เด็กหนุ่มค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมามองที่เซและก็ได้ะโเสียงดังลั่นออกมาด้วยความหวาดผวา
“ยะ...อย่าทำอะไรผมเลยนะครับ!!!”
อีวานที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ ก็ได้เห็นเด็กคนนั้นมีท่าทางที่กำลังหวาดกลัวเซจนตัวสั่น ทำให้ตัวของเขาก็ถึงกับกลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่และได้หัวเราะออกมา
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ดูเหมือนนายจะน่ากลัวกว่าเ้าพวกโจรพวกนั้นอีกนะเนี่ยเซ…”
“งะ...เงียบไปเลยน่า!!” เซที่โดนแซวก็เริ่มหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย
จากนั้นเซก็ได้มองมาที่เด็กหนุ่มคนนั้นและพยายามจะปรับความเข้าใจเพื่อให้เด็กหนุ่มใจเย็นลง
“เอาล่ะตั้งใจฟังให้ดี ๆ นะ ฉันไม่ได้จะมาจับนายไปขายหรือจะจับไปเป็ทาสอะไรทั้งนั้น ฉันแค่้าที่จะเข้าไปทำธุระในเมืองของพวกนาย แต่บังเอิญพวกฉันดันหลงทางนิดหน่อยน่ะ นายพอจะช่วยนำทางให้พวกฉันหน่อยได้ไหม?”
“พูดจริงนะ...?” เด็กหนุ่มถามกลับ
“อื้ม! เชื่อใจได้เลย! ฉันชื่อ เซฟิรัส แอกเนส อายุ 16 ขวบ เรียก ‘เซ’เฉย ๆ ก็ได้นะ ส่วนเ้าหมอนี่ชื่อ อีวาน” เซได้ชี้นิ้วโป้งไปที่อีวานและอีวานก็ได้โบกมือทักทายเด็กหนุ่มอย่างเป็มิตร
“ผะ...ผมชื่อ...‘เอลก้า’ อายุ 14 ขวบ” เอลก้าได้ลุกขึ้นมาและเริ่มแนะนำตัวเอง
“เอาล่ะ เอลก้า อายุ 14 ขวบ ช่วยนำทางพวกฉันไปที่เมืองของพวกนายให้หน่อยนะ…”
“ครับ!!!” เอลก้าตอบกลับมาด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มออกมาและดูเหมือนว่าท่าทางสั่นกลัวเมื่อสักครู่ก็ไม่มีให้เห็นแล้ว
เอลก้าได้เดินนำทางเซและอีวานลึกเข้าไปในป่าเป็เวลาหลายชั่วโมง และในระหว่างทางที่พวกเขาเดินเข้าไปนั้นก็เริ่มมีสิ่งมีชีวิตโผล่มาให้เห็นบ้างแล้วจากที่ก่อนหน้านี้ไม่มีให้เห็นเลยซักตัวเดียว และก็เป็เช่นเดิม เซก็ได้ตื่นตาตื่นใจกับสัตว์สายพันธุ์ใหม่ ๆ และเริ่มโหวกเหวกโวยวายขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งแต่ครั้งนี้อีวานไม่ได้ปิดหูแต่อย่างใดเพราะเริ่มชินแล้ว แต่ไม่ใช่สำหรับเอลก้าที่พึ่งเจอเหตุการณ์แบบนี้เป็ครั้งแรกเขาจึงจำเป็ต้องเดินไปด้วยปิดหูไปด้วยตลอดทาง ในขณะที่ทั้ง 3 คนเดินเข้าไปได้ซักพักจู่ ๆ ก็มีกลุ่มภูติจำนวนมากบินมารุมล้อมรอบตัวของเซและอีวานไว้จนทำให้เอลก้าถึงกับประหลาดใจขึ้นมา
