บทที่ 26 หมากสุดท้าย
เฉินซือหยางเดินเตร็ดเตร่ภายในเมืองชมวิวทิวทัศน์ที่แปลกตา มองผู้คนมากมายที่วนเวียนกันจับจ่ายซื้อขายสิ่งของ เมืองจรดเมฆาในสายตาของมันจึงเป็เมืองที่ใหญ่และเต็มไปด้วยทรัพยากรอย่างแท้จริง ที่นี่อาจมีสิ่งที่ช่วยส่งเสริมแก่มันได้ คิดเช่นนี้ชายหนุ่มจึงใช้เวลานับเจ็ดวันท่องเที่ยวไปทั่วทั้งเมือง เข้าสู่ร้านคัมภีร์ ตำรา หรือร้านขายอาวุธมากมาย แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็ยังไม่รู้สึกถึงสิ่งที่มีความเข้ากันกับตัวเองได้แม้แต่อย่างเดียว พลังจิติญญาของมันก็ยังเป็ความพิเศษจำเพาะที่ยากจะหาสิ่งใดมาเติมเต็มอีกเช่นเคย
หลายวันมานี้เฉินซือหยางใช้ตั๋วเงินที่ได้มาจากมารดาไปกับการซื้อดาบ ตั๋วเงินหนึ่งใบมีค่าหนึ่งพันเหรียญเงิน บนตัวมันมีอยู่สองใบ มันกว้านซื้อดาบหลายเล่มจนเหลือเพียงหนึ่งใบแล้ว ชายหนุ่มมีประสบการณ์ ดาบทั่วไปฟันหินยังแตกหัก ดาบห้าเล่มของมันหากไม่นับดาบดำที่ได้มาจากร่างอสรพิษม่วงเกล็ดนิลก็เหลือแค่เพียงเล่มเดียวคือดาบจรดใต้หล้าของท่านตา มันที่ฝึกวิชาห้าดาบเมื่อไร้ดาบทั้งห้าประสิทธิภาพของเพลงดาบก็จะลดลง เช่นนั้นมันถึงได้ซื้อดาบกักตุนไว้หลายเล่ม พกติดตัวห้าเล่มเช่นเดิม ส่วนที่เหลือล้วนถูกฝากไว้ในมิติแห่งคันฉ่องของจินเยว่
“ดาบดีมิใช่จะหาได้อย่างง่ายดาย ดาบที่ดีเหมือนดาบจรดใต้หล้า ท่านตาสามารถเสาะหาได้จากที่ใดกัน"
เฉินซือหยางพึมพำกับตนเอง มันไปทั่วทั้งเมืองแล้ว เข้าร้านอาวุธขึ้นชื่อของเมืองแล้ว ก็ยังพบตัวดาบที่จัดได้ว่าเป็ดาบทั่วไปอยู่ ดาบดีที่สามารถตัดได้แม้กระทั่งหินอย่างดาบจรดใต้หล้า ค้นหาให้ตายก็ยังไม่มีวี่แวว
“หรืออาวุธดีๆ เช่นนั้นจะอยู่กับร้านค้าชั้นสูง หอการค้ากลางเมฆาอาจจะมีคำตอบ และหากเทียบราคา ตั๋วเงินที่มีของเราก็คงมิอาจเทียบได้”
นึกถึงตั๋วเงินก็ชวนให้นึกถึงหินที่ตนรวบรวมและแบกมาเพื่อฝึกร่างกายตลอดทาง หินนั้นกลับมีมูลค่าสูงที่อาจเพียงพอให้ตนแลกซื้อดาบชั้นดีกับหอการค้าชั้นสูงได้
“หวังว่าที่นั่นจะมีดาบที่ดี"
หากยังไม่สามารถใช้พลังจิติญญาได้ ดาบห้าเล่มจึงสำคัญกับการต่อสู้หรือการป้องกันตนเอง มันจึงมุ่งที่จะหาดาบดีให้ครบทั้งห้าเล่ม ตอนนี้ดาบจรดใต้หล้าถือเป็บรรทัดฐานของดาบที่ตรงตามความ้าของมัน ส่วนดาบดำยังเป็ปริศนาในการเทียบระดับ แต่หากวัดเพียงความรู้สึกของมัน ดาบดำเล่มนี้ย่อมเหนือกว่าดาบจรดใต้หล้าอยู่แล้ว จึงถือว่ามันได้ดาบตามความ้าแล้วสองเล่ม ขาดอีกสามเล่มที่ยังหาไม่ได้ ต้องประคองใช้ดาบทั่วไปที่มันกว้านซื้อมาไปพลางก่อน เล่มใดบิ่นหักก็ค่อยสับเปลี่ยนหมุนเวียนออกมาใช้
