บทที่ 16 อย่าบังคับข้าให้ตบเ้า (รีไรต์)
หน้าตาของซูโหรวเอ๋อร์ในยามนี้ดูไม่ค่อยสบายใจนัก แต่นางก็ใจดีสู้เสือพูดกับแม่เฒ่าเว่ยว่า "ท่านแม่ พี่จวี๋มิรู้เื่อันใดหรอกเ้าค่ะ ท่านแม่อย่าไปฟังที่เขาพูดพล่อย ๆ นะเ้าคะ"
แม่เฒ่าเว่ยเห็นซูโหรวเอ๋อร์ยังคงโต้เถียง ใจของนางที่เพิ่งสงบลงไปเล็กน้อยก็กลับปะทุขึ้นมาอีกครั้ง!
"สะใภ้สาม! พี่จวี๋มิรู้ เ้าก็มิรู้ด้วยรึ?!" แม่เฒ่าเว่ยะโด้วยความโกรธ
แม้ว่าแม่เฒ่าเว่ยจะมีอารมณ์ร้อนเป็ปกติ แต่นางก็ไม่ได้ด่าว่าคนอื่นไปทั่วโดยไร้เหตุผล คราวนี้ที่นางโมโหใส่ซูโหรวเอ๋อร์ หญิงสาวถึงกับตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ
อวี้ซานเป้าอ้าปาก อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แม่เฒ่าเว่ยก็ไม่สนใจ นางหันไปมองอวี้หย่งจวี๋ด้วยความโกรธ "พี่จวี๋ ย่ารู้ว่าหลานเป็คนโยนของที่วางไว้ที่ขอบหน้าต่างลงไปในเล้าไก่ เหตุใดหลานถึงโกหกเช่นนี้เล่า?"
เด็กชายได้แต่ใกลัวกับท่าทางดุร้ายของย่า พอตั้งสติได้ก็เริ่มร้องไห้ด้วยความน้อยใจ "ฮือ ๆ ไม่ใช่นะขอรับ! ท่านย่า ข้าไม่ได้อยากโกหก! ท่านแม่บอกข้าว่าอย่าบอกท่าน… ท่านย่าดุมากเลย ฮือ ๆ ๆ!"
จากมุมมองของอวี้หย่งจวี๋ การโยนหญ้าบนขอบหน้าต่างของย่าลงไปไม่มีอะไรสำคัญ มันก็แค่หญ้าต้นเดียวเองไม่ใช่หรือ?
‘แต่ท่านย่าดุมากเลย!’
ซูโหรวเอ๋อร์รีบคว้าตัวลูกชายมากอด และพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตำหนิ "ท่านแม่ มีอะไรท่านก็พูดกับเด็กดี ๆ ไม่ได้หรืออย่างไร!"
อวี้ซานเป้าขมวดคิ้วทันที ใบหน้าเริ่มแสดงอาการไม่พอใจ
กล้าบ่นแม่เสียด้วย!
แม่เฒ่าเว่ยโกรธจนไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ หายใจหอบด้วยความเกรี้ยวกราด
อวี้ซานเป้ารู้สึกเป็กังวลจึงเข้ามาประคองแม่เฒ่าเว่ยไว้
“ท่านแม่ อย่าโกรธนะขอรับ! เดี๋ยวข้าไปสั่งสอนผู้หญิงคนนี้เอง ท่านใจเย็น ๆ แล้วค่อย ๆ คุยกันเถิดขอรับ”
ซูโหรวเอ๋อร์กอดลูกชาย ทั้งแม่ลูกมีใบหน้าที่ดูเศร้าเหมือนกัน
แม่เฒ่าเว่ยผลักอวี้ซานเป้าออกไป ตั้งตัวให้ตรงเหมือนเดิม และพูดด้วยอารมณ์โกรธ
“ซูโหรวเอ๋อร์ไม่เคารพข้าในฐานะแม่สามี เื่นี้ข้าก็พอทำใจได้ แต่สิ่งที่ข้าโกรธจริง ๆ ก็คือ นางสอนพี่จวี๋ให้พูดโกหก หลอกลวงผู้ใหญ่ั้แ่ตอนที่ยังเป็เด็กเช่นนี้!”