“ว้าวว...! พวกภูติล่ะครับ ปกติพวกเขาจะไม่เข้าหามนุษย์ก่อนนะครับเนี่ย แสดงว่าคุณเซกับคุณอีวานเป็คนดีจริง ๆ ด้วยสินะครับ”
‘…หมายความว่าไงฟะที่บอกว่า ‘เป็คนดีจริง ๆ ด้วย’ เนี่ย?’ เซและอีวานรู้สึกตะหงิดกับคำพูดของเอลก้าอยู่ในใจเล็กน้อยแต่พวกเขาก็ไม่ได้ถือสาอะไร
ผ่านไปซักพักพวกภูติที่มารุมล้อมพวกเขาก็เริ่มสลายกลุ่มและค่อย ๆ บินหายกลับเข้าไปในป่า ทั้ง 3 คนเดินยังคงเดินลึกเข้าไปอีก แต่คราวนี้พวกเขาได้เจอกับสัตว์เวทย์ที่มีนิสัยดุร้ายมากมายที่จ้องจะเข้ามาทำร้ายพวกเขา และนี่เป็หนึ่งในสาเหตุที่มีคนที่พยายามจะเดินทางเข้ามาแต่กลับาเ็สาหัสออกไป แต่ทว่าไม่ใช่สำหรับเซและอีวานที่ถูกอังเดรคอยเคี่ยวเข็นมาตลอด 11 ปี สัตว์เวทย์ที่ดุร้ายจำนวนมากกระโจนเข้ามาแบบไม่ขาดสาย แต่พวกมันก็โดนเซและอีวานซัดจนร่วงลงไปนอนกองกันหมดทุกตัว
“อีกนิดเดียวก็ใกล้จะถึงแล้วครับ” เอลก้าที่เดินนำอยู่ก็ได้หันหน้ามาบอกเซและอีวาน
ในขณะที่กำลังเดิน ๆ อยู่อีวานก็ได้เกิดคำถามขึ้นมา
“จะว่าไปแล้วนะเอลก้า ทำไมเด็กอย่างนายถึงได้ออกไปไกลจากตัวเมืองนักล่ะ?”
เอลก้าที่ได้ยินคำถามก็หยุดเดินทันทีจนทำให้เซกับอีวานจำเป็ต้องหยุดตาม
“…พ่อกับแม่ของผมเป็หมอครับ พวกเขาชอบออกมาเก็บสมุนไพรแถว ๆ ด้านนอกตัวเมืองและชอบให้ผมรออยู่ที่บ้านเป็ประจำแต่ว่าครั้งนี้ผมขอออกมาเก็บสมุนไพรกับพ่อแม่ด้วยน่ะครับ เพราะว่านาน ๆ ทีผมจะได้ออกมา ผมก็เลยดีใจไปหน่อยก็เลยเผลอวิ่งเล่นในป่านานเกินไปจนหันหน้ากลับมาอีกทีก็ไม่เจอใครแล้วครับ ผมพยายามจะเดินกลับไปหาพ่อกับแม่แต่ก็ดันไปเจอกับพวกโจรพวกนั้นเข้าซะก่อนก็เลยถูกจับได้น่ะครับ…”
เซที่เห็นเอลก้ากำลังเศร้าที่ตอบคำถามของอีวานเขาก็เลยได้โอกาสแซวอีวานคืนทันที
“นี่ ๆ...นายกำลังทำเด็กคนนั้นรู้สึกแย่นะ เป็คนที่แย่จริง ๆ เลยนะเนี่ยนายน่ะ โฮะ โฮะ โฮะ” เซใช้ข้อศอกสะกิดไปที่แขนของอีวานเบา ๆ ทีสองทีและพูดจาด้วยน้ำเสียงยียวนกวนประสาท
“หนวกหูน่า!!” อีวานหน้าแดงขึ้นมาและได้ตะตวาดมาที่เซเบา ๆ
“ฉันขอโทษนะเอลก้าฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำให้นายรู้สึกแย่นะ”
“ไม่หรอกครับมันเป็ความผิดของผมเอง ถือว่าเป็โชคดีมากเลยต่างหากล่ะครับที่ผมได้เจอกับคุณเซและคุณอีวาน ถ้าผมไม่ได้เจอกับพวกคุณทั้ง 2 คน ป่านนี้ผมคงถูกจับไปขายเป็ทาสในตลาดมืดแล้วล่ะครับ ขอบคุณพวกคุณทั้ง 2 คนมากนะครับ…”
เซและอีวานที่ได้ยินเอลก้าพูดแบบนั้นทั้งคู่ก็รู้สึกปลื้มปริ่มหัวใจขึ้นมาอย่างมากจนทำให้เซเก็บถึงกับเก็บอาการไว้ไม่อยู่