เจ็ดวันมานี้เฉินซือหยางเที่ยวชมเมืองแลกว้านซื้อดาบจนแทบทุกซอกทุกมุมแล้ว ข่าวการเปิดประมูลของหอการค้ากลางเมฆาก็เริ่มเกิดขึ้นอย่างหนาหู ที่โรงเตี๊ยมหรือเหลาสุราก็เป็ที่พูดคุยกันอย่างมากมาย เฉินซือหยางจึงมุ่งเดินทางไปยังตอนเหนือของเมือง หาตรอกซอยสิบสามตามที่เถ้าแก่หวังให้ข้อมูลไว้ เดินมาจนถึงตรอกซอยที่แคบเล็กแห่งหนึ่ง เป็ซอยที่มีร้านรวงเก่าๆ ผู้คนไม่ค่อยสัญจรเท่าใดนัก ตรงท้ายซอยของที่นั่นมีร้านค้าที่ดูเก่าโทรม มีการวางเรียงอาวุธมากมายหน้าร้านให้เลือกสรรค์ แต่เพราะทำเลไม่ดี ร้านค้าก็ไร้การประดับตกแต่งให้ดึงดูดสายตา ผู้คนจึงไม่ค่อยสนใจและเยื้อย่างผ่านไป ร้านอาวุธเก่าโทรมหลังนั้นจึงแทบจะเรียกได้ว่าเปลี่ยวร้างราวจะปิดตัวลงได้ทุกเมื่อ
เฉินซือหยางกว้านหาดาบทั้งเมืองจากร้านที่ขึ้นชื่อแล้ว ลองร้านที่เก่าโทรมไร้ชื่อบ้างก็ไม่เสียหาย อีกทั้งตอนนี้ก็ยังพอมีเวลา ก่อนไปพบเถ้าแก่หวังที่อยู่ในตรอกซอยถัดไป มันไปชมดูดาบในร้านแห่งนั้นเพื่อฆ่าเวลาซักเล็กน้อย
เดินไปถึงร้าน บรรยากาศของร้านก็ชวนให้วังเวง ไม่มีพนักงานคอยออกมาต้อนรับเหมือนร้านค้าอาวุธใหญ่ๆ ร้านอื่น ไม่มีเสียงเรียกขานเชิญชวนเข้าไป เป็บรรยากาศที่มีความเป็ส่วนตัวอย่างมาก เฉินซือหยางจึงรู้สึกถูกใจร้านเช่นนี้ จักได้ไม่ต้องมีคนมาคอยตอแยรบเร้ามันให้ซื้อจนน่ารำคาญ
เดินสอดส่ายสายตากวาดมองไปตามชั้นวางเก่าๆ และแผงตั้งอาวุธภายในร้าน ร้านแห่งนี้ล้วนมีแต่อาวุธเก่าโทรมที่ดูจะผ่านการใช้งานอย่างหนักหน่วงมาแล้ว เสมือนหนึ่งอาวุธมือสองที่รอการซ่อมแซมหรือหลอมตีขึ้นมาใหม่ มิน่าจึงดูไม่สะดุดตาและไร้ลูกค้ามาแวะชมเช่นนี้
ผู้อื่นอาจคิดเช่นนั้น ทว่าสำหรับเฉินซือหยางแล้วกลับรู้สึกถึงความน่าสนใจอย่างบอกไม่ถูก นับั้แ่ที่มันฝืนข้ามขั้นตอนในการบังคับดาบดำให้มาอยู่ในมือ ทุกวันนี้มันเหมือนจะได้ยินเสียงอาวุธที่เรียกหาเ้าของ เสียงอึงอนเบาบางที่อยู่ในหูจึงมิใช่เสียงของผู้คนที่จอแจจากเบื้องนอก แต่เป็เสียงอาวุธที่เก่าโทรมเหล่านี้ เป็อาวุธที่กำลังเรียกหาผู้เป็นายของตัวเอง อาวุธเก่าโทรมเหล่านี้อาจเคยเป็อาวุธคู่กายของผู้มีพลังจิติญญา เป็อาวุธที่มีจิติญญาแห่งสรรพสิ่ง!