ใบหน้าแม่เฒ่าเว่ยซีดลง พูดต่อว่า
“เมื่อครู่ข้าหาของในสวน สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองก็พาเด็ก ๆ ออกมาช่วยหาจนวุ่นไปหมด ข้าไม่เชื่อว่าซูโหรวเอ๋อร์จะมิรู้เห็น และนางยังสอนให้พี่จวี๋โกหกข้า ยิ่งไปกว่านั้นนางยังพยายามโยนความผิดนี้ไปให้ซิ่งซิ่ง ทำให้ซิ่งซิ่งต้องยอมรับว่าเป็คนทำของหาย!”
อวี้ซานเป้านิ่งไป ไม่รู้เลยว่ามีเื่แบบนี้เกิดขึ้น
เขามองซูโหรวเอ๋อร์ด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ
ซูโหรวเอ๋อร์โดนแม่เฒ่าเว่ยต่อว่าจนหน้าแดงก่ำ แต่ท่าทางไม่อยากเชื่อของคนเป็สามียิ่งแทงใจนางเข้าไปอีก!
นางพูดเสียงดังตอบโต้ว่า "พี่จวี๋ไม่ได้ตั้งใจทำ ข้าแค่คิดว่านั่นก็แค่ต้นหญ้า! ท่านแม่ก็ด้วย ต้องโมโหถึงขนาดนี้เลยหรือ!"
"มันก็แค่ต้นหญ้าหรือ?" แม่เฒ่าเว่ยมองซูโหรวเอ๋อร์ที่ไม่สำนึกในความผิดของตัวเอง แล้วยังแก้ตัวอีก นางมองอีกฝ่ายด้วยสายตาผิดหวังอย่างยิ่ง แล้วเยาะเย้ยว่า "มันไม่เกี่ยวกับว่าของนั่นเป็แค่ต้นหญ้าหรือเปล่า เ้าสอนให้ลูกโกหกก่อน หลังจากนั้นก็กล่าวใส่ความซิ่งซิ่ง และตอนนี้ยังไม่สำนึก ต้องบอกว่านิสัยของเ้ามันแย่มาก ไม่มีคุณธรรม! พี่จวี๋จะเป็คนดีได้อย่างไรถ้ามีแม่แบบเ้าคอยสอนเช่นนี้!"
คำพูดของแม่เฒ่าเว่ยรุนแรงมาก ั้แ่ซูโหรวเอ๋อร์มาอยู่บ้านสามี นางไม่เคยได้ยินคำพูดรุนแรงแบบนี้มาก่อน
ร่างกายนางสั่นเพราะความไม่อยากเชื่อและอับอายจนเข้าขั้นโกรธ
ไม่ต้องพูดถึงอวี้ซานเป้าที่อยู่ในห้องก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก แม้แต่หลี่ชุนฮวาและไป๋เสี่ยวเฟิ่งที่ซุ่มฟังอยู่ข้างนอกหน้าต่างก็ยังตาค้าง
ทั้งสองแอบมองกัน แล้วก็รู้สึกว่าแม่เฒ่าเว่ยที่ปฏิบัติต่อพวกนางเป็อย่างดี อย่างน้อยต่อให้พวกนางทำผิดพลาดไปบ้าง แต่ก็ไม่เคยดุด่าว่าร้ายพวกนางแบบนี้เลย!
ซูโหรวเอ๋อร์ร้องไห้และะโกราดไปโดยไม่สนใจอะไร "ดีเลย ที่แท้ท่านดูถูกข้าแบบนี้! ท่านดีพอที่จะดูถูกข้าหรือ ข้าเป็คนในเมือง ท่านก็แค่แม่เฒ่าที่อยู่บ้านนอก—"
คำพูดของนางยังไม่ทันจบ อวี้ซานเป้าก็เปลี่ยนสีหน้าและะโด้วยความโกรธ "ซูโหรวเอ๋อร์! เ้าเงียบปากเดี๋ยวนี้! อย่าบังคับให้ข้าตบเ้านะ!"
ั้แ่ซูโหรวเอ๋อร์แต่งงานกับอวี้ซานเป้า เขาไม่เคยพูดคำรุนแรงกับนางเลย ตอนนี้กลับะโใส่หน้า แล้วยังขู่จะตบนางอีก!
ซูโหรวเอ๋อร์ถึงกับช็อก และในที่สุดนางก็โกรธจนสติแตก "ดีเลย พวกท่านทั้งสองร่วมมือกันรังแกข้าหรือ! พวกท่านทั้งสองคนไม่ชอบข้ากับลูกของข้า งั้นเราจะไปเอง!"
นางคลุ้มคลั่งดึงอวี้หย่งจวี๋ออกไปข้างนอก พูดว่า "ไป อวี้หย่งจวี๋ กลับบ้านท่านตาไปกับแม่! พวกเราจะไม่กลับมาอีกแล้ว!"
