จ้าวฮูหยินนั่งเย็บปักชุดอยู่กับแม่สามีและหลานสาว นางวางงานที่อยู่ในมือลงเมื่อดวงอาทิตย์คล้อยลงตามเวลา
“เจินจู เจ้าช่างเป็นผู้มีฝีมือในการเย็บปัก แตกต่างจากน้องสาวเจ้านัก รายนั้นปักรูปนกก็ได้นกที่ไม่สมประกอบออกมา”
ดูกระต่ายน้อยน่ารักสิ มันช่างเหมาะกับวัยของนางเสียจริง ฝีเข็มเด็กสาวผู้นี้ก็มิธรรมดา
โหลวเจินจูยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะแผ่วเบากับคำพูดของผู้อาวุโสตรงหน้า
“น้องสาวลู่ชิงวัน ๆ ยุ่งอยู่กับการหาเงิน หากนางมีเวลาว่างฝึกอีกสักหน่อยก็เย็บปักได้สวยงามตามที่ท่านป้าต้องการแล้วเจ้าค่ะ”
“ผ้าเช็ดหน้าที่มีรูปนกดวงตาเท่าไข่ห่านและปีกยังหักที่นางปักออกมาเจ้ารู้หรือไม่ว่านางใช้เวลาไปเท่าไหร่”
“หนึ่งอาทิตย์” โหลวเจินจูคาดเดา
“หนึ่งเดือนต่างหากล่ะ นกตัวเล็กนิดเดียวแต่ใช้เวลาเป็นเดือน”
“น้องสาวเก่งกาจด้านการค้าขาย ท่านป้าอย่าได้มีโทสะไปเลยนะเจ้าคะ”
“วันนี้ข้าไม่รู้ว่าสองพ่อลูกพากันไปที่ใด ออกไปตั้งแต่เช้าจนใกล้จะมืดแล้วยังไม่กลับมา”
หน้าหนาวนี้นางต้องบังคับให้บุตรสาวเรียนเย็บปักกับนางให้ได้ ออกเรือนไปจะได้มีวิชาติดตัว เหลืออีกเพียงไม่กี่เดือนนางก็จะถึงวัยปักปิ่น ขืนยังไร้ฝีมือในการเย็บปักเกรงว่าจะถูกคนอื่นหัวเราะเยาะเอาได้
“ท่านแม่บ่นอันใดเจ้าคะ” จ้าวลู่ชิงกล่าวเสียงใสเดินเข้ามาภายในเรือน
“ข้ากำลังบ่นถึงเจ้าอยู่น่ะสิ”
“บ่นถึงข้าเพราะเหตุใดกัน”
“ท่านป้าบอกว่าเจ้าปักรูปนกดวงตาโตเท่าไข่ห่านและยังปีกหักอีกด้วย ข้าอยากเห็นนกตัวนั้น เจ้าให้ข้าดูได้หรือไม่” โหลวเจินจูหยอกเย้า
“ท่านแม่ ข้าบอกท่านแล้วมิใช่หรือเจ้าคะ ว่างานเย็บปักพวกนี้สำหรับข้าแล้วไม่จำเป็น หากข้าไปแย่งงานของบ่าวในเรือนเย็บปักแล้วพวกเขาจะมีงานทำหรือเจ้าคะ ทางที่ดีข้าไม่แย่งงานพวกเขาจะดีเสียกว่า”
“เจ้ามันลื่นไหล พยายามโน้มฟ้าลงมาหาดิน”
“ดูท่านพูดเข้าสิ ผู้ใดจะไปโน้มฟ้าลงมาหาดินได้เจ้าคะ”
“เจ้านี่ไง ไม่ว่าข้าจะกล่าวอันใดก็มีข้อโต้แย้งได้ทุกประโยค”
“เจ้าเรียนรู้ไว้สักหน่อยก็ไม่เสียหาย ออกเรือนไปจะได้มิโดนดูถูก”
เฝิงเหล่าฮูหยินกล่าวขึ้น หลานสาวนางต้องแต่งเข้าจวนอ๋อง ผู้อื่นรู้เข้าว่านางไร้ฝีมือในการเย็บปักคงติฉินนินทา สังคมชั้นสูงก็เป็นเช่นนี้แล วัน ๆ เอาแต่โอ้อวดรวมไปถึงพยายามหาจุดด้อยของผู้อื่นมานินทา
จ้าวลู่ชิงทิ้งตัวลงนอนขนาบกับพื้น นางไม่ชอบงานเย็บปักเลยสักนิด งานพวกนี้เจ็บนิ้วจะตายและยังต้องใช้สมาธิจดจ่ออยู่กับมันกว่าจะได้ผลงานออกมาแต่ละชิ้นเสียเวลาไปเท่าไหร่
