ตอนที่ 11
สิ้นสุดการทดสอบ
“ มีด..?” ฟางจงเต้าเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ เมื่อเห็นมีดในมือของหานเฟิง
“ ใช่ เพียงมีด ระดับมนุษย์” หานเฟิงกล่าวเสริม
“ เ้าจักประลองกับข้าด้วยมีด?”
“ ถูกแล้ว”
“ แล้วจักให้ข้าใช้อะไร?”
“ ตามที่ท่าน้า”
ได้ยินคำของหานเฟิง ก็พลันให้มุมปากของฟางจงเต้ากระตุก ขบคิดไปว่า ‘ ตามที่ข้า้า? ใยไม่ใช่มั่นใจในตัวเองเกินไปแล้ว’
“ บอกกล่าวต่อเ้าตามตรง ให้ดวลมีดนั้นข้าจึงไม่ถนัด หากที่ข้าถนัดจึงเป็ทวนยาว แต่ไหนเลยที่ข้าจะเอาเปรียบเ้าด้วยการใช้ทวนได้”
“ เอาเปรียบ?” หานเฟิงเลิกคิ้วทวนคำอย่างสงสัย “ เอาเปรียบอย่างไร?”
“ ทวนยาวกว่ามีด นั่นจึงเรียกว่าเอาเปรียบ”
หานเฟิงส่ายหน้า “ แต่ข้ามีมีดสองเล่ม”
ฝูงชนได้ยินคำของหานเฟิงก็พากันกลั่นหัวร่อ ต่างก็พากันขบคิดไปแล้วว่าไอ้หมอนี่ใช่ถูกใครทุบตรีศีรษะมาจริงๆหรือไม่ มีดสองเล่ม?... มีดสองเล่มคืออันใด นั่นคือต้องแบ่งใจควบคุมทั้งสองฝั่งซ้ายขวา ไหนเลยจะง่ายดายเพียงคำกล่าวเช่นนั้น
“ เ้าใช่เสียสติไปแล้วหรือไม่ มีดสองเล่มย่อมต้องแบ่งใจใช้สอง ไหนเลยจะง่ายดายปานนั้น” ฟางจงเต้ากล่าวท้วง หากคำกล่าวต่อมาของหานเฟิงก็พลันให้มุมปากของมันต้องกระตุกขึ้นมาอีกครา
“ ข้าย่อมสามารถ”
‘ ข้าย่อมสามารถ... ไหนเลยจะมีคนสามารถเปร่งถ้อยวาจาโดยไม่ขบคิดได้เช่นนี้ ไอ้เ้าหนุ่มนี่มันไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเสียแล้ว’ หากฟางจงเต้ายังข่มใจระงับอารมณ์ เพราะทราบดีว่าเ้าหนุ่มตรงหน้าผู้นี้ คล้ายจะมีความสัมพันธ์กับอู๋เจี๋ยอยู่บ้าง ซึ่งตัวมันก็ไม่อยากผิดใจกับคนที่มาจากนครหลวง
“ เช่นนั้นข้าจะใช้มือเปล่า รับมือกับมีดของเ้า”
“ ท่านใช้มือเปล่า ข้าก็จะใช้มือเปล่า จะอย่างไรนี่ก็เป็เพียงแค่การประลอง ข้าไม่อยากเอาเปรียบท่าน”
ได้ยินคำของหานเฟิงก็พาให้มุมปากกระตุกเป็หนที่สาม ขบคิดไปว่า ‘ ข้าบอกใช้ทวนยาวเป็การเอาเปรียบมีดสั้น มันบอกไม่ พอข้าใช้มือเปล่าสู้ ก็จักขอใช้มือเปล่าตามข้า บอกไม่อยากเอาเปรียบ...บัดซบ แบบนี้มันหยามกันชัดๆ’ ฟางจงเต้าพยายามข่มโทสะที่ยากจะระงับ ก่อนสะบัดมือเรียกทวนยาวออกมาจากแหวนมิติ แต่ทันทีที่ทวนยาวปรากฏ ก็คล้ายจะบังเกิดเสียงฮือฮาขึ้นจากกลุ่มคน เพราะพบว่าศิษย์วังหยุดผู้หนึ่งก็สามารถแหวนมิติได้