อวี้หย่งจวี๋ใมากเลยปล่อยให้แม่ของเขาดึงออกไปข้างนอก
ตอนนี้ฟ้ายังไม่มืด แต่การออกไปแบบนี้ก็ไม่ปลอดภัย
แม่เฒ่าเว่ยขมวดคิ้ว แม้ว่าจะโกรธและอับอาย แต่ก็ยังสั่งให้อวี้ซานเป้าออกไปดูหน่อย
อวี้ซานเป้ายังโกรธอยู่ ใบหน้ามืดมัวและพูดด้วยความโกรธ "ท่านแม่ อย่าห้ามข้า ฟังสิว่านางพูดอะไร! คำพูดของนางแสดงว่าไม่เห็นคุณค่าของครอบครัวเราเลย! ถ้านางอยากกลับบ้านพ่อแม่ตัวเองก็กลับไปเลย!"
พูดจบ อวี้ซานเป้าก็เดินออกจากบ้านหลักด้วยใบหน้าที่เ็า
หลี่ชุนฮวาและไป๋เสี่ยวเฟิ่งที่กำลังฟังอยู่ข้างนอกก็ลุกขึ้นอย่างลนลานและเขินอาย
โชคดีที่อวี้ซานเป้ากำลังโกรธอยู่ เลยไม่สนใจพวกนางทั้งสอง
สองสะใภ้มองหน้ากัน แล้วแลกเปลี่ยนสายตา ก่อนจะทำท่าไม่สนใจอะไรและไปล้างจานในครัวด้วยกัน
เมื่อเข้าไปในครัว หลี่ชุนฮวาก็ทนไม่ไหว เอามือจับหน้าอกตัวเองและพูดด้วยความใ "น้องสะใภ้สามบ้าหรือเปล่า? ทำไมพูดกับท่านแม่แบบนั้น! แถมยังด่าทอท่านแม่อีก…”
นางพูดไม่ออกแล้ว คำพูดนี้มันเกินไปจริง ๆ!
"จะเป็แบบนั้นก็ไม่แปลกหรอก" ไป๋เสี่ยวเฟิ่งเบ้ปาก รู้สึกไม่พอใจเช่นกัน "ก็เพราะปกติท่านแม่ดีกับนางเกินไป! ดูสิว่านางทำอะไรลงไป พูดอะไรออกมา ถ้าเป็บ้านอื่น ป่านนี้โดนตีหรือหย่าไปแล้ว! แต่นางกลับกล้าทำหน้าบึ้งใส่ท่านแม่ แล้วยังจะกลับบ้านเกิดอีก!"
สองพี่สะใภ้สบตากัน รู้สึกลึก ๆ ว่าซูโหรวเอ๋อร์นี่ทำเกินไปจริง ๆ
ในลานบ้าน ซูโหรวเอ๋อร์เก็บเสื้อผ้าสองสามชิ้นอย่างลวก ๆ แล้วจูงลูกชายทำท่าจะออกไป
อวี้หย่งจวี๋เพิ่งโดนย่าต่อว่ามา แล้วเห็นว่าบรรยากาศไม่ค่อยดี จึงอยากจะตามแม่กลับไปอยู่บ้านตายายสักพัก
อวี้ซานเป้าหน้าบึ้งเดินเข้ามาในห้อง "เ้าด่าแม่ข้าแล้ว ข้าแค่พูดอะไรไม่กี่คำ เ้าก็จะกลับบ้านเกิดแล้วหรือ?"
ซูโหรวเอ๋อร์เช็ดน้ำตา ะโอย่างน้อยใจ "ก็เห็นอยู่ไม่ใช่หรือว่าแม่ของเ้าด่าข้าก่อน! เ้าก็ดีเหลือเกิน ขู่ว่าจะตบข้าอีก! เ้ายังกล้าพูดอีกหรือ?!"
อวี้ซานเป้ามองซูโหรวเอ๋อร์อย่างไม่อยากเชื่อ รู้สึกว่านางช่างไร้เหตุผลสิ้นดี
นั่นมันแค่คำเตือนต่างหาก! เขาได้ลงมือจริง ๆ ที่ไหนกัน?