นางนอนกลิ้งเล่นตามพื้นไปจนถึงหน้าประตูจากนั้นก็รีบหนีออกไปจากเรือนจนคนที่นั่งอยู่ในห้องขมวดคิ้วกับการกระทำลื่นไหลของดรุณีน้อยนางนี้
“ท่านแม่ดูนางสิเจ้าคะ สงสัยต้องปล่อยวางเรื่องนี้เสียแล้ว” จ้าวฮูหยินถอนหายใจ เก็บอุปกรณ์ที่กำลังเย็บปักอาภรณ์ให้บุตรสาวเมื่อพระอาทิตย์ใกล้จะไร้แสง
จ้าวลู่ชิงหนีออกมาได้นางก็เดินผ่านสมาคมผู้อาวุโส ท่านปู่ ท่านอาจารย์เผย และท่านอาจารย์สวีกำลังนั่งเดินหมากกันอยู่ในศาลาโดยมีเด็กชายตัวน้อยอย่างโหลวมู่หรงนั่งอยู่ข้างกาย
“คุณหนูกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ” ซูเจินเพิ่งกลับมาจากเรือนสมุนไพรเจอเข้ากับคุณหนูของนางพอดี
“ใช่ วันนี้ผลิตยาได้เยอะหรือไม่”
“ได้ตามเป้าที่คุณหนูวางไว้เจ้าค่ะ”
จ้าวลู่ชิงให้ซูเจินกับบ่าวอีกสองคนควบคุมการผลิตยาสมุนไพร นางจ้างสตรีในหมู่บ้านจำนวนหกคนมาช่วยงาน คนที่มาช่วยล้วนสนิทสนมกันทั้งสิ้น ช่วงนี้ชาวบ้านจะนำสมุนไพรมาขายน้อยกว่าเดิมเพราะสมุนไพรหลายชนิดถูกตั๊กแตนเข้าทำลาย
ถึงเวลาทานรับประทานอาหารเย็น เจ้านายในบ้านต่างมานั่งรวมตัวกันอยู่ในโถงอาหารอย่างเป็นระเบียบ
“วันนี้พวกเจ้าสองพ่อลูกไปที่ใดกันมา” จ้าวเฉิงถามบุตรชายกับหลานสาว
ถูกถามต่อหน้าคนในบ้านทำให้จ้าวลู่ชิงเงยหน้ามองบิดา นางให้บิดาเป็นคนตัดสินใจว่าจะบอกเรื่องนี้หรือไม่ เพราะเรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่พอสมควรหากคิดจะปกปิดก็คงทำได้ไม่นาน
จ้าวหยางยอมเล่าถึงสิ่งที่ตนกับบุตรสาวทำให้ทุกคนรับทราบ เสียงตะเกียบกระแทกกับถ้วยดังขึ้นหลังจ้าวหยางพูดจบ
“เจ้ากับบุตรสาวยังสติดีกันอยู่หรือไม่” หญิงชราถามบุตรชายด้วยใบหน้ามืดมน เสื้อกันหนาวสามแสนตัวภายในระยะเวลาสองเดือนจะเตรียมทันได้อย่างไร
“ท่านแม่โปรดระงับโทสะด้วย”
“เอาล่ะ เจ้าจะเอาเงินจากที่ใดไปซื้อ” จ้าวเฉิงหันหน้าไปถามหลานสาวที่เป็นตัวต้นเรื่อง
“เงินจากภัตตาคารกับโรงหมอเจ้าค่ะ”
“เงินจากภัตตคารกับโรงหมอจะพอหรือ เหตุใดถึงไม่เบิกเงินจากคลังของบ้าน”
จ้าวลู่ชิงหันไปมองหน้ามารดา ส่งยิ้มประจบไปให้นาง
“พวกเจ้าสองพ่อลูกจะทำอะไร เหตุใดถึงไม่บอกไม่กล่าว เห็นข้าเป็นคนขี้เหนียวไปได้” จ้าวฮูหยินค้อนให้สองพ่อลูก
“ข้ากลัวว่าท่านแม่จะเป็นลมกับจำนวนเงิน”
“ข้าเป็นลมแน่อยู่แล้วล่ะ แต่ก็ต้องยอมนำเงินออกมาให้เจ้า”
“ยาโถว เจ้าเป็นผู้มีคุณธรรมยิ่งนัก” เผยเยี่ยนกล่าวชื่นชมลูกศิษย์ ฤดูหนาวล้วนหนาวเหน็บร่างกายถูกความเย็นเล่นงานไปจนถึงกระดูก ทหารที่ต้องเคลื่อนทัพในช่วงนี้มิเท่าว่าให้ไปตายหรืออย่างไร