เช่นนั้นร้านอาวุธที่เก่าโทรมร้านนี้ มิใช่ร้านค้าอาวุธทั่วไปอย่างแน่นอน
“คุณชายท่านนี้ มองหาอาวุธชิ้นใดเป็พิเศษหรือไม่"
เสียงบุรุษวัยกลางคนกล่าวขึ้นที่ด้านหลัง ด้วยระยะที่กระชั้นชิดเช่นนี้เฉินซือหยางกลับแทบมิอาจััได้ถึงการมาของมัน ชายหนุ่มจึงขมวดคิ้วก่อนหันหลังคืนกลับไป
พบว่าบุรุษวัยกลางคนที่เอ่ยปากเป็บุรุษวัยสี่สิบเศษ สวมชุดคลุมสีเขียวเข้มปักด้วยด้ายดำลวดลายหงส์ที่ฉวัดเฉวียน ใบหน้าของมันดูคมคายราวกระบี่ มีสง่าราศีแฝงความทรงภูมิราวกับบัณฑิตผู้หนึ่ง ในมือกำของสิ่งหนึ่งไม่คลาย เมื่อดูจากขนาดคงมิใช่อาวุธอันใด เฉินซือหยางจึงลดการระวังตัวพลางประสานมือ
“ท่านคือเถ้าแก่ร้าน… พอดีข้า้าหาดาบ"
บุรุษวัยกลางคนพินิจมองชายหนุ่ม
“้าดาบเช่นไร"
เฉินซือหยางตอบทันที
“ดาบที่ดี"
“อย่างไรจึงจะเรียกว่าดาบที่ดี"
เจอคำถามกลับ เฉินซือหยางก็พลันเงียบคิดชั่วขณะ บุรุษวัยกลางคนจึงมองดาบห้าเล่มที่ชายหนุ่มพกติดตัวแล้วกล่าวต่อไปว่า
“บนตัวเ้าก็เต็มไปด้วยดาบที่ดี นี่ยังไม่เพียงพอหรือ”
เฉินซือหยางจึงมองดาบสามเล่มที่พึ่งได้มาใหม่
“จำนวนย่อมเพียงพอ แต่มีบางสิ่งยังขาดไป"
บุรุษวัยกลางคนมองชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มบาง
“อะไรที่เ้าคิดว่าขาดไป"
พอมาถึงร้านแห่งนี้ เฉินซือหยางจึงเริ่มเข้าใจในสิ่งที่มันรู้สึก ก่อนหน้านั้นมันคิดว่าดาบที่ดีคือดาบที่มีความแข็งแกร่งและอย่างน้อยต้องมีสถานะที่เทียบเท่าดาบจรดใต้หล้า ทว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่ทำให้มันรู้ว่าดาบใดดีไม่ดี ดาบใดเหมาะไม่เหมาะ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัสดุหรือสิ่งที่ใช้ตีดาบ แต่มันขึ้นอยู่กับการตอบสนองและการเรียกหาของดาบต่างหาก
“เสียงของมัน"
เพียงได้ฟังคำตอบจากปากของชายหนุ่ม บุรุษวัยกลางคนถึงกับต้องพินิจมองบุรุษหนุ่มผู้นี้ใหม่ แต่ไม่ว่าจะมองดูเพียงใด ตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนมากแค่ไหน ก็มิอาจััได้ถึงกลิ่นอายพลังจิติญญาจากบุรุษหนุ่มผู้นี้ได้ ดูไปคนผู้นี้อยู่ในชนชั้นที่ด้อยกว่าคนธรรมดาด้วยซ้ำ
“เ้าจะบอกว่าเ้าได้ยินเสียงของอาวุธ?"