“ ทวนก็ทวน ที่ข้าใช้ก็เป็ทวนระดับมนุษย์เช่นกันกับมีดของเ้า ทีนี้ก็ไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบเสียเปรียบแล้วกระมัง” ฟางจงเต้ากล่าวอย่างหงุดหงิด
หานเฟิงพยักหน้ารับเป็เชิงเห็นด้วย ทว่ากลุ่มคนที่เหลือต่างพากันส่ายหน้าเป็ระวิง จะอย่างไรพวกมันก็ไม่เห็นด้วยอย่างสิ้นเชิง ทวนจะอย่างไรก็ยาวกว่ามีด ได้เปรียบเื่ระยะจู่โจม ทั้งมีด...ยังเป็มีดสองเล่ม ที่ต้องแบ่งใจใช้สอง การควบคุมหาใช่ง่ายดายเช่นสมองคิดปากพูดไม่
“ แล้วจะประลองเช่นไร? ตัดสินเช่นไร?” ฟางจงเต้าที่แม้รู้สึกเสียหน้าอยู่บ้าง ที่ต้องเอาเปรียบเด็กน้อยอายุห่างจากตัวเองสิบปีผู้นี้ด้วยการใช้ทวนประลองกับมีด แต่เห็นว่าอู๋เจี๋ยไม่คัดค้าน ก็ได้แต่ต้องปล่อยให้เลยตามเลยไป
“ เพียงรบกวนท่านลดระดับพลังลงมา ให้เท่ากันกับข้า ส่วนการตัดสิน...” กล่าวถึงตรงนี้ก็หมุนตัวไปหาอู๋เจี๋ย “ รบกวนผู้าุโเป็ผู้ชี้ขาด”
อู๋เจี๋ยขบคิดเล็กน้อยก่อนกล่าวขึ้นว่า “ ย่อมได้... ” พอกล่าวถึงตรงนี้ ก็สะบัดมือคราหนึ่งก่อนจะเห็นว่าบนลานหินปรากฏเส้นสายขีดหนึ่ง วกอ้อมเป็วงกลมวงใหญ่ คล้ายดั่งลานประลอง “ แต่ถ้าขาของผู้ใด ก้าวออกจากเส้นที่ข้าวงไว้...แพ้” อู๋เจี๋ยกล่าวโดยไม่แสดงอารมณ์ หากในใจยังคาดหวัง ที่จะได้เห็นความสามารถบุตรชายของสหาย ที่คุยโวว่าเก่งนักเก่งหนา เื่สรรพศัสตราผู้นี้
“ การประลองย่อมมีเหตุผิดพลาด าเ็สูญเสียขึ้นมา ก็อย่าได้ร่ำร้องเสียใจในภายหลัง” ฟางจงเต้ากล่าวขณะหมุนควงด้ามทวนอย่างคล่องแคล่ว ทั้งมันยังลดระดับพลังลงมาอยู่ขอบเขตปราณพื้นฐานขั้นที่สามเช่นเดียวกันกับหานเฟิงแล้ว