“ข้าคิดว่าหลี่ซื่อหมินต้องเร่งให้เคลื่อนทัพเร็วกว่านั้น มีคนบอกข้าว่าขณะนี้แม่ทัพหลี่จิ้งกำลังรวบรวมพลเตรียมเดินทางไปยังโยวโจวเพื่อสมทบกับทหารของฉีอ๋องปราบปรามทูเจวี๋ยตะวันออกให้ยอมศิโรราบต่อต้าถัง”
“ใครส่งข่าวให้เจ้า” จ้าวเฉิงถามตาแก่ที่มีหูตาอยู่มากมาย
“เจ้าจะรู้ไปเพื่ออันใด รู้แค่เพียงที่ข้าบอกก็พอ”
“หากเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่าเจ้ามีเวลาเพียงเดือนกว่าสำหรับเตรียมเสื้อกันหนาวแล้วส่งไปยังโยวโจว” หมอสวีนับวันเวลาเสร็จก็กล่าวขึ้นมา
“ได้ไม่ครบสามแสนก็ไม่เป็นไร เตรียมให้ได้มากที่สุดก็พอ” จ้าวเฉิงกล่าวถึงอย่างไรก็ไม่ได้มีสัญญาผูกมัด เวลากระชั้นชิดเช่นนี้ยากที่จะเตรียมได้ทัน
“ข้าให้สหายเก่ากว้านซื้อเสื้อกันหนาวจากทางใต้มาให้ และยังส่งจดหมายไปถึงคนของเราที่อยู่ตามภัตตาคารแต่ละสาขา มิรู้ว่าจะได้ครบสองแสนตัวตามที่ต้องการหรือไม่ ” จ้าวหยางถอนหายใจกับเวลาที่เร่งยิ่งกว่าเดิม
“อีกแสนตัวก็ให้ชาวบ้านรีบเร่งเย็บหน่อยก็แล้วกัน แล้วเรื่องวัสดุอุปกรณ์ล่ะ พอหรือไม่” จ้าวเฉิงถามหลานสาว
“ยามนี้ร้านผ้ากับร้านนุ่นทั่วจังหวัดถูกกว้านซื้อหมดแล้วเจ้าค่ะ อยู่ที่จังหวัดจี้โจวท่านอาหญิงกับท่านอาเขยจะเป็นคนจัดการทุกอย่างให้ ส่วนในอำเภอชิงเหอสกุลหยางรับผิดชอบทุกอย่างให้เช่นเดียวกัน ส่วนในตำบลหลงซีบ้านพวกเราเป็นผู้รับผิดชอบ ในอำเภออื่นๆ ท่านอาเขยต่างส่งคนให้ไปจัดการแล้วเจ้าค่ะ”
“เอาล่ะ ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วก็ต้องเร่งรีบช่วยกัน”
ความเคร่งเครียดภายในบ้านยังไม่คลี่คลาย ยามเช้าวันต่อมารถม้าหลายคันต่างขนของเข้ามาในโรงงาน ในนี้เป็นวัสดุอุปกรณ์ที่สั่งซื้อ
จ้าวลู่ชิงประกาศจ้างงานชาวบ้านและยังประกาศรับซื้อนุ่น ทุกคนในหมู่บ้านจึงมารวมตัวกันอยู่ที่โรงงาน
ชาวบ้านซานเป่ยต่างช่วยกันตัดผ้าและจัดเตรียมวัสดุให้เป็นชุดเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ที่สนใจรับงานเย็บชุดกันหนาวไปทำ
ภายในตำบล อำเภอ และจังหวัด มีหัวหน้าหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านมารอกันอยู่ที่หน้าศาลาว่าการหลังจากได้ยินข่าวแพร่กระจายออกไปว่าทางการต้องการจ้างงานเย็บเสื้อกันหนาว หากคนในหมู่บ้านสนใจก็ให้รวมตัวกันไปลงชื่อกับหัวหน้าหมู่บ้าน แล้วให้หัวหน้าหมู่บ้านมาที่หน้าศาลาว่าการที่อยู่ใกล้