“แหมม...นายเนี่ยพูดจาปากหวานชะมัดเลยนะ…” เซที่บ้ายอก็ได้อ้าแขนไปกอดคอเอลก้าด้วยท่าทางที่ดูอารมณ์ดีทันที
และในขณะที่ทั้ง 3 คนกำลังคุยกันอย่างสนุกสนานอยู่นั้นเองเซและอีวานก็ได้รู้สึกถึงอะไรแปลก ๆ ขึ้นมาได้
“นี่อีวาน” เซพูดพร้อมกับทำสีหน้าท่าทางที่จริงจัง
“เออ” เซและอีวานยืนนิ่งไม่ขยับไปไหนจนทำให้เอลก้าเริ่มกลัวขึ้นมาและไม่กล้าขยับตัวเช่นกัน
และทันใดนั้นเองบริเวณบนต้นไม้รอบ ๆ พวกเขาก็ค่อย ๆ โผล่ออกมาให้เห็นเป็เอลฟ์จำนวนหลาย 10 ตนกำลังง้างลูกธนูลงมายังที่ที่ 3 คนนั้นยืนอยู่
“พวกเ้าเป็ใคร แล้วมาทำอะไรที่นี่!!” เสียงเอลฟ์ตนหนึ่งได้ะโถามดังขึ้นมา
เอลก้าที่จำเสียงและรูปร่างหน้าตาของเอลฟ์ตนนั้นได้เขาก็ได้เดินออกมาและเริ่มอธิบายเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น
“พวกเขาเป็คนดีครับ!! พวกเขาช่วยชีวิตผมไว้จากพวกโจรและพวกสัตว์เวทย์เพื่อมาส่งผมให้มาถึงยังที่นี่อย่างปลอดภัย และพวกภูติเองก็ชอบพวกเขาเหมือนกันด้วย เพราะฉะนั้นขอร้องอย่ายิงเลยนะครับ…!!”
หลังจากสิ้นสุดคำพูดของเอลก้า เอลฟ์ที่ะโถามก็ค่อย ๆ ลดธนูลงและเอลฟ์ตนอื่น ๆ ก็ค่อย ๆ ลดธนูลงตาม จากนั้นพวกเอลฟ์ทั้งหมดที่อยู่บนต้นไม้ก็ได้ะโลงมายังบนพื้นดินและได้เดินเข้าไปอยู่ตรงหน้าของเซและอีวาน เอลฟ์ตนที่ะโถามก็ได้เดินออกมาจากข้างในกลุ่มนั้นและได้มายืนอยู่ข้างหน้ากลุ่มของเอลฟ์จำนวนหลาย 10 ตน เผยให้เห็นเป็เอลฟ์ชายผมทองยาว รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าสะสวยราวกับผู้หญิง ผิวพรรณขาวผ่องดูนุ่มนวล และมีดวงตาสีฟ้าที่สวยงามราวกับอัญมณีบริสุทธิ์
“ต้องขออภัยด้วยที่เสียมารายาท ข้าชื่อ ‘อัลเฟรโด้’ เป็หนึ่งใน 4 องครักษ์ขององค์าา พวกคุณคงเป็คุณเซและคุณอีวานสินะครับ”
เซและอีวานได้ใขึ้นมาทันทีเพราะว่าพวกเขาไม่เคยเจอกันมาก่อนแต่อีกฝ่ายกลับรู้จักชื่อของเซและอีวานซะอย่างงั้น
“ทำไมถึงรุ-!” เซะโถามออกมาด้วยความใแต่ก็ยังไม่ทันที่จะถามจบ
“ได้โปรดอย่าพึ่งถามอะไรตอนนี้เลยครับ ท่านองค์าากำลังรอพวกคุณอยู่ ต่อจากนี้ผมจะนำทางพวกคุณเข้าไปเอง ตามผมมาได้เลยครับ”
เซและอีวานที่กำลังสับสนมึนงงก็ทำได้นิ่งเงียบและเดินตามหลังอัลเฟรโด้ไป