หานเฟิงชมดู ก็คาดเดาไปว่าทักษะการใช้ทวนของคนผู้นี้ย่อมไม่ต่ำทราม ทั้งไม่แน่ว่าเคล็ดวิชาที่ใช้ฝึกปรืออาจมาในแนวทางของศัสตราที่มันใช้ ทว่า การดวลเดี่ยวในขบเขตพื้นฐานเช่นนี้ อย่างมากที่สุดก็ใช้ได้เพียงแค่เคล็ดวิชาท่าร่าง แล้วต้องดูผลแพ้ชนะกันจากความชำนาญในอาวุธ และชั้นเชิงในการต่อสู้อีกที แต่ถ้าจะให้วัดกันด้วยเื่ชั้นเชิง ชายหนุ่มก็คิดว่า ตัวมันในตอนนี้ที่เคยผ่านประสบการณ์การต่อสู้เป็ตายมาหนึ่งชาติภพ ก็หาได้เป็รองผู้ใด
“ ข้าย่อมทราบดี” หานเฟิงกล่าวรับ ก่อนกระชับมีดทั้งสองในมือมั่น จากนั้นจึงสาวเท้าเป็ฝ่ายบุกโดยไม่รั้งรอ
ร่างบางในชุดดำของหานเฟิง โน้มตัวต่ำพุ่งตัวไปด้านหน้า โดยมิได้ใช้ท่าร่าง มีดในมืองำประกาย แฝงสภาวะคุกคามดุดันที่ยังไม่ปล่อยออก ยามเมื่อเข้าระยะจู่โจมของฟางจงเต้า ก็หยั่งเท้าล่อหลอก ให้คู่ต่อสู้ใช้ทวนตีสกัดกั้น
ฟางจงเต้าเห็นชายหนุ่มซ่อนคมมีด วิ่งมาหมายจู่โจมอย่างเร้นลับ ก็มิยอมให้ทำสำเร็จ มันวาดทวนแนวขวาง มาดหมายตีสกัด วาดหวังว่าคมทวนจะกรีดทำร้ายชายหนุ่มจนาเ็กันสักครา ทว่า หานเฟิงกลับรั้งเท้าหยุดชะงัก สภาวะโถมตัวกลายเป็หยุดนิ่ง คล้ายจงใจ เห็นเช่นนั้นฟางจงเต้าก็นึกแค้นเจ็บใจ ที่แท้ตนกลับถูกเด็กผู้หนึ่งล่อหลอกให้โจมตี แต่ไหนเลย ตัวมันก็มิใช่ไก่อ่อน ทวนวาดออกไปได้ครึ่งกระบวนก็ถูกรั้งหยุด ทั้งยังหยุดได้อย่างเหมาะเจาะพอดียิ่ง คมทวนชี้กลางอกของหานเฟิง
เสือกแทง…
หวดฟาด หยุด และแทง เป็สามขั้นตอนสั้นๆแค่เพียงชั่วพริบตา ทว่า หานเฟิงยังคงสามารถเบี่ยงตัวหลบได้อย่างฉิวเฉียด กระทั่งว่าหลบได้แล้วยังไม่ดีดทะยานออกห่างตามสัญชาตญาณ เพื่อระวังการจู่โจมจากคมทวนที่มีระยะไกล หากที่ชายหนุ่มเลือกกระทำ กลับเป็ถีบเท้าทะยานเข้าหา ทั้งเป็ในขณะที่คมทวนเลยผ่านตัวมันไป
เห็นการตัดสินใจในชั่วพริบตาของชายหนุ่ม ก็พลันให้ฟางจงเต้ากลายเป็ตื่นตระหนก ไหนเลยที่ชายหนุ่มแค่วัยสิบหกผู้หนึ่งจะมีชั้นเชิงการต่อสู้ได้เผ็ดร้อนเช่นนี้ ไม่เลี่ยงหลบตามสัญชาตญาณ หากกลับมุ่งหมายจู่โจมตามความ้าของตน
‘ เด็กคนนี้...ไม่ธรรมดา’
คมทวนเลยผ่านร่างไปแล้ว แถมสภาวะโถมจู่โจมของหานเฟิงก็มิใช่เชื่องช้า ไหนเลยที่ฟางจงเต้าจะชักทวนกลับต้านรับคมมีดที่ซ่อนประกายเย็นเหยียบทั้งสองได้ทัน
...ถอยหนี!!!