ทหารของทางการจะรวบรวมรายชื่อว่าแต่ละหมู่บ้านมีคนต้องการรับจ้างทำงานกี่คน พอเตรียมวัสดุอุปกรณ์ครบเรียบร้อยทางการจะนำไปส่งถึงหมู่บ้าน พอทำเสร็จก็จะไปรับของถึงหมู่บ้านเพื่อไม่ให้วุ่นวายและเกิดความเสียหายกับเสื้อกันหนาว
ใช้เวลาประมาณหนึ่งอาทิตย์วัสดุทำเสื้อกันหนาวก็ถูกนำไปแจกจ่ายให้กับหมู่บ้านต่าง ๆ โดยมีทหารของทางการนำไปแจกจ่าย และทำสัญญากับผู้ที่รับจ้าง
การจัดหาเสื้อกันหนาวในครั้งนี้เงินจากคลังสมบัติของบ้านจ้าวถูกนำไปใช้เกินครึ่ง จ้าวฮูหยินเกือบล้มทั้งยืนกับพื้นที่ว่างเปล่าที่มากเกินไป
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ย่อมไปถึงพระกรรณของผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์
หลี่ซื่อหมินกำลังนั่งเดินหมากกับบิดา ทั้งสองต่างนิ่งเงียบใช้ความคิด
“เสด็จพ่อคิดเห็นอย่างไรกับการกว้านซื้อเสื้อกันหนาวของคนสกุลจ้าว” เป็นหลี่ซื่อหมินที่เอ่ยถามขึ้นมาก่อน
“เจ้าไม่มีปัญญาหาเสื้อกันหนาวให้กับกองทัพแต่คนสกุลจ้าวมี”
หลี่ซื่อหมินมุมปากกระตุกกับคำกล่าวของบิดา
“เจ้ามีคำสั่งให้เคลื่อนพลปรามปราบพวกทูเจวี๋ยตะวันออกในช่วงที่ใกล้จะถึงฤดูหนาว เสื้อกันหนาวย่อมจำเป็นสำหรับทหารแต่เจ้าไม่สามารถให้งบส่วนนี้ได้ อย่าได้แปลกใจถ้าสกุลจ้าวจะเคลื่อนไหวถึงอย่างไรหลานสาวสกุลจ้าวก็เป็นคู่หมั้นของน้องชายเจ้า พวกเขาคงไม่ยืนมองว่าที่บุตรเขยนำทหารไปให้หิมะฝังกลบร่างเพราะทนความหนาวไม่ได้ คนสกุลจ้าวล้วนเป็นผู้มีคุณธรรม”
คำกล่าวของบิดาราวกับลูกธนูแทงเข้าบริเวณหน้าอก
“ข้าเพียงมองเห็นโอกาสที่จะจัดการกับพวกทูเจวี๋ยตะวันออกให้ยอมสวามิภักดิ์ต่อต้าถัง ยามนี้พวกมันต่างขาดแคลนเสบียงเป็นโอกาสดีที่ทหารของแคว้นเราจะเข้าโจมตี”
ตอนเหนือได้รับความเสียหายจากการโจมตีของพวกทูเจวี๋ยมาหลายครั้ง สมควรที่จะต้องจัดการขั้นเด็ดขาดเสียที
“เจ้ามองเห็นเพียงโอกาส เหตุใดถึงไม่มองเห็นความพร้อมของทหารบ้างเล่า ได้ข่าวว่าเจ้ากำลังจะจัดการกับขุนนางหลายคนเลยมิใช่หรือ” หลี่หยวนถามบุตรชายทั้งที่ตายังมองหมากในกระดาน
หลี่ซื่อหมินอธิบายให้บิดาฟังถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนจะถามข้อที่ตนสงสัยออกไป
“สกุลจ้าวถูกยึดทรัพย์ไปจนหมด พวกเขาเอาทรัพย์สินมาจากที่ใด”
“ผู้มีปัญญาและความสามารถไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ย่อมเป็นต้นกล้าที่เบ่งบานเสมอ”
“ที่ท่านกล่าวมาก็มิผิดนัก”
ขันทีต่างยืนก้มหน้าฟังการสนทนาของบิดากับบุตรชาย ผู้อื่นมาพบเจอคงคิดว่าเป็นภาพที่พ่อลูกรักใคร่กลมเกลียวกัน แต่ผู้ใดเล่าจะรู้ว่าภายใต้บทสนทนาช่างเต็มไปด้วยความห่างเหินและเย็นชาต่อกัน