มหานครนิวยอร์ค ปี ค.ศ. 2025, ห้าเดือนก่อน
ภายในห้องแล็บอาชญากรรมของสถาบันนิติเวชแห่งเมืองนิวยอร์ค ‘ดร.จ้าวรั่วซี’ หรือที่เพื่อนๆ ชาวอเมริกันเรียกเธอว่า “ลูซี่” ยืนอยู่เหนือร่างไร้ิญญาของชายวัยกลางคนบนเตียงชันสูตรศพ
ร่างบนเตียงสแตนเลสมีรอยแผลลึกหลายแผล คุณหมอสาวใช้เวลาไม่นานในการตรวจสอบรอยแผลเ่าั้ ก็สามารถบ่งบอกถึงอาวุธที่ใช้ รวม ถึงการตรวจสอบสภาพทั่วไป เช่น เวลาที่เสียชีวิต และสาเหตุการเสียชีวิต แต่ที่ทำให้คิ้วของเธอขมวดเป็ปม ก็คือผลชันสูตรทางพิษวิทยาบนแท็บเล็ตในมือ ที่ยืนยันข้อสมมติฐานของเธอว่าศพนี้เสียชีวิตจากการได้รับสารพิษ "ไซยาไนด์" ไม่ใช่จากาแบนร่างกาย
จริงๆ ทีมสืบสวนได้ลงความเห็นั้แ่แรกแล้วว่าชายผู้นี้ถูกฆาตกรรมด้วยการถูกแทงด้วยของมีคมหลายจุด แค่เพียงรอให้ฝ่ายนิติเวชตรวจสอบรายละเอียดเพื่อยืนยัน รวมถึงหาร่องรอยและหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อเป็ประโยชน์ต่อการสืบหาฆาตกร ซึ่งควรใช้เวลาไม่นาน แต่หญิงสาวกลับขอเวลาจากทีมสืบสวนในการตรวจสอบ เพิ่มเติมในสิ่งที่เธอสงสัย แล้วมันก็เป็ไปตามที่เธอคาดการณ์ไว้จริงๆ
ดร.จ้าวรั่วซี คุณหมอนิติเวชสาวผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านพิษวิทยา และด้านสมุนไพรจีน มือฉมังคนหนึ่ง ของสถาบันนิติเวชแห่งเมืองนิวยอร์ค เธอเป็ลูกครึ่งจีน-ไทย วัยยี่สิบแปดปี จบปริญญาโทเฉพาะทางด้านนิติเวชศาสตร์ พร้อมได้ฝึกงานกับอาจารย์ที่ได้รับเชิญไปทำงานร่วมกับกรมตำรวจสืบสวนของกรุงปักกิ่ง จึงทำให้ผลการเรียนของเธอมีความโดดเด่น จนได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปคินส์ มาเรียนต่อในระดับปริญญาเอก และจบมาด้วยคะแนนสูงสุดในรุ่น ประกอบกับบุคลากรในสาขาเฉพาะทางด้านนี้ยังมีค่อนข้างน้อย เธอจึงได้รับข้อเสนอให้ทำงานกับสถาบันนิติเวชแห่งเมืองนิวยอร์คั้แ่เรียนจบ
“เป็ไปตามที่ฉันคิดเลยนะ ไรอัน ผู้ตายเสียชีวิตจากพิษไซยาไนด์ที่เข้มข้น าแทั้งหมดบนร่างกายเป็ postmortem[1] เขาเสียชีวิตด้วยภาวะขาดออกซิเจนเฉียบพลัน น่าจะไม่เกินสามนาทีหลังจากได้รับสารไซยาไนด์ เพราะมีสารนี้ในเืเหลืออยู่ในปริมาณที่สูงทีเดียว”
จ้าวรั่วซียื่นแท็บเล็ตที่แสดงผลชันสูตรและรายงานพิษวิทยาให้ร้อยตำรวจโทไรอัน คัลลาเวย์ นายตำรวจสืบสวนของกรมตำรวจแห่งมหานครนิวยอร์คที่คุ้นเคยกับคุณหมอสาวดี เพราะได้ร่วมงานกันมาหลายคดีแล้ว
เขายื่นมือรับเอาแท็บเล็ตมาอ่านรายละเอียดในรายงานผลชันสูตรนั้นอยู่สักครู่ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ เงยหน้าขึ้นมา แล้วส่ายหน้าเบาๆ
“ผมไม่อยากจะเชื่อเลยนะ ลูซี่ เคสนี้ผมมั่นใจมากว่าคุณต้องสันนิษฐานผิด แผลเต็มตัวขนาดนั้น ไม่น่าจะเป็สาเหตุอื่นไปได้เลย คุณนี่ตาทิพย์จริงๆ รู้ได้อย่างไร”
“อืม...น่าจะเป็เพราะกลิ่นกลับสีผิวผู้ตาย มันเป็ลักษณะเฉพาะที่เด่นชัดของศพที่ได้รับพิษนี้น่ะ ฉันเลยสงสัยเอาไว้ก่อน เพราะถ้าไม่เป็อย่างที่คิด อย่างน้อยก็มั่นใจว่าได้ตัดประเด็นนี้ออกไปได้เลย”
“ผลออกมาแบบนี้ ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เดิมทีคดีนี้ผมพุ่งประเด็นไปที่การปล้นฆ่า เพราะหลักฐานและพยานที่ได้มามันบ่งชี้ไปทางนั้น แต่ผลชันสูตรออกมาแบบนี้นี่ ผมต้องกลับไปเริ่มที่ศูนย์เลย นี่ดูเป็การจัดฉากเพื่อเบี่ยงเบนคดี...”