เฉินซือหยางมองเถ้าแก่ร้านผู้นี้ คิดว่าคนตรงหน้าคงคิดหัวเราะเยาะตนภายในใจ เพราะตนไม่มีพลังจิติญญายังจะกล้าบอกว่าได้ยินเสียงเรียกจากอาวุธอีก แต่บุรุษวัยกลางคนผู้นี้ไม่เพียงไม่หัวเราะเยาะมัน แต่กลับผายมือเชิญมันไปยังห้องโถงอีกห้อง โดยห้องโถงนี้อยู่ลึกเข้าไปภายในร้าน มีการจัดวางอาวุธอย่างเป็ระเบียบ อีกทั้งยังแบ่งแยกอาวุธแต่ละประเภทอย่างชัดเจน กระบี่ ทวน หอก ธนู ดาบ สรรพวุธมากมายล้วนมีให้เลือกสรรอย่างละลานตา
“ชั้นนี้ทั้งชั้น อาจจะเป็ดาบที่ดีสำหรับเ้า"
พอได้เข้ามาถึงส่วนลึกของตัวร้าน สิ่งที่ปรากฏกลับแตกต่างจากสิ่งที่เห็นด้านนอกอย่างสิ้นเชิง ในที่แห่งนี้ล้วนเก็บดาบชั้นดีไว้เป็จำนวนมาก ร้านมีชื่อทั่วเมืองจรดเมฆาแม้นรวมกันก็ยังมิอาจหาดาบชั้นดีได้มากมายเท่ากับร้านไร้ชื่อแห่งนี้ นี่อาจเรียกได้ว่าผ้าขี้ริ้วห่อทองอย่างแท้จริง และร้านแห่งนี้ก็นับเป็ร้านที่ไม่ธรรมดาดั่งที่มันเคยคิดเอาไว้
“มีดาบที่ดีมากมายเช่นนี้ หากท่านจัดวางด้านนอก ใยจะไม่เป็ที่สนใจแก่คนทั้งเมือง”
บุรุษวัยกลางคนมองชายหนุ่มแล้วกล่าว
“อาวุธมิได้มีไว้เพื่อจัดแสดง แต่มันมีไว้เพื่อรอผู้ที่เหมาะสมและคู่ควรกับมัน ร้านของข้ามิได้ขายอาวุธ แต่ร้านข้าคือส่งต่ออาวุธให้แก่คนที่คู่ควร ต่อให้เ้าถือเงินมากมายมหาศาลเข้ามายังร้านแห่งนี้ แต่หากแม้แต่เสียงของอาวุธยังไม่ได้ยิน เ้าก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะหยิบอาวุธซักเล่มออกไปได้"
เฉินซือหยางมองตอบบุรุษกลางคน
“แสดงว่าข้าอาจมีสิทธิ์อย่างนั้นหรือ"
บุรุษวัยกลางคนผายมือออก
“อยู่ที่การเลือกของเ้า"
เฉินซือหยางมองดาบชั้นดีหลายเล่มที่ถูกตีขึ้นด้วยวัสดุหายาก ทุกเล่มล้วนแต่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างประณีต ความคมไม่มีสอง ความแข็งแกร่งก็เกินกว่าดาบทั่วไปจะเทียบเคียง ทว่าการจะได้ดาบเหล่านี้มิใช่เพียงมีเงินก็ซื้อได้ ภายใต้แววตาที่จับจ้องของบุรุษกลางคนผู้นั้น มันยังคงมองดูอย่างเคร่งขรึมว่าดาบนี้ใช่เหมาะสมกับตนอย่างแท้จริงหรือไม่ ซึ่งจากการที่ชายหนุ่มทดสอบดาบทุกเล่มดู มิว่าจะฟาดฟัน เหวี่ยงดาบ ชักดาบ ดาบชั้นดีบนชั้นวางเหล่านี้ก็ไม่มีเล่มไหนที่มันรู้สึกว่าคู่ควรเลยซักเล่ม ดาบดีก็จริง ทว่ามันล้วนมิได้ยินเสียงเรียกขานจากดาบแม้เพียงกระผีก
“หรือว่าดาบชั้นดีเหล่านี้มิได้เลือกเรา ตัวเราคงมิควรค่าแก่การถูกเลือกจากพวกมันสินะ”
เฉินซือหยางได้แต่คิดขึ้นมาในหัว ก่อนคว้าดาบเล่มหนึ่งที่อยู่ในตะกร้าไม้ขึ้นมา ดาบเล่มนี้เมื่อชักออกจากตะกร้า กลับเป็ดาบไม้คล้ายดาบเด็กเล่นเล่มหนึ่ง มันจึงตวัดหมุนเหวี่ยงไปพลางมองดาบเล่มอื่นที่อยู่ในตะกร้าไปพลาง สุดท้ายก็รู้สึกว่าดาบดีและดาบทั่วไปที่ถูกเก็บไว้ในห้องแห่งนี้ ไม่มีดาบเล่มใดที่ตอบสนองหรือส่งเสียงแก่มันแม้เพียงเล่มเดียว ยิ่งเห็นสีหน้าที่หรี่ลงและคอยจับจ้องจากบุรุษกลางคน ทำให้ชายหนุ่มรู้ตัวว่ามันมิอาจซื้อดาบเล่มใดออกจากร้านค้าที่ไม่ธรรมดาร้านนี้ได้อีกแล้ว
