ตอนที่ 29 สินสอดทองหมั้น
ฉาจื่ออันชะงักไปครู่หนึ่ง พ่อของหลิงซานฉิงรึ?
พ่อของหลิงซานฉิงเป็นขุนนางจริง ๆ แต่เพราะนางยืนกรานที่จะแต่งเข้ามาในตระกูลฉา ตระกูลหลิงจึงรู้สึกเสียหน้า ทั้งครอบครัวจึงเลิกติดต่อกับนาง
ด้วยเหตุนี้ ฉาซื่อจึงชังหลิงซานฉิงสุดก้นบึ้งหัวใจ และยิ่งชังตระกูลหลิงที่ชอบดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น
ทั้งสองครอบครัวต่างรังเกียจกัน และไม่ได้ติดต่อกันมาหลายปี แต่จู่ ๆ จะให้เขาไปขอยืมเงินตระกูลหลิง ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร
ฉาจื่ออันมีสีหน้าข่มขื่น แต่กลับไม่พูดสิ่งใดอีก
นิสัยของมารดานั้นเขาย่อมรู้ดี นางเป็นคนที่พูดคำไหนคำนั้น ยิ่งเป็นเรื่องเงินทองด้วยแล้ว ไม่มีใครสามารถคาดเดาความคิดของนางได้
หลังจากออกมาจากบ้านใหญ่ ฉาจื่ออันก็ถอนหายใจออกมาตลอดทาง เมื่อกลับมาถึงบ้านก็เห็นหลิงซานฉิงยังคงเฝ้าอยู่ข้างเตียง ชายหนุ่มจึงถอนหายใจออกมาอีกครั้ง
“กลับมาแล้วหรือ?” นางกล่าวด้วยสีหน้าที่รับรู้และเข้าใจทุกอย่าง ไม่แปลกใจที่ใครในละแวกนั้นไม่ให้เขายืมเงิน เขาออกไปนานขนาดนี้ ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าไปทำอะไรมา
ฉาจื่ออันก็ไม่คิดจะปิดบังอะไร เมื่อนึกถึงสิ่งที่มารดาพูดเมื่อครู่ก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาจะพูดออกไปได้อย่างไร หรือจะต้องให้นางกลับไปยืมเงินจริง ๆ
หลิงซานฉิงได้ยินเขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา และดูออกว่าเขามีสีหน้าลำบากใจ จึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ทำไม นอกจากเจ้าจะยืมเงินไม่ได้แล้ว เจ้ายังอยากจะเอ่ยสิ่งใดอีก” ไม่เช่นนั้นฉาจื่ออันจะมีท่าทางผิดหวังได้อย่างไร
ฉาจื่ออันรู้ว่าเขามิอาจปิดบังอะไรนางได้จึงถอนหายใจออกมา และเคลื่อนสายตามองเจี่ยนเจี่ยนที่กำลังหลับสนิท “ซานฉิง โชคไม่ดีจริง ๆ ตอนนี้ท่านแม่ไม่มีเงินเลย นางจึงบอกให้เจ้า...” เขาถอนหายใจออกมาอีกครั้ง “ลองไปขอยืมที่บ้านพ่อตาดู”
หลิงซานฉิงไม่ได้กลับไปที่บ้านมานานแล้ว จะให้นางกลับไปยืมเงินตอนนี้ ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าจะเป็นอย่างไร
สีหน้านางไม่เปลี่ยน นางเพียงส่งเสียงตอบรับกลับไป และลุกขึ้นอย่างช้า ๆ พลางจัดแจงผ้าห่มให้เจี่ยนเจี่ยนแล้วเดินออกไป
“ซานฉิง…” หากนางลังเลและต่อว่าก็คงดี แต่นี่ไม่มีการตอบสนองใด ๆ จึงยากที่จะคาดเดาได้
“อยู่บ้านดูแลเจี่ยนเจี่ยนให้ดี ๆ ข้าจะลองไปดูแล้วจะกลับมา” จะยืมได้หรือไม่นั้น นางได้เตรียมใจไว้แล้ว เพียงแต่การไปกลับครั้งนี้เสียเวลาไปไม่น้อย คงทำให้เด็กน้อยเจี่ยนเจี่ยนต้องทนทุกข์ทรมานกับการเจ็บป่วยอยู่นาน
บ้านของขุนนางตั้งอยู่ในอำเภอ พวกเขาคือผู้ดีมีเงินในอำเภอหรงอิน จวนนั้นตั้งอยู่บนถนนที่คึกคักเจริญรุ่งเรือง ไม่ว่าจะไปสอบถามผู้คนจากถนนเส้นนี้ หรืออาศัยความทรงจำของร่างนี้ก็หาเจอได้ไม่ยาก
นางหาบ้านของขุนนางพบแล้ว หากแต่ยังไม่ทันได้เข้าไปก็เห็นหญิงคนหนึ่งเดินออกมา และนางก็มองเห็นหลิงซานฉิงพอดี
หญิงคนนั้นมีท่าทางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสำรวจนางขึ้นลงและเอ่ยอย่างถากถาง “ข้าก็นึกว่าใคร เจ้าคือซานฉิงที่ลดตัวไปแต่งงานไม่ใช่รึ ลมอะไรหอบเจ้ากลับมาล่ะ ข้ากับพี่ชายเจ้าคิดถึงเจ้าเสียจริง ใช้ชีวิตอยู่บ้านนอกเป็นอย่างไรบ้างล่ะ?”