ซูโหรวเอ๋อร์รออยู่ครู่หนึ่ง เห็นว่าอวี้ซานเป้าไม่ยอมอ่อนข้อหรือปลอบนาง ทั้งยังไม่ห้ามไว้ จึงกัดฟัน มือหนึ่งถือห่อผ้า อีกมือหนึ่งลากลูกชาย แล้วเดินออกไปเลย
อวี้ซานเป้าสูดหายใจเข้าปอดหนึ่งครั้ง เขาปิดประตูดังโครมไล่หลังภรรยา
ซูโหรวเอ๋อร์ได้ยินเสียงดัง ก็หันหลังกลับอย่างรวดเร็ว ไม่อยากจะเชื่อสายตาที่เห็นประตูด้านหลังปิดอยู่ นางโมโหจนตัวสั่น คราวนี้นางจึงใจกล้ากระชากอวี้หย่งจวี๋ออกจากบ้านตระกูลอวี้ไปอย่างรวดเร็ว
สองสะใภ้ที่อยู่ในห้องครัวมองฟ้าข้างนอกและรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก
ซูโหรวเอ๋อร์กล้าทำจริง ๆ!
ลูกสะใภ้กล้าว่ากล่าวแม่สามี แล้วยังกล้าทำหน้าบึ้งตึง ต่อมาเย็นย่ำ นางยังพาลูกกลับบ้านไปหาครอบครัวเดิมของตัวเองอีก
ถึงแม้มันจะค่อนข้างเย็นแล้ว หลี่ชุนฮวารู้สึกว่าซูโหรวเอ๋อร์คงประสาทกลับไปแล้ว แต่ในฐานะพี่สะใภ้ใหญ่ นางยังรู้สึกไม่สบายใจ และรู้สึกว่าควรห่วงใยน้องสะใภ้เป็ธรรมดา
หลี่ชุนฮวาลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไปเคาะประตูบ้านสาม "น้องสาม"
อวี้ซานเป้ายังไม่หายโกรธ แต่เมื่อเห็นว่าหลี่ชุนฮวามา เขาก็เช็ดหน้าให้ใจเย็นลง แล้วเปิดประตู "พี่สะใภ้ใหญ่"
หลี่ชุนฮวาลังเลใจครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "น้องสาม อย่าโกรธพี่สะใภ้ใหญ่ที่ต้องมามายุ่งเื่ในบ้านของเ้าเลย เพียงแต่ว่า ตอนนี้ฟ้าก็มืดค่ำแล้ว น้องสะใภ้สามพาพี่จวี๋เดินทางูเากลับบ้านเดิมของนางมันค่อนข้างอันตรายมิใช่หรือ เ้าไม่ไปตามพวกนางหน่อยหรือ?"
อวี้ซานเป้ารู้ว่าพี่สะใภ้ใหญ่มีเจตนาดี ทำให้เขารู้สึกว่าภรรยาของตนเองเป็บ้าไปแล้ว
ปกติแล้วภรรยาของเขามักจะบ่นไม่เคยหยุดปากว่าพี่สะใภ้คนนั้นไม่ดีอย่างนี้ พี่สะใภ้คนนี้ไม่ดีอย่างนั้น
แต่พอมีปัญหาจริง ๆ แม่ของเขาก็บอกให้เขาไปตามนางกลับมา พี่สะใภ้คนโตของเขาก็หวังดีเป็ห่วงนางจากใจจริง แล้วคำพูดแย่ ๆ ที่นางเอามาพูดลับหลังให้เขาฟังมันคืออะไร มีความจริงเจืออยู่บ้างหรือไม่?
อวี้ซานเป้าเช็ดหน้าตัวเองอีกครั้ง พร้อมคิดมุ่งมั่นในใจว่า “พี่สะใภ้ไม่ต้องห่วงนางหรอก! ด้วยนิสัยของนางแล้ว ไม่มีทางยอมเดินกลับเองหรอก คงจะไปเช่ารถล่อของลุงสวีแล้วกลับไปที่เมืองแล้วกระมัง! รถล่อมีความเร็วมาก คงถึงตัวเมืองก่อนจะมืดค่ำเป็แน่!”
หลี่ชุนฮวาฟังแล้วก็โล่งใจขึ้นเล็กน้อย “ดี งั้นข้าไม่พูดมากแล้ว แค่น้องสามรู้ความเป็ไปของนางก็พอ”
อวี้ซานเป้าขอบคุณหลี่ชุนฮวาแล้วก็ไปที่บ้านหลัก และบอกเื่นี้ให้แม่เฒ่าเว่ยรู้
เมื่อหญิงชราได้ยินแบบนั้นก็รู้แล้วว่าซูโหรวเอ๋อร์ดื้อมากขนาดนี้ นางก็ี้เีจะสนใจอะไรอีก