เป็วิธีเดียวที่แม้จะเสียหน้าในฐานะาุโ หากฟางจงเต้าจำต้องเลือก เพราะสถานการณ์บีบบังคับ ทวนยาวมีจุดเด่นคือการจู่โจมที่กว้างไกล แต่ถ้าถูกคลุกวงในนั่นคือจุดอ่อนเช่นกัน ดั้นนั้นที่ทำได้มีเพียง ถอย…
ร่างบางในชุดสีดำของหานเฟิงโถมตัวเรียดไปกับด้ามทวน ด้ามทวนขนาบกายย่อมไม่เป็ภัยต้องป้องกัน กระนั้น ต้องยังดูวิธีการแก้ทางของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งมันเห็นว่าฟางจงเต้าถีบเท้าถอยหนี สภาวะท่าเท้าเคลื่อนคล้อยบางเบา เป็ท้าวก้าวเมฆาอันเลื่องชื่อแห่งอาณาจักรเมฆคราม
ฟางจงเต้าก้าวถอยจนคมทวนผ่านกายเป้าหมาย ก็เสือกแทงกลับไปคราหนึ่ง กลับเห็นเพียงหนึ่งประกายเย็นเหยียบแลบวาบ คมทวนเบี่ยงออกข้างไปอย่างแยบคาย
หานเฟิงตีสกัดการรุกจู่โจมขณะถอยของฟางจงเต้า หากเท้ายังไม่หยุดรั้ง สภาวะกายยังคงโถมจู่โจมไปเบื่องหน้าอย่างดุดัน แต่ไหนเลยที่วิ่งธรรมดาจะเทียบได้กับท่าร่างอันเลื่อนลอยรวดเร็ว
ฟางจงเต้าเห็นหานเฟิงตีขัดการจู่โจมขณะล่าถอยของตนได้สำเร็จ ทั้งสภาวะโหมบุกก็ยังไม่สะดุดติดขัด ก็ไร้วิธีการรับมือไปชั่วขณะ จึงรีบสืบเท้าถอยหนี วงอ้อมเป็วงใหญ่ด้วยเท้าก้าวเมฆาที่สำเร็จถึงขั้นเชี่ยวชาญ
ท้าวก้าวเมฆาอันเคลื่อนคล้อย จะอย่างไรก็เป็ถึงเคล็ดวิชาธาตุลม คุณสมบัติของลม คือความคล่องแคล่วว่องไว จึงกล่าวได้ว่า ท้าวก้าวเมฆาเป็เอกในท่าร่างทั้งปวง แม้มิได้เร็วที่สุด หากพลิกแพลงหลากหลายเป็ที่สุด
หานเฟิงก็ยอมรับเช่นนั้น หากนั่นเป็เพียงขอบเขตที่ยอมรับได้จากบนดาวดวงนี้ ที่แดนเทพ เท้าก้าวเมฆา ยังไม่นับเป็อันใด ซึ่งอันที่จริงตัวมันเองก็มีวิชาท่าร่างอันวิจิตพิสดารอยู่บ้าง หากติดตรงที่ตัวมันมิ้าจะเปิดเผย จึงเลือกใช้เพียงวิ่งไล่ธรรมดาไป แต่กระนั่น ยังได้ผลเกินคาด คู่ต่อสู้หวาดหนีสืบเท้าถอยห่างไปจนไกล
หานเฟิงหยุดเท้ามิได้รุกไล่ต่อ เพียงยืดตัวขึ้น มองฟางจงเต้าที่เลี่ยงหลบจนไปยืนตั้งท่าชิดขอบสนามที่ฝั่งตรงข้าม สนามประลองเงียบสงบ ฝูงชนชมดูก็เงียบสงบ จนคล้ายจะลืมหายใจ การต่อสู้เมื่อครู่ แม้แลกกันไปไม่กี่กระบวนท่า หากชมดูกลับตื่นเต้นใยิ่ง กล่าวเล่าเื่ราวเหล่านี้ออกไป คงไร้คนเชื่อ มีดสั้นสองเล่มที่งำประกาย กลับรุกไล่คมทวนที่สง่าผ่าเผย จนล่าถอยไม่เป็กระบวน
ฟางจงเต้าหลบหนีมาได้สำเร็จ ก็ตั้งท่าชี้คมกล้าไปยังเป้าหมาย ท่วงท่าสภาวะดุดันคุกคาม แลคล้ายว่าจะโถมบุก หากสองเท้ากลับปักหลักตั้งมั่น ดูไปไม่เหมือนจะเคลื่อนไหวอันใด