ไรอันยังคงพูดความคิดเห็นของเขา หากจ้าวรั่วซีกลับไม่ได้ยิน เพราะเธอได้ย้อนรำลึกไปถึงภาพในฝันที่ยังติดตรึงอยู่ในสมอง...ชายชราผู้นั้น ที่เสียชีวิตหลังจากที่ดื่มชาไปเพียงเครึ่งถ้วย มั่นใจได้เลยว่าเขาเสียชีวิตด้วยยาพิษ เธอนึกไปจนถึงภาพการจ้วงแทงอย่างโหดร้าย ถึงแม้จะจะเป็การกระทำกับร่างที่ไร้ิญญา ไร้ความเ็ป แต่มันก็ยังส่งรังสีความโหดร้ายจนทำให้เธอสะดุ้งเฮือก กลับมาสู่ความจริงตรงหน้าอีกครั้ง หญิงสาวหัวใจเต้นแรง รู้สึกว่าสองคดีนี้หมือนกันเกินไป...อีกแล้ว
ใน่ครึ่งปีที่ผ่านมา มีหลายครั้งทีหญิงสาวฝันเห็นการฆาตกรรมหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็การใช้อาวุธ ใช้กำลัง หรือในครั้งล่าสุดนี้คือใช้ยาพิษ และทุกครั้ง...ทุกครั้งจริงๆ ในวันรุ่งขึ้นหรือไม่กี่วันหลังจากที่เธอฝัน ก็จะมีศพที่เกิดจากการฆาตกรรมในรูปแบบที่คล้ายคลึงหรือเหมือนกันกับที่เธอเห็นในฝัน ส่งเข้ามาให้เธอชันสูตรหาสาเหตุการตาย ซึ่งนั่นทำให้การสันนิษฐานของเธอดูเหมือนมีความแม่นยำ จนร้อยโทไรอัน และทีมตำรวจสืบสวนล้วนชื่นชมในความสามารถของเธอ หากในความเป็จริง เธอเพียงลองสำรวจตามที่เธอเห็นในฝัน และใช้ความรู้แพทย์นิติเวชในการตั้งสมมติฐาน แล้วผลสุดท้ายมันก็เป็ไปตามนั้นทุกครั้ง จนเริ่มสงสัยว่าสิ่งที่เธอเห็นในความฝัน…มันไม่น่าจะใช่ความบังเอิญ!
