บทที่ 29 สำเร็จแล้วหรือ?
“อ๊ากกก!”
ในขณะนั้น เสียงร้องด้วยความเ็ปดังขึ้นจากห้องด้านหลัง ในคืนที่เงียบสงบเช่นนี้ มันช่างแสบแก้วหูเหลือเกิน
จางซอมซ่อชะงักไปชั่วครู่ แล้วกล่าวว่า “ก็แค่เปลี่ยนโฉมเท่านั้น ทำไมถึงได้มีเสียงดังวุ่นวายขนาดนี้”
หลี่จื่อเย่ลูบจมูกตัวเอง ตอบอย่างเขินอายว่า “ก็เพราะข้ากังวลว่าเขาจะถูกจำได้ ดังนั้นข้าจึงใช้วิธีที่รุนแรงสักหน่อย เพื่อให้รูปลักษณ์ของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง”
จางซอมซ่อได้ยินดังนั้น จึงกล่าวด้วยสีหน้าประหลาดว่า “แล้วจะกลับคืนสู่สภาพเดิมได้หรือไม่?”
“เื่นี้... ก็ต้องดูโชคชะตา” หลี่จื่อเย่ตอบพร้อมรอยยิ้มเก้อเขิน
จางซอมซ่อยิ้มอย่างสะใจ นั่นก็หมายความว่ากลับคืนสู่สภาพเดิมไม่ได้แล้วสินะ?
ดังคาด การร่วมมือกับเ้าหนูนี่ มีโอกาสถูกหักหลังได้ทุกเมื่อ ต่อไปเขาต้องระวังตัวให้มากกว่านี้สักหน่อย
ประมาณครึ่งชั่วยามต่อมา ประตูห้องก็เปิดออก หงจู่ในชุดแดงก้าวออกมา
หลี่จื่อเย่เห็นดังนั้น จึงถามอย่างตื่นเต้นว่า “พี่หงจู่ สำเร็จแล้วหรือ?”
“สำเร็จดีเ้าค่ะ”
เมื่อเห็นว่ามีคนแปลกหน้าอยู่ตรงหน้า หงจู่จึงกลับมาแสดงท่าทีเคารพนอบน้อม
“พี่หงจู่ ท่านอาจารย์ฉินเซียนจื่อและท่านผู้าุโเจี้ยนฉือล้วนเป็คนที่ไว้ใจได้ ไม่ต้องมากพิธีหรอก” หลี่จื่อเย่กล่าวพลางยิ้ม
หงจู่ได้ยินดังนั้น จึงชำเลืองมองอีกฝ่ายแล้วกล่าวว่า “ไม่บอกแต่แรกเล่า คนผู้นั้นเจ็บจนสลบไป คาดว่าคงต้องใช้เวลาสามสี่ชั่วยามกว่าจะฟื้น”
“สาวน้อย อาจารย์ของเ้าเป็ใครกัน?” จางซอมซ่อถามขึ้นอย่างกะทันหัน
ดวงตาโค้งดั่งจันทร์เสี้ยวของหงจู่หรี่ลง ใบหน้าเผยรอยยิ้มสดใส นางกล่าวว่า “ข้าเรียนรู้ด้วยตนเอง”
“หึ”
จางซอมซ่อหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม
เรียนรู้ด้วยตนเอง คิดว่าหลอกเด็กอยู่หรือไร?!
ในโลกนี้ ผู้ที่เชี่ยวชาญการใช้พิษและการปลอมตัวนั้นมีไม่มาก และส่วนใหญ่อยู่ในแคว้นเหมียวเจียง แต่กิริยาท่าทางและการแต่งกายของหญิงสาวผู้นี้ไม่เหมือนคนจากแคว้นเหมียวเจียงเลย ช่างแปลกจริง ๆ
“ท่านลุงจาง ท่านอย่าถามอีกเลย แม้แต่ข้ายังถามไม่ได้ แล้วท่านจะถามได้อย่างไร” หลี่จื่อเย่พูด
“ไม่ถามแล้ว พวกเ้าคุยกันเถิด ข้าแก่แล้วขอกลับไปนอนก่อน”
จางซอมซ่อโบกมือไปมาอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นก็ลุกขึ้นปัดฝุ่นบนตัว แล้วเดินโซเซไปยังห้องของตน
“รู้จักควบคุมตัวเองบ้าง เอาเวลาไปฝึกวิชากระบี่จะดีกว่า”
ด้านข้าง ฉินเอ๋อร์นั่วเอ่ยปากเตือนประโยคหนึ่ง แล้วก็หมุนตัวจากไป
หลี่จื่อเย่ได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป แต่ก็รีบได้สติ ร้องอย่างน่าสงสารว่า “ท่านอาจารย์ ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้า…”
“ข้าอะไรหรือ?” หงจู่พูดขัดจังหวะ “เป็อะไรไป ข้าไม่คู่ควรกับเ้าหรืออย่างไร ถึงได้รีบแก้ตัวนัก”
“ไม่ ไม่ใช่อย่างนั้น”
หลี่จื่อเย่รีบส่ายหน้า นี่มันคำถามที่ตอบยากเหลือเกิน สำคัญคือเขาไม่ได้ทำอะไรเลยจริง ๆ