“ เ้าถึงกลับมีดีอยู่บ้าง” ผู้เปิดปากกล่าวกลับเป็ฟางจงเต้า
ฝูงชนได้ยินแทบส่งเสียงโห่ไล่ ไหนเลยจะคู่ควรแค่คำ “ มีดีอยู่บ้าง” ที่กล่าวออกมา การแลกอาวุธเมื่อครู่ให้เด็กแปดขวบชมดู เด็กยังรู้ ว่าผู้ใดมีชัย
“ ขอบคุณ” กลับเป็หานเฟิงที่รับคำได้อย่างเรียบเฉย มันไหนเลยจะสนใจการคุยข่มที่ไร้สาระ ทั้งยังไม่คิดรั้งรอ สืบเท้าเข้าใส่คล้ายมองไม่เห็นคมทวน
ร่างบางโน้มตัวพุ่งขึ้นหน้าจนดูคล้ายจะเป็เอกลักษณ์ หากนั่นกลับแฝงไว้ด้วยสภาวะคุกคามอันคลุมเครือ จนฝ่ายตรงข้ามยากจะคาดเดา
ฟางจงเต้าเห็นชายหนุ่มพุ่งเข้าหา พอได้ระยะ ก็เสือกส่งคมทวนออกไปตามสัญชาตญาณ หากนั้นกลับกลายเป็การตัดสินใจที่ผิดพลาด เพราะชายหนุ่มเบี่ยงขวาจนคมทวนเฉียดผ่านข้างกาย ก่อนที่มือซ้าย จะคว้ามั่นบนด้ามทวน
มือซ้ายที่ซ้อนเร้น ที่แท้กลับไร้มีด…
ฟางจงเต้าพบเห็นกลับกลายเป็ตื่นตระหนก ทวนถูกคว้าจับ นั่นใยไม่ต่างจากข้อมือถูกยึดกุม ฟางจงเต้ากระชากทวนกลับ ยังคงเป็การกระทำตามสัญชาตญาณ หากเป็อีกหนึ่งความผิดพลาด เพราะหานเฟิงก็กระชากทวนเช่นกัน แต่ด้วยเพราะร่างเล็กบางของหานเฟิง กำลังจึงไม่อาจเปรียบกับผู้ใหญ่ การดึงรั้ง จึงกลับกลายเป็ส่งตัวเองเข้าหาฟางจงเต้า หากแต่นั่นจึงเป้าหมายที่แท้จริง
ฟางจงเต้าตระหนกอีกครา หานเฟิงกลับติดพันมากับด้ามทวน ทั้งมือขวายังมีคมมีด คมมีดแฝงประกายเย็นเหยียบพุ่งตรง มาดหมายกดดันให้ล่าถอยออกนอกลานประลอง ฟางจงเต้าตัดสินใจอย่างเฉียบขาด “ สละแขน” ปล่อยมือทิ้งด้ามทวน สองเท้าสืบหนี ยังคงเป็เท้าก้าวเมฆา
“ แคร้ง…..” ทวนเหล็กร่วงหล่นกระทบพื้นหินดังกังวาน ปลุกฝูงชนตื่นขึ้นจากภวังค์อันเลื่อนลอย จึงบังเกิดเป็เสียงฮือฮาขึ้นมาหนึ่งระลอก
“ ท ทิ้งอาวุธแล้ว เ้าหนุ่มนั่น...แบบนี้จะเรียกว่าชนะแล้วหรือไม่?”
“ ถึงกับกดดันจนฝ่ายตรงข้ามยอมทิ้งอาวุธ นั่นถึงกับไม่ธรรมดาแล้ว”
“ ข้ากลับไม่คิดว่ามีดสั้นมีเปรียบทวนยาว หากวันนี้กลับพบเห็นด้วยตาตนเอง แทบไม่อยากเชื่อ”
เสียงที่ดังมากระทบโสตของฟางจงเต้าก็ประดานี้ หากตัวมันที่ตอนนี้กลับมายืนมั่นยังอีกฟากฝั่ง ทำได้เพียงแค่สะกดกลั่นซึ่งความรู้สึกอันเสียหน้าอับอาย กระทั่งใบหน้าและใบหูที่ซีดขาว ยังคล้ายว่าจะแดงเรื่อขึ้นมาจนมองเห็นได้อย่างชัดเจน
หานเฟิงยืดตัวขึ้น ผินตัวกลับมองฟางจงเต้า เห็นมันยืนนิ่งกัดฟันจนหน้าแดงหูแดง ก็รู้สึกขบขัน หากยังไม่หัวร่อออกไป จากนั้นจึงพลันเห็นว่ามันเรียกทวนเล่มใหม่ขึ้นมา