ลดตัวไปแต่งงาน บ้านนอก ทุกคำพูดเสียดสีว่าหลิงซานฉิงเคยมีชีวิตที่มั่นคง แต่กลับเลือกที่จะไปใช้ชีวิตลำบากอยู่บ้านนอก
นางมีภาพจำบางอย่างกับคนผู้นี้ หญิงคนนี้คือภรรยาของพี่ชาย นางคือพี่สะใภ้ชุยเยี่ยนที่ชอบพูดจาเจ็บแสบโหดร้ายและยังเห็นแก่เงิน
เวลานี้หลิงซานฉิงไม่มีกะจิตกะใจไปโต้เถียงกับนาง จึงเดินอ้อมนางเข้าไป
หลิงซานฉิงไม่อยากโต้เถียงกับชุยเยี่ยน แต่ชุยเยี่ยนกลับไม่ยอมปล่อยนางไป
ชุยเยี่ยนสับขาเดินไปขวางอยู่ตรงหน้านาง ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ดูชุดที่เจ้าสวมสิ ดูไม่เหมือนลูกสาวตระกูลขุนนางเลยสักนิด แต่ก็อย่างว่าแหละ เจ้าแต่งเข้าตระกูลฉาที่ยากจน คงมีชีวิตที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ให้ข้าลองเดาหรือไม่ว่าเจ้ามาทำอะไรที่นี่”
หลิงซานฉิงชะงักฝีเท้า หันไปมองนางด้วยสีหน้าเย็นชา คนผู้นี้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าจะเป็นศัตรูกับนาง แม้นางจะเป็นคนยุติความขัดแย้งไปแล้วเมื่อครู่ แต่ชุยเยี่ยนก็สามารถหาทางสร้างปัญหาให้นางได้
เมื่อชุยเยี่ยนเห็นนางหยุด ความหยิ่งยโสก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น นางเอ่ยด้วยสีหน้าเหยียดหยาม “ช่วงนี้ทางบ้านก็ไม่ได้เกิดเรื่องใหญ่โตอะไร แล้วเจ้ามาทำอะไรที่นี่ อีกทั้งในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาเจ้าก็ไม่เคยกลับมาเลย คงจะต้องไม่ใช่เพราะเรื่องของตระกูลหลิงแน่นอน หรือว่าตระกูลฉาเกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
นางกอดอกมองหลิงซานฉิง “เจ้าคงจะไม่กลับมายืมเงินหรอกใช่ไหม?” พูดจบ นางก็ยิ้มเยาะออกมาทันที “ตอนที่เจ้าแต่งงานตอนนั้น ครอบครัวก็ออกเงินซื้อสินสอดทองหมั้นให้เจ้าไปไม่น้อยแล้ว ตอนนี้ก็ยังกลับมายืมเงินอีก เจ้าคิดว่าตระกูลหลิงเป็นอะไร? เพียงเจ้าบอกว่าอยากได้เงินก็จะได้ไปเลยโดยไม่มีเงื่อนไขงั้นรึ? ฝันไปเถอะ เจ้าแต่งออกไปแล้วก็ไม่ใช่คนในตระกูลหลิงแล้ว เจ้ามีสิทธิ์อะไรถึงมาขอเงินที่ตระกูลหลิง!”