“คงไม่มีดาบที่เหมาะสมกับข้าแล้วจริงๆ ขออภัยที่ต้องมารบกวนเถ้าแก่ร้านั้แ่เช้า”
กล่าวจบเฉินซือหยางก็ประสานมือลาจาก ก่อนจากบุรุษวัยกลางคนยังกล่าวเสริมไปว่า
“ถือเสียว่าเป็คำชี้แนะจากคนใกล้แก่อย่างข้าก็แล้วกัน… ดาบที่ดีมิได้ขึ้นอยู่ที่ดาบ หากแต่คนที่ฟันดาบดีแล้ว ต่อให้ใช้ท่อนไม้ก็นับเป็ดาบที่ดีได้"
เฉินซือหยางคิดตามก่อนโน้มศีรษะ
“ขอบพระคุณที่ชี้แนะ"
พอเฉินซือหยางจากไปครู่ใหญ่แล้ว ที่ด้านหน้าประตูร้านก็มีบุรุษร่างท้วมเดินเข้ามา มันก็คือเถ้าแก่หวัง ‘หวังเถา' มันมองบุรุษวัยกลางคน แล้วกล่าวว่า
“ซุนหลงสหายข้า ข้าคิดว่าเ้าหนีไปแล้วเสียอีก"
บุรุษกลางคนผู้นี้แท้จริงมีนามว่าซุนหลง มันมองหวังเถา ก่อนเชิญเข้าสู่ด้านในค่อยกล่าววาจา
“สร้างมาอย่างยากลำบาก จะให้หนีย่อมเสียดายอยู่… อีกทั้งเมื่อหนีครั้งแรก ก็มักจะทำให้ต้องหนีเป็ครั้งที่สอง ข้ามิอาจหนีตลอดชีวิต”
หวังเถาทอดถอนลมหายใจ
“เห้อ แผนการของคนผู้นั้นแยบคายนัก ฤดูกาลก็ช่างไม่เป็ใจ ฝนไม่ยอมตก ผู้ติดตามข้างกายก็ล้วนถูกติดพัน ข้าไม่เห็นหมากใดที่ดีเท่ากับการหนีอีกต่อไปแล้ว”
ซุนหลงแบมือเผยหมากดำหมากสุดท้ายที่เป็เบี้ยซึ่งไม่มีประโยชน์อันใด แต่เป็เบี้ยสุดท้ายที่เหลืออยู่ มันจะวางเบี้ยสุดท้ายที่มีอย่างไร ขณะที่กำลังคิดไตร่ตรอง หวังเถาก็เดินไปที่ดาบไม้เล่มหนึ่งซึ่งวางบนกองดาบทั่วไปในตะกร้า มันพยายามยกดาบไม้ที่คล้ายกับของเด็กเล่นเล่มนี้ ไม่ว่าจะออกแรงเท่าใดก็มิอาจจะยกขึ้น พลางกล่าวว่า
“ดาบนี่ทำจากไม้จริงหรือ? มิว่าข้าจะลองยกเพียงใด หรือให้คนนับหลายสิบมายกก็มิอาจยกมันขึ้น ราวกับยกขุนเขาก็มิปาน ดาบที่หาประโยชน์มิได้ แต่แฝงความพิสดารเช่นนี้ส่งต่อให้ข้านำไปสร้างราคาเถิด”
สิ่งนี้ทำให้ซุนหลงฉุกใจคิด มองหมากดำที่เป็เบี้ยสุดท้ายที่หาประโยชน์มิได้นี้ ก่อนมันจะมองดาบไม้เล่มดังกล่าว ดาบที่เป็ปริศนาที่ไม่เคยมีใครสามารถยกขึ้นได้ นอกจากอาจารย์ของมันผู้เป็เ้าของดาบซึ่งล่วงลับไปแล้ว
และคนเมื่อครู่...
หวังเถาเห็นซุนหลงเงียบไป มันก็ไม่เซ้าซี้
“ไม่ให้ก็ไม่เป็ไร เพราะวันนี้ข้าได้ของที่น่าสนใจเข้าสู่งานประมูลแล้ว อ้อ อีกอย่างข้าก็บังเอิญไปพบเจอเ้าหนุ่มที่ดูมีความน่าสนใจกว่าดาบไม้ของเ้าเยอะ"
ซุนหลงพึมพำออกมาพลางมองไปที่ดาบไม้
“ข้าเองก็พึ่งพบพานเด็กหนุ่มที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน"
แล้วมันก็เก็บหมากสีดำหมากสุดท้ายเข้าไปในอกเสื้อ