จากนั้นพวกเขาทั้งหมดก็ได้เดินทางมาถึงยังเมืองหลวงของอาณาจักรอิลานา เซและอีวานต่างก็ต้องตกตะลึงกับนครแห่งธรรมชาติที่สวยงามตระการตาอุดมสมบูรณ์กว้างใหญ่ไพศาลราวกับหลุดออกมายังโลกอีกโลกหนึ่ง มีสิ่งมีวิตหลายเผ่าพันธุ์มากมายอาศัยอยู่ที่นี่ มีเหล่าภูติบินเล่นกันอย่างสนุกสนานอยู่ทั่วทั้งเมือง เหล่าเอลฟ์ คนแคระ ออร์ค และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่คาดว่าน่าจะสูญพันธุ์ไปนานแล้วก็ได้ดำรงชีวิตอยู่ที่นี่กันอย่างสันติ และที่เด่นสะดุดตาที่สุดคือต้นไม้สีเขียวขนาดใหญ่ั์ที่มีชื่อเรียกว่า ‘พฤษาแห่งชีวิต’ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘ต้นไม้โลก’ ตั้งอยู่ใจกลางของอาณาจักรและคอยปล่อยมานาบริสุทธิ์อ่อน ๆ เป็ละอองแสงเบาบางสวยงามที่ให้ความอบอุ่นออกมาราวกับแม่ที่คอยกอดคอยให้ความรักความห่วงใยลูก ๆ ของตนเองอยู่ตลอดเวลา
ในขณะที่เซและอีวานเดินเข้าไปในตัวเมืองได้ซักพัก เอลก้าก็ได้สังเกตเห็นพ่อและแม่ของตนที่กำลังทำท่าท่างกระวนกระวายอยู่ข้างหน้า
“พ่อครับ!!!แม่ครับ!!!” เอลก้าะโเรียกพ่อและแม่จนทั้งคู่หันหน้ามาเพราะจำเสียงของเขาได้และเอลก้าก็รีบวิ่งเข้าไปสวมกอดพวกเขาทันที
“เอลก้าลูกพ่อไม่าเ็ตรงไหนใช่ไหมลูก…!”
“ผมได้รับาเ็นิดหน่อยครับ... แต่ว่าผมได้พี่ 2 คนนั้นช่วยเอาไว้…” เอลก้าพูดพร้อมกับชี้นิ้วไปที่เซและอีวาน
เซและอีวานที่ทำตัวไม่ถูกก็ได้ยิ้มด้วยท่าทางที่ดูเขิน ๆ พ่อและแม่ของเอลก้าไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปหาเซและอีวานในทันที
“ขอบคุณมากเลยนะครับ/ขอบคุณมากเลยนะคะ ๆ ๆ” พ่อและแม่ของเอลก้าขอบคุณเซและอีวานซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบจนเซและอีวานเริ่มเกรงใจขึ้นมา
“ขอบคุณมาก ๆ นะครับที่ช่วยลูกของพวกเราไว้ นี่อาจจะไม่ใข่ของตอบแทนที่ดีมากเท่าไหร่แต่ช่วยรับมันไว้ด้วยเถอะนะครับ” หลังจากพูดจบพ่อของเอลก้าก็ได้ยื่นเม็ดยาที่ทำมาจากสมุนไพรมากกว่า 100 ชนิดมาให้เซ
“นี่เป็เม็ดยาสมุนไพรที่ดีที่สุดที่ผมได้เคยทำขึ้นมาแล้วล่ะครับโปรดรับไว้ด้วยเถอะนะครับ”
เซที่เห็นพ่อของเอลก้าขอร้องถึงขนาดนี้ก็ไม่กล้าที่จะปฏิเสธจึงยื่นมือไปรับมาและนำเม็ดยานั่นเก็บใส่ในกระเป๋าของตนไว้
“ขอบคุณมากครับ” เซกล่าวขอบคุณพร้อมกับยิ้มให้พ่อของเอลก้า
จากนั้นพ่อและแม่ของเอลก้าก็ได้เดินจูงมือเอลก้ากลับบ้านของพวกเขาไป และเอลก้าก็ได้หันหน้ามายิ้มและโบกมือให้เซและอีวาน ทั้ง 2 คนจึงได้โบกมือเบา ๆ พลางยิ้มอ่อน ๆ กลับไปให้เอลก้า
อัลเฟรโด้ที่เห็นว่าเซและอีวานได้พูดคุยล่ำลากับเอลก้าเสร็จแล้วเขาก็ได้พูดขึ้นมา
“จะไปต่อแล้วนะครับ”