“จื่อเย่น้อย เ้าเตรียมจะไปเมืองหลวงใช่หรือไม่?” หงจู่ไม่ได้รังแกเด็กหนุ่มข้างกายมากนัก จึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาและถามขึ้น
หลายปีมานี้ นางได้ติดตามเ้าสำนักไปทั่วทุกหนแห่ง จึงพอมองออกถึงการวางแผนบางอย่างของตระกูลหลี่
แม้ว่าตระกูลหลี่จะไม่อยากพัวพันกับอำนาจในเมืองหลวงมากเกินไป แต่ก็ได้เริ่มวางคนของตนในเมืองหลวงแล้ว
“ข้าไม่อยากไป”
หลี่จื่อเย่ถอนหายใจเบา ๆ “แต่อาจจะต้องไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้…”
ยามค่ำคืนแสนงดงาม ทว่า... ผู้คนกลับงดงามยิ่งกว่า
ณ ริมทะเลสาบ สายลมอ่อน ๆ พัดโชย หญิงสาวในชุดแดงนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ใบหน้าด้านข้างงดงามไร้ที่ติ ชวนให้หลงใหล
หลี่จื่อเย่นั่งข้างกายนาง สูดกลิ่นหอมที่ซึมซาบเข้าสู่หัวใจ ชั่วขณะหนึ่ง จิตใจของเขาก็เลื่อนลอย
พี่หงจู่ก็โตเป็หญิงสาวที่งดงามถึงเพียงนี้แล้ว
ครั้งแรกที่พบกันตอนเด็ก บนถนนในเมืองอวี๋โจว ตอนนั้นพี่หงจู่สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง แม้แต่รองเท้าก็มีรูโหว่ ดูน่าสงสารยิ่งนัก
เขาพานางกลับจวนตระกูลหลี่ ตอนนั้นเขาเพิ่งอายุครบเจ็ดขวบ ส่วนพี่หงจู่ก็อายุเพียงสิบขวบเท่านั้น
ไม่นึกเลยว่า เพียงชั่วพริบตา สิบปีก็ผ่านไปแล้ว…
“พี่หงจู่ ท่านเคยคิดจะกลับบ้านบ้างหรือไม่?”
หลี่จื่อเย่ถามเบา ๆ ก่อนหน้านี้เขาเคยถามถึงชีวิตในอดีตของพี่หงจู่ แต่ตอนนั้นนางไม่อยากพูด เขาจึงไม่ได้ถามอีก
“ข้าไม่มีบ้าน” หงจู่นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยปากตอบคำถาม
“ตราบใดที่พี่หงจู่ยินยอม จวนตระกูลหลี่จะเป็บ้านของพี่หงจู่ตลอดไป” หลี่จื่อเย่กล่าวด้วยสีหน้าอ่อนโยน
เมื่อหงจู่ได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ใบหน้างดงามจะเผยรอยยิ้มสดใส แล้วกล่าวว่า “จื่อเย่น้อย เ้าโตเป็หนุ่มแล้วจริง ๆ ถึงกับรู้จักพูดจาไพเราะหลอกล่อสาว ๆ เสียแล้ว”
หลี่จื่อเย่เผยรอยยิ้มเช่นกันพลางกล่าวว่า “พี่หงจู่รู้ทันอีกแล้ว”
“เอาล่ะ ดึกมากแล้ว เ้าก็รีบกลับห้องไปพักผ่อนเถิด” หงจู่ลุกขึ้น สะบัดผมยาว แล้วกล่าวเบา ๆ ว่า “พรุ่งนี้เช้า ข้าจะพาอวิ่นควางผู้นั้นกลับเมืองหลวง”
“รีบร้อนถึงเพียงนี้เชียวหรือ?” หลี่จื่อเย่ลุกขึ้นถามด้วยความประหลาดใจ
“พี่รองของเ้ากำลัง้าคนพอดี รากฐานของพวกเราในเมืองหลวงยังอ่อนแอเกินไป หาก้าจะทำอะไรสักอย่าง จำเป็ต้องเร่งจัดวางกำลังคน” หงจู่พูดจบ ก็อดไม่ได้ที่จะบ่นต่อไปว่า “ทั้งหมดนี้ก็เพื่อปูทางให้เ้าไปเมืองหลวงในภายหน้า เ้าต้องพยายามหน่อย ฝึกฝนให้ดี เมืองหลวงไม่ใช่ที่ที่ปลอดภัย หากเกิดเื่อะไรขึ้น แม้แต่ข้าและพี่รองของเ้าก็ไม่แน่ว่าจะปกป้องเ้าได้”
“พี่หงจู่วางใจได้” หลี่จื่อเย่พยักหน้าอย่างแรง แล้วกล่าวว่า “ข้าจะต้องทำให้ตระกูลหลี่ของพวกเรามีเซียนกระบี่ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วหล้าให้ได้!”