“ เ้าใช้มีดสองเล่ม ข้าย่อมใช้ทวนได้สองเล่ม”
เสียงกล่าวจากฟางจงเต้าพาให้ฝูงชนกลายเป็เงียบงัน เหม่อมองมันอย่างโง่งม ไหนเลยจะมีคนหน้าด้านไร้ยากอายได้ถึงเพียงนี้ หากมิทันได้ยินใครกล่าวพูดอันใด ก็เห็นว่าฟางจงเต้าเปิดปากกล่าวขึ้นต่อแล้ว
“ เป็เ้าบอกเองว่าต้องเท่าเทียม ข้าเพียงไม่ถนัดถือสองเล่มในคราแรก ยามนี้ข้าทิ้งไปหนึ่งเล่ม จึงค่อยเอาออกมาอีกหนึ่งเล่ม เป็อันเท่ากันที่สองเล่มพอดี”
ไม่อธิบายก็แล้วกันไปเถอะ แต่พอยิ่งอธิบาย ก็ยิ่งเสริมให้ฟางจงเต้าผู้นี้ดูหน้าหนายิ่งขึ้นไป ฝูงชนแทบโห่แล้ว หากเห็นสายตาของฟางจงเต้าเหลือบมองไปทางอู๋เจี๋ย าุโเพียงหนึ่งเดียวที่จะตัดสินได้ ทุกคนจึงพากันหันมองตาม ก่อนจะเห็นว่าอู๋เจี๋ยเพียงพยักหน้ารับเป็ คำตอบว่า
“ จะทำอะไรก็ทำไป”
ฟางจงเต้ายิ้ม “ มาเถอะ ครานี้ข้าชักอยากจะเอาจริงขึ้นมาบ้างแล้ว เมื่อครู่ที่ปล่อยให้เ้าโถมบุกมันก็แค่การอุ่นเครื่อง เ้าคงไม่คิดไปเองว่าข้ามีความสามารถเพียงแค่นั้นหรอกกระมัง”
“ เชิญท่านเป็ฝ่ายบุก” หานเฟิงกล่าวพร้อมกระชับมีดในมือมั่น คล้ายมิสนใจต่อคำคุยโวของคู่ต่อสู้
“ เตรียมรับการโหมบุกของข้าให้ดี แต่ขอเตือนไว้ก่อน เวลาข้าเอาจริงนะ น่ากลัวนักแล”
สิ้นคำฟางจงเต้าก็ถีบเท้าทะยานออกมาด้วยเท้าก้าวเมฆา สภาวะโถมบุกดุดันยิ่ง กอปรกับอาวุธที่ใช้เป็ทวน ท่วงท่าสภวะจึงทะลุทะลวงดุดันยิ่งกว่าอาวุธใด แต่ไหนเลยที่คนอย่างหานเฟิงจะหวาด คู่ต่อสู้รุกมาแล้วใยตนต้องยืนรับ มันสืบเท้าฉีกออกข้างพุ่งตัวสับเปลี่ยนทิศทาง จนสภาวะพุ่งทะลวงอันดุดันของคมทวน ไม่อาจหักเลี้ยวตามไปได้ทัน
“ บัดซบ อย่าหนีสิ” ฟางจงเต้ารั้งเท้าหยุดไว้อย่างฉิวเฉียด ก่อนที่ตนเองจะเผลอก้าวเท้าออกนอกวงเส้น มันหันคมหอกเปลี่ยนวิถี แล้วจึงสืบเท้าทะยานตามหานเฟิงไปด้วยท้าวก้าวเมฆา
“ ไหนเลยเรียกหลบหนี นี่จึงเป็กลยุทธ์” หานเฟิงกล่าวตอบ หากท่วงท่าการวิ่งของมันยังไม่หยุดรั้ง แม้จะเป็วิ่งธรรมดา หากกระนั้นยังคล่องแคล่วว่องไวยิ่ง สืบเท้าฉีกออกข้างไปมา สภาวะทวนที่โหมจู่โจมจึงมิอาจมีกำลังพุ่งชน
ฟางจงเต้าสืบเท้าพุ่งได้สองก้าว หานเฟิงฉีกออกเปลี่ยนวิถี หยุดเท้าตั้งหลักใหม่ โถมตัวออกไปยังมิทันถึง มันก็หลบหนี เป็เช่นนี้อยู่ครู่หนึ่งจนฟางจงเต้าคำรามลั่น “ เ้าเอาแต่หนีเป็หรืออย่างไร?”
“ แล้วท่านเล่า จู่โจมเป็อยู่กระบวนท่าเดียวหรืออย่างไร?”
