือไม่’
เพราะมีหมอคนหนึ่งเคยพูดคลุมเครือว่า 'หมอชราอย่างข้าไม่เคยพบเห็นโรคประหลาดเช่นนี้มาก่อน หากยังคงหลับใหลเช่นนี้ต่อไปนาน ๆ ร่างกายจะสูญเสียสมดุล เกรงว่าจะทำลายรากฐานสุขภาพเอาได้' ตอนนั้นคุณหนูกัดฟันทนจนหมอผู้นั้นจากไป แล้วค่อยหันกลับไปซุกหน้าลงกับหมอนร้องไห้โฮออกมาชุดใหญ่ ทั้งยังสะอื้นไห้อย่างตรงไปตรงมาว่า 'ข้ายังสาว ข้าไม่อยากตาย' 'หากข้าตายไป ท่านปู่กับท่านพ่อต้องรับไม่ไหวแน่... ลองคิดดูให้ดี หากไม่มีข้า จวนเจิ้นกั๋วกงกว่าแปดเก้าส่วนก็คงพังทลายตามไปด้วย'— พอพูดเช่นนี้ ก็ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม
เมื่อคิดถึงเื่เหล่านี้ แววตาของอาขุยที่นอกจากจะกังวลแล้ว ก็ยังมีความงุนงงเพิ่มมากขึ้นไปอีก "เหตุใดคุณหนูถึงไม่อยากกินยาแล้วล่ะเ้าคะ"
สวี่ิอี้ไม่ตอบ ทว่ากลับเป็ฝ่ายถามขึ้น "หลายครั้งก่อนหน้านี้ที่ข้าไม่อยากกินยา เ้าก็ไม่ได้พยายามเกลี้ยกล่อมให้มากความ นี่เป็เพราะเหตุใดกัน"