“วาจาองอาจมากทีเดียว” หงจู่กล่าวพลางหัวเราะ โดยไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าห้องไป
ณ ริมทะเลสาบ หลี่จื่อเย่มองเงาด้านหลังของนางอยู่เป็เวลานาน ก่อนจะหยิบกระบี่ข้างกายขึ้นมา แล้วฝึกฝนต่อไป
ภายใต้แสงจันทร์ แสงกระบี่เป็ประกายดั่งน้ำค้างแข็ง หลี่จื่อเย่ กระโจนร่างออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า ล้มลงบนพื้น แล้วลุกขึ้นมาอีกครั้งในทันที
ท่าแรกของวิชาเซียนเหินเวหา มีเพียงเก้าก้าว ดูเหมือนจะง่าย แต่เมื่อฝึกฝนกลับยากยิ่งนัก
หลี่จื่อเย่ฝึกฝนทั้งกลางวันกลางคืนมาหลายวัน แต่ก้าวสุดท้ายนั้น เขาก็ยังไม่สามารถก้าวออกไปได้
ไม่รู้ว่าฝึกมานานเท่าไหร่แล้ว บนท้องฟ้า พระจันทร์สีขาวนวลเคลื่อนไปทางทิศตะวันตก ราตรีกาลก็ลึกล้ำยิ่งนัก
“เคร้ง!”
ปลายกระบี่ปักลงพื้น หลี่จื่อเย่คุกเข่าลงบนพื้นหอบหายใจอย่างหนัก แม้จะเป็ฤดูใบไม้ร่วงที่หนาวเย็น ทว่าบัดนี้ใบหน้าของเขากลับมีเหงื่อไหลอาบ
เขาไม่ยอมแพ้หรอก เพียงแค่ก้าวสุดท้ายนี้ เขาจะต้องทำให้สำเร็จให้ได้!
หัวใจอันมุ่งมั่นของเด็กหนุ่มไม่ยอมแพ้ หลี่จื่อเย่พยายามลุกขึ้นและเริ่มฝึกฝนอีกครั้ง
ราตรีกาลยิ่งมืดมิด ทางทิศตะวันออกเริ่มมีแสงสีขาวปรากฏ บ่งบอกว่ารุ่งอรุณใกล้มาเยือนแล้ว
ไม่ไกลนัก ประตูห้องเปิดออก พร้อมกับหงจู่ที่ก้าวออกมา
ส่วนในห้องถัดไปจากหงจู่ บุรุษแปลกหน้าผู้หนึ่งก็ออกมาเช่นกัน รูปร่างหน้าตาแตกต่างจากที่เคยเห็นโดยสิ้นเชิง
ในขณะนั้น ณ ลานกว้างหลังจวนตระกูลหลี่ ร่างของหลี่จื่อเย่พลันเคลื่อนไหวรวดเร็วปานสายฟ้า ภายในพริบตานั้นเองเขาผ่าผ่านอากาศ ล่องลอยดุจหงส์เหิน ทิ้งระยะแปดก้าวไว้เื้ั
และในก้าวสุดท้าย ปลายเท้าของเขากลับเหยียบลงบนความว่างเปล่า พลังภายในแผ่ซ่านสู่พื้นดินเบื้องล่างจนเกิดเป็รอยลึก พริบตานั้นเองกระบี่ถูกชักออกจากฝัก ผ่าแยก์และพิภพให้รวมเป็หนึ่งเดียว
“โครม!”
เบื้องหน้า กระบี่โบราณฟันผ่านก้อนหินขนาดใหญ่แตกกระจาย เศษหินกระเด็นร่วงหล่นดั่งสายฝน กระจายไปทั่วบริเวณ
“แฮ่กๆ! ฮึก!”
หลังจากฟันกระบี่หนึ่งครั้ง หลี่จื่อเย่ก็ทรุดลงบนพื้นหอบหายใจอย่างหนัก แทบจะยืนไม่อยู่
หงจู่รีบเข้าไปประคอง พลางพูดด้วยความเป็ห่วง “ถึงแม้การฝึกวิชากระบี่จะเป็เื่สำคัญ แต่ก็อย่าฝืนตัวเองมากจนเกินไป”
“เอี๊ยด!”
อีกด้านหนึ่ง ประตูห้องเปิดออกฉินเอ๋อร์นั่วและจางซอมซ่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากภายนอก จึงเดินออกมาจากห้องของตนพร้อมกัน
สำเร็จแล้วหรือ?