ฟางจงเต้าได้ยินเข้าก็ชะงักกึก คล้ายแทงถูกใจดำ ไหนเลยที่มันจะมุ่งจู่โจมเป็อยู่กระบวนท่าเดียว ทว่า กระบวนท่าอื่นที่มันสามารถกลับเป็เคล็ดวิชา หากตอนนี้มันกลับต้องต่อสู้ด้วยขอบเขตปราณพื้นฐาน เคล็ดวิชาต่อสู้อันใดที่มีล้วนไม่อาจแสดง
ชั่วขณะที่ฟางจงเต้าชะงักจึงเป็โอกาส โอกาสที่หานเฟิงรั้งรอ มันจะอย่างไรก็ไม่อาจใช้มีดเล่มเล็กๆ ฝืนปะทะกับสภาวะทิ่มทะลวงของคมทวน จึงจำต้องวิ่งวนรอโอกาสเช่นนี้ โอกาสที่ว่าคือ่จังหวะที่สภาวะคุกคามของคมทวนลดหย่อนลง แล้วจากนั้นมันจึงสืบเท้าเข้าหาเช่นในตอนนี้
ภาพที่เห็นจึงเป็หานเฟิงที่อยู่ๆก็เปลี่ยนทิศทาง กลายเป็พุ่งเข้าใส่ฟางจงเต้า ซึ่งฟางจงเต้าที่เมื่อครู่ชะงักไปเพราะคำกล่าวของหานเฟิง จึงค่อยได้สติ ครั้นจะร่ายใช้เท้าก้าวเมฆาพุ่งสืบต่อ กลับพบเห็นว่าหานเฟิงพุ่งสวนกลับมาจนใกล้มากแล้ว ทั้งมาพร้อมกับประกายคมมีดเย็นเหยียบ จึงเสือกส่งคมทวนทิ้มแทงสะกัดกั้น ไปตามสัญชาตญาณอีกครั้ง ทว่า แทงไปแล้วจึงได้ฉุกคิดขึ้นได้ ภาพเหตุการณ์ใช่นี้ ใยมิใช่เหมือนเดิม
คมทวนพุ่งมา หานเฟิงเลี่ยงหลบ ก่อนที่มือจะคว้าหมับอีกคำรบ เข้าที่ด้ามทวน ฟางจงเต้าแตกตื่นยิ่ง ไฉนเป็เช่นนี้อีกแล้ว
ภาพเหตุการณ์ต่อไปไม่ต้องบอกเล่า สุดท้ายจบลงเช่นใดคงมิต้องกล่าวต่อ ทราบไว้เพียงอู๋เจี๋ยสั่งยุติการประลอง ก่อนที่ทั้งสองจะเดินกลับไปเข้าที่ของตน
สิ้นการประลองของหานเฟิง จึงเป็่สุดท้ายของการทดสอบ อู๋เจี๋ยก้าวเท้าออกมา กวาดสายตามองกลุ่มคนทั้งเจ็ดสิบหกที่เบื้องหน้า ก่อนจะประกาศรายชื่อ ออกมาทั้งสิ้นสิบเก้าคน
“ พวกเ้า ไม่ผ่าน”
ที่เหลือจึงเป็คนที่สอบผ่าน ย่อมแน่นอนว่าหานเฟิงคือหนึ่งในนั้น มีคนดีใจย่อมมีคนเศร้าใจ แต่ไหนเลยคนเศร้าใจจะใช่เพียงแค่สิบเก้าคน ก่อนหน้านั้นอย่าได้ลืมเลือน ว่าผู้ที่มาร่วมวันนี้ยังมากกว่าห้าพัน
ทั้งเก้าสิบเก้าคนที่ผ่านการทดสอบมิได้กลับบ้าน ต่างถูกพาตัวขึ้นเขาในทันที ชีวิตหลังจากนี้จะเป็เช่นไร พวกมันล้วนตื่นเต้นยินดียิ่งนัก หากจะมีก็แต่หานเฟิง ความตื่นเต้นหรือ ความยินดีหรือ หากมีเพียงความรู้สึกอันแปลกประหลาดประการหนึ่ง ทอดมองเส้นทางบันไดหินที่ทอดยาวขึ้นไปบนสันเขา ในใจกลับขบคิดไปว่า
‘ ข้ากลับมาแล้ว’