ทั้งสองอยู่ใกล้กันมากจนน้ำลายของชุยเยี่ยนกระเด็นใส่หน้าของหลิงซานฉิง
นางไม่ได้ยกมือขึ้นมาเช็ด แต่สองมือที่แนบอยู่กับลำตัวกำไว้แน่น
ความอัปยศอดสูที่ชุยเยี่ยนมอบให้ อีกทั้งสีหน้าดูถูกเหยียดหยามนี้ นางจดจำไว้หมดแล้ว
ดวงตานางเผยความเยือกเย็นออกมา ทำให้ชุยเยี่ยนที่พูดจาข่มขู่ถึงกับผงะไปและรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย แต่ก็ยังเอ่ยออกมาเพื่อเพิ่มความกล้าให้กับตัวเอง “มองอะไร มองข้าไปก็ทำอะไรไม่ได้หรอก บ้านตระกูลหลิงไม่ใช่ใครก็สามารถเข้าไปได้!”
เหตุใดท่าทางของหลิงซานฉิงถึงไม่เหมือนแต่ก่อนล่ะ? ในช่วงไม่กี่ปีมานี้เกิดอะไรขึ้นกับนาง? ชุยเยี่ยนคาดเดาไม่ออกไปชั่วขณะหนึ่ง และคิดว่าไม่ว่าอย่างไรจะให้คนอื่นในตระกูลหลิงเห็นนางกลับมาไม่ได้ นางจึงรีบเดินเข้าไปในจวน
ปัง!
ประตูปิดสนิท ปฏิเสธไม่ให้นางเข้าไป
ไร้ความช่วยเหลือ มันก็เพียงเท่านี้
นางไม่โทษพี่สะใภ้ที่ไม่ยอมให้เข้าไปในบ้าน เพราะเป็นความจริงที่ว่าตอนนี้นางไม่มีทั้งเงินทั้งอำนาจ แม้แต่เงินจะให้ลูกไปหาหมอก็ยังไม่มี
ดวงตาของหลิงซานฉิงสุขุมเยือกเย็น นางสูดหายใจเข้าลึกและคลายมือที่กำแน่น ก่อนจะมองแผ่นป้ายที่แขวนอยู่เหนือประตูตระกูลหลิงเป็นครั้งสุดท้าย และหมุนตัวกลับไปอย่างไม่ลังเล
แม้ชุยเยี่ยนจะไม่ให้ยืมเงิน แต่ก็ไม่ใช่ว่านางจะไม่เหลืออะไรเลย เพราะนางยังมีสินสอดทองหมั้นอยู่
โชคดีที่แยกบ้านกันไปก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อนำสินสอดทองหมั้นออกมา นางจะได้ไม่ต้องกลับไปขออนุญาตกับแม่สามีอีก
ครั้นกลับมาถึงบ้าน ฉาจื่ออันก็รินน้ำให้นางหนึ่งแก้ว และยืนลังเลอยู่ข้างนาง หลังจากหลิงซานฉิงดื่มน้ำแล้วก็เหลือบมองฉาจื่ออัน และให้คำตอบออกมาว่า “ยืมเงินไม่ได้”
ฉาจื่ออันขมวดคิ้ว หากแต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกไป หลังจากนางวางแก้วน้ำลงก็เดินเข้าไปในห้องเก็บของ “สินสอดของข้าน่าจะอยู่ในห้องเก็บของ ข้าจะไปที่อำเภออีกครั้ง เจ้าดูแลบ้านให้ดี”
“นั่นคือสินสอดทั้งหมดของเจ้า เหตุใดถึงได้…” สิ่งนี้ทำให้ฉาจื่ออันรู้สึกไม่สบายใจ เดิมทีไม่ควรใช้สินสอดอย่างตามใจ แต่ตอนนี้พวกเขาหายืมเงินไม่ได้ นอกจากใช้สินสอดนี้ พวกเขาก็ไม่มีทางอื่นแล้วจริง ๆ
สุดท้ายหลิงซานฉิงก็เลือกเครื่องประดับเงินสองสามชิ้นไปที่อำเภอ
เครื่องประดับเหล่านี้ก็ไม่ได้แย่อะไร หลิงซานฉิงซื้อยาในอำเภอ ซื้ออาหารและเนื้อสดเล็กน้อย และกำลังจะกลับ
“ชุมนุมภาพวาดกวีนิพนธ์ พบปะสหายกวีนิพนธ์ เรียนรู้การวาดภาพ ผู้ชนะจะได้รับรางวัล เงิน…”
“วาดภาพมีรางวัลด้วยรึ?”