เซและอีวานเดินตามอัลเฟรโด้ไปต่อเพื่อที่จะไปเข้าพบกับองค์าาของอาณาจักรแห่งนี้ แต่ทว่าตลอดระยะทางที่เดินในตัวเมือง เซและอีวานก็สามารถก็รู้สึกได้ถึงสายตาที่ไม่เป็มิตรคอยจ้องเขม่นมาที่พวกเขาตลอดเวลา และอัลเฟรโด้ก็สามารถรับรู้ได้ถึงสายตาที่จ้องมายังเซและอีวานได้ด้วยเช่นกัน เขาจึงเริ่มอธิบายถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่นี่
“่นี้สถานการณ์ที่นี่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่น่ะครับเลยไม่ค่อยมีมนุษย์เข้ามาที่อาณาจักรนี้มานานมากแล้ว พวกเขาแค่ระแวงเฉย ๆ น่ะครับ อย่าไปถือสาพวกเขาเลยนะครับ…”
เซและอีวานที่ได้ยินอัลเฟรโด้พูดแบบนั้นพวกเขาก็ได้เดินต่อไปและไม่สนใจสายตาของชาวเมืองเ่าั้ จนในที่สุดพวกเขาก็ได้เดินมาถึงต้นไม้ใจกลางอาณาจักรซึ่งมีรูปปั้นแกะสลักเป็รูปองครักษ์ทั้ง 4 ตั้งไว้อยู่ฝั่งละ 2 ข้าง ส่วนบริเวณตรงกลางระหว่างรูปปั้นเ่าั้ก็มีบานประตูขนาดใหญ่ตั้งอยู่ อัลเฟรโด้ได้เดินไปเปิดประตูบานใหญ่นั้นและเดินนำหน้าเซและอีวานเข้าไปยังที่อยู่ขององค์าาของที่นี่ และในที่สุดอัลเฟรโด้ได้เดินมาถึงห้อง ๆ หนึ่งและเขาก็ได้เคาะประตูขึ้นมา
ก๊อก ๆ ๆ...
หลังจากสิ้นเสียงเคาะประตูของอัลเฟรโด้ไปได้ไม่นานก็ได้มีเสียงะโจากภายในห้องห้องนั้นดังออกมา
“เข้ามาได้เลย!”
จากนั้นอัลเฟรโด้ก็ได้เปิดประตูและหลบทางให้เซและอีวานได้เดินเข้าไป
“...เชิญเข้าไปข้างในได้เลยครับ…”
เซและอีวานต่างก็รู้สึกตื่นเต้นและกดดันที่พวกเขากำลังจะได้เจอกับองค์าาของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ พวกเขาทั้งคู่ต่างก็กลืนน้ำลายเสียงดัง เอื้อก! ออกมาและได้เดินเข้าห้องนั้นไป และทันใดนั้นเอง…
ปั้ง!!!!
เสียงปิดประตูได้ดังขึ้นมาจากด้านหลังของเซและอีวานจนทำให้ทั้งคู่ใและรู้สึกประหม่าขึ้นมามากกว่าเดิม ภายในห้องที่พวกเขาได้เดินเข้ามานั้น เต็มไปด้วยชั้นหนังสือมากมายที่ยาวสูงขึ้นไปสุดลูกหูลูกตา และมีกองูเาหนังสือขนาดั์ที่สูงพอที่จะบังคนได้ทั้งคนตั้งอยู่หลายกอง และก็มีโต๊ะไม้ทรงกลมตั้งอยู่กลางห้อง เซและอีวานยืนอยู่กับที่และพยายามมองหาเ้าของเสียงนั้น และทันใดนั้นเองก็มีใครซักคนเดินออกมาจากกองูเาหนังสือขนาดั์ออกมาจนทำให้เซและอีวานต่างใและตกตะลึงกับสิ่งที่พวกเขาเห็นอยู่เบื้องหน้า และคนที่เดินออกมาจากกองูเาหนังสือนั้นก็ได้มองมาที่พวกเขาทั้งคู่และได้พูดขึ้นมา
“...กำลังรออยู่เลยล่ะครับ...”