และสิ่งที่เธอแปลกใจ และคิดไม่ตกอีกอย่างก็คือ นอกจากรูปแบบการฆาตกรรมที่เกิดขึ้นทุกครั้งในฝันจะเหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงแล้ว จากภาษาที่ได้ยิน ล้วนเป็เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศจีน และที่น่าฉงนหนักเข้าไปอีกก็คือสภาพแวดล้อมและการแต่งกายล้วนเป็เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต เป็ยุคสมัยที่เมืองจีนยังมีฮ่องเต้ปกครอง เหมือนที่เธอเคยเห็นตามภาพวาดในหนังสือประวัติศาสตร์ หรือในภาพยนตร์จีนย้อนยุคอย่างนั้นเลย
ที่สำคัญที่สุดคือเหตุการณ์ทุกครั้ง เกิดขึ้นในยุคสมัยเดียวกันแน่นอน เพราะเครื่องแต่งกายเป็แบบเดียวกัน เหมือนกับเวลาที่เห็นภาพแฟชั่นแล้วสามารถบอกได้คร่าวๆ ว่ามันเป็ยุคแปดศูนย์ เก้าศูนย์ หรือยุคฮิปปี้
และด้วยความสงสัยรุนแรง เธอจึงลองค้นคว้าดูเครื่องแต่งกายของชาวจีนในสมัยโบราณ เพื่อดูว่าการแต่งกาย เสื้อผ้า ในแบบที่เห็นในฝันมันตรงกับยุคสมัยใดกันแน่
เธอถึงขั้นไปพิพิธภัณฑ์ เพื่อค้นคว้า เปรียบเทียบข้อมูลที่หามาได้ว่าถูกต้องหรือไม่ แม้กระทั่งไปขอเข้าพบกับภัณฑารักษ์เพื่อขอคำยืนยัน
“จากรูปภาพและข้อมูลที่คุณหามา ไม่ผิดแน่ค่ะ ชุด ‘เป้ยจื่อ’[2] ที่สวมทับเสื้อชั้นในสไตล์แบบนี้เป็แฟชั่น่ราชวงศ์ไป๋[3] แน่ๆ”
ภัณฑารักษ์ประจำพิพิธภัณฑ์ อธิบายชี้ให้เธอดูเสื้อผ้าชุดที่จัดแสดงอยู่ในตู้กระจก รวมถึงชี้ชวนให้เธอดูภาพวาดอีกสองสามภาพที่แสดงชุดที่มีลักษณะคล้ายกัน
“แล้วราชวงศ์นี้ มันกี่พันปีมาแล้วคะ”
“ก็ประมาณพันกว่าปีได้ค่ะ”
“โห จำไม่ได้เลยค่ะ คงเพราะตอนเด็กๆ ไม่ค่อยชอบเรียนวิชานี้เท่าไหร่” เธอตอบไปแบบเก้อๆ
“ก็ไม่แปลกค่ะ” ภัณฑารักษ์สาวยิ้มให้เธอ ก่อนจะอธิบายต่อ “ราชวงศ์ไป๋มีฮ่องเต้อยู่แค่ไม่กี่พระองค์ ั้แ่ฮ่องเต้ยุคแรกปราบฏแล้วก่อตั้งราชวงศ์ไป๋ขึ้นมา บ้านเมืองก็สงบสุขดี แต่พอมาถึงยุคของฮ่องเต้ ‘ไป๋หลงเยว่’ ขึ้นครองราชย์ บ้านเมืองก็เข้าสู่ยุคมืด เพราะเป็ฮ่องเต้ที่บ้าอำนาจ ขุนนางเป็ใหญ่ ขูดรีดชาวบ้าน คนรวยเอาเปรียบคนจน บ้านเมืองเป็กลียุค” เธอเล่าพลางชี้ไปที่บันทึกและหลักฐานต่างๆ ที่จัดแสดงอยู่
“...ฮ่องเต้ไป๋หลงเยว่ครองราชย์อยู่ได้ไม่กี่ปี สุดท้ายก็โดนโค่นล้มบัลลังก์ด้วยเชื้อพระวงศ์นั่นแหละ ก็ไม่แปลกที่คนจะไม่ค่อยรู้จักราชวงศ์นี้สักเท่าไหร่ค่ะ”
หลังจากนั้นประวัติศาสตร์เป็อย่างไรเธอก็ไม่ได้ติดตามต่อ เพราะเดิมทีก็สนใจแค่ว่าเื่ราวในฝันเธอมันอยู่ยุคใดกันแน่ พอทราบแล้วก็เลยไม่สงสัยว่าทำไมถึงเกิดฆาตกรรมมากมาย เธอคิดว่า “ก็คงเพราะมีฮ่องเต้ที่ไม่ได้เื่เช่นนี้นั่นเอง”
หากคำถามที่ก่อกวนใจเธอไม่ใช่เื่ราวประวัติศาสตร์เหล่านี้ หากเป็คำถามที่เธอหาคำตอบไม่ได้ว่า...ทำไมอยู่ๆ เธอถึงฝันเห็นเหตุการณ์เ่าั้ ที่เกิดขึ้นเฉพาะใน่เวลานั้น และมันเกี่ยวโยงอะไรกับคดีที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน?
จนแล้วจนรอด หญิงสาวก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ ก็ได้แต่รอคอยว่า คงจะมีสักวันที่์จะอนุญาตให้เธอได้เข้าใจ หรือรู้ว่าเธอต้องทำอะไรกับการได้รู้เห็นเื่ราวเ่าั้
***
---------
เชิงอรรถ
---------
คอมเมนท์ ติดตามให้กำลังใจกันได้นะคะ ~ เลิฟๆ