“เช่นนั้นก็ต้องได้ที่หนึ่งหรือที่สอง เจ้าคิดว่าใครก็รับรางวัลได้รึ?”
“ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร หากมีรางวัลก็จะเข้าร่วม! ลองดูก็ไม่เสียหน้าอันใดหรอก”
งานชุมนุมภาพวาดกวีนิพนธ์? เงิน?
หลิงซานฉิงชะงักฝีเท้า หันไปเพ่งมองอย่างละเอียดก็เห็นบนป้ายประกาศนั้นมีกระดาษแผ่นใหญ่สีแดงติดอยู่ หญิงสาวเกิดความคิดขึ้นมาในทันที และเดินไปที่ป้ายประกาศนั้น
เป็นงานชุมนุมภาพวาดกวีนิพนธ์จริง ๆ และสามอันดับแรกจะได้รับรางวัล นางจำได้ว่าฉาจื่ออันคือศิษย์ของอาจารย์สวี เขาอ่านหนังสือมาแล้วมากมาย และนางก็สอนเขามาเป็นเวลานาน เขามีความก้าวหน้าอย่างมากในการวาดภาพกวีนิพนธ์ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่จะเข้าร่วม
มุมปากได้รูปของนางโค้งขึ้น สวรรค์ช่วยข้าแล้ว!
นางฮัมเพลงจนกระทั่งกลับมาถึงบ้าน เมื่อฉาจื่ออันเห็นนางหิ้วปลาและเนื้อกลับมาด้วยก็เบิกตากว้าง “เจ้า เหตุใดถึงชอบใช้เงินทั้ง ๆ ที่ไม่มีเงินกันนะ แล้วยาล่ะ? เจ้าคงจะไม่ลืมซื้อยาหรอกนะ”
เขารีบเดินเข้าไปค้นของที่อยู่ในมือนาง ในที่สุดก็พบยาสองห่ออยู่ใต้สุดของตะกร้า หลิงซานฉิงนึกถึงงานชุมนุมภาพวาดกวีนิพนธ์อยู่จึงไม่ได้ฟังสิ่งที่เขาพูด นางมองเขาต้มยา พลางเดินเข้าไปหาและถามว่า “ฉาจื่ออัน เจ้ารู้จักงานชุมนุมภาพวาดกวีนิพนธ์หรือไม่?”
มือของฉาจื่ออันที่วุ่นอยู่กับการต้มยาชะงักไปชั่วครู่ ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ สีหน้าถึงได้แปลกไปแวบหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นานก็ตอบว่า “ข้าไม่รู้”
หลิงซานฉิงหรี่ตามองเหมือนรู้อะไรบางอย่าง ถึงอย่างไรมันก็ยังมีเวลาเหลืออยู่ ฉาจื่ออันจะรู้หรือไม่ก็ไม่เป็นไร นางมีวิธีให้เขาไปเข้าร่วมได้
ทว่าการที่นางหมุนตัวหันกลับไปเสียก่อน ทำให้คลาดที่จะเห็นความเสียใจที่ฉายผ่านเข้ามาในแววตาของฉาจื่ออันเพียงชั่วขณะ
หลังจากเจี่ยนเจี่ยนทานยาเสร็จ ไข้ก็ลดลง ฉาจื่ออันจึงได้โล่งใจ แต่ก็มิอาจวางใจได้ทั้งหมด เมื่อเห็นว่าเจี่ยนเจี่ยนดีขึ้นแล้วเขาก็ออกมาจากห้อง เอามือไพล่หลังเดินเล่นอยู่ในสวน
นั่งกินแบบนี้อยู่ต่อไปคงไม่ดีแน่ ยิ่งผู้หญิงในบ้านไม่ใช่ตะเกียงประหยัดน้ำมัน ใช้จ่ายเงินมากมาย คาดว่าสินสอดนั้นคงอยู่ได้ไม่นาน อีกอย่างก็มิอาจใช้สินสอดทองหมั้นเช่นนี้ เขาต้องหาวิธีให้เร็วที่สุด
“บ้าเอ๊ย เหตุใดจะต้องเข้าไร่นาในวันที่ร้อนเช่นนี้ด้วย?”
ขณะที่เขากำลังคิดอยู่นั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นในหัว ฉาจื่ออันถอนหายใจออกมา หากไร่นาของครอบครัวเขาไม่ถูกทำลาย เมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาถึงคงเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มาก
“ไร่นาไม่หลงเหลือพืชผลก็จริง แต่ข้ามิควรให้ผืนดินเสียเปล่า ต้องนำมันไปปลูกเสริมสักหน่อย ”
ตอนนี้คงสายเกินไปที่จะปลูกข้าวโพด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลูกพืชอื่น ๆ ไม่ได้
ฉาจื่ออันคิดอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนปลูกมันก็ไม่เลวเลย เมื่อถึงฤดูหนาวก็นำไปขายที่ตลาด คงมีรายได้เพิ่มขึ้นมาหน่อย อีกอย่างมันยังปลูกง่ายอีกด้วย ไม่ต้องกังวลใด ๆ หากเขาทำไม่เป็นก็เรียนรู้ได้อย่างง่ายดาย
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าใช้ได้ ฉาจื่ออันจึงไปเลือกมันในตะกร้าห้องครัวใส่ลงในถุง แล้วหยิบมีดทำครัวออกมา เขาเดินออกจากห้องครัวไปอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นว่าหลิงซานฉิงยังไม่ออกมาจากห้องของเจี่ยนเจี่ยน เขาก็แบกมันเดินออกไปจากประตูหลัง
พื้นดินผืนนั้นค่อนข้างทุรกันดารเล็กน้อย โชคดีที่มันไม่ได้ห่างไกลนัก แม้ตอนนี้คนที่เข้าทุ่งนาจะมีไม่มากนัก แต่เขาก็ยังคงพยายามเดินก้มหน้าเพราะกลัวว่าจะมีคนจำเขาได้
เขาหลบซ้ายทีขวาที หลบซ่อนเช่นนี้ไปตลอดทาง แต่ไม่นึกเลยว่าเมื่อมาถึงที่หมายแล้วจะมีคนเห็นเขา
“นั่นไม่ใช่เจ้าสามรึ เหตุใดถึงเข้าไร่นาได้ ไม่อ่านหนังสืออยู่ที่บ้านรึ?” คนที่พูดเป็นชายชราอายุราว ๆ หกสิบปี ยืนถือจอบอยู่บนคันนา บนหน้าผากมีเหงื่อเล็ก ๆ ผุดซึมออกมา
ฉาจื่ออันได้ยินคำถามนั้นก็หน้าแดงขึ้นมา เขาอ่านหนังสืออยู่บ้านมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่เคยไปทุ่งนาเพื่อปลูกพืชเลย หากไม่ใช่เพราะสถานการณ์บีบบังคับ วันนี้เขาคงไม่มาที่ทุ่งนา
เขาเกาหัวอย่างเก้อเขิน
“เพาะปลูกก่อน” ครั้นได้ยินเสียงและเห็นรอยยิ้มใจดีของอีกฝ่าย ฉาจื่ออันก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย แล้วถามออกไปว่า “ลุงเจ็ด ท่านรู้วิธีปลูกมันหรือไม่? ข้าอยากปลูกมันสักเล็กน้อย”
คนที่อยู่ตรงหน้าเขาคือลุงฉาชี ชายชราที่มีชื่อเสียงในหมู่บ้าน ลุงฉาชีทำไร่ทำนามาตั้งแต่เด็ก การปลูกมันจึงไม่ใช่ปัญหาอะไร “ปลูกมันก็เป็นอยู่หรอก แต่ข้าว่าที่นาเจ้า…” เขากวาดสายตามองครู่หนึ่ง “ท่อนไม้เสาเข็มเยอะเกินไป ข้าว่าต้องไถมันออกไป ไม่เช่นนั้นแม้แต่ที่สำหรับปลูกมันก็คงไม่มี”
ไม่ต่างจากที่คิดไว้เลย ของเหล่านี้ดูเกะกะจริง ๆ ปล่อยไว้ที่นี่ก็คงกลายเป็นเช่นนี้
ฉาจื่ออันนึกถึงหลิงซานฉิงที่ขนย้ายไม้กลับไปที่สวนเมื่อสองสามวันก่อน แล้วยังทำชั้นวางขนาดใหญ่ไว้ในสวนอีก ด้วยความโมโหที่สั่งสมมานาน เขาจึงตอบออกไปทันที “ได้ ข้าจะทำตามที่ท่านบอก!”