“ช่างมันเถอะ” ธาราบอกปัด ทำใจปล่อยวาง เขากะใช้สิ่งที่ตัวเองมีให้ดีที่สุดก็พอ
“จริงด้วยสิ” ธันยาทำท่าคล้ายนึกขึ้นได้ “เธอเล่าว่าก่อนจะพุ่งจิตเข้าไปหาอีกฝ่าย จิตของเธอสะท้อนกับผิวน้ำก่อนใช่มั้ย”
“อืมม์” ธาราพยักหน้าอย่างเซื่องๆ
แววตาของธันยาพลันฉายความกระตือรือร้นออกมาชนิดล้นทะลัก ฉวยคว้ามืออีกฝ่ายขึ้นมา “เวลาพักเที่ยงยังพอเหลืออยู่ ไปที่ๆมีน้ำกันเถอะ”
โชคดีที่โรงเรียนมัธยมสาธิตตั้งอยู่ในเขตรั้วของมหาวิทยาลัยประจำจังหวัด สระว่ายน้ำของมหาวิทยาลัยอยู่ไม่ไกลจากคณะศึกษาศาสตร์เท่าไหร่นัก ด้านหน้าเป็ร้านขายอาหารและน้ำปั่นมีโต๊ะและเก้าอี้ไม้เตี้ยๆ เรียงกันหกเจ็ดตัวบริเวณหน้าเคาน์เตอร์สั่งอาหารที่รูปทรงคล้ายป้อมยามใต้ร่มชายคาศาลา โต๊ะของคุณป้าเฝ้าสระน้ำอยู่ทางด้านซ้ายทางเข้าของสระ ซึ่งจะต้องมีการจ่ายค่าเข้าก่อนจะผ่านเข้าไปในสระได้ ทีแรกธารากะจะมองผิวน้ำจากโต๊ะนั่งร้านอาหาร แต่ธันยาบอกป้าที่เฝ้าว่าจะเข้าไปดูว่าลืมของไว้ข้างในหรือไม่เพราะแว่นตาว่ายน้ำของตนเองหาย ด้วยเครื่องแบบนักเรียนสาธิตซึ่งบางครั้งมีคาบเรียนว่ายน้ำเป็คาบบังคับ (ในคาบสามารถเข้าไปใช้ฟรี ไม่เสียค่าบำรุง) อีกทั้ง่เที่ยงแดดเปรี้ยงเช่นนี้ไม่เหลือใครว่ายน้ำอยู่ในสระอยู่แล้ว คุณป้าจึงยอมให้ทั้งคู่เข้าไปได้ครู่หนึ่ง ธันยากล่าวขอบคุณก่อนถอดรองเท้าและถุงเท้าของตัวเองใส่ชั้นวางหน้าทางเข้าอย่างคล่องแคล่ว ในขณะที่ธาราอ้อยอิ่งให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
"เร็วๆ สิ เดี๋ยวก็ต้องเข้าไปเรียนคาบบ่ายแล้วนะ" ธันยาเร่งเร้า
"เธอก็รู้นี่" ธาราตัดพ้อ แม้จะพยายามเร่งตามคำสั่งอีกฝ่าย แต่ขาก็ยังมิวายแข็งๆ มือสั่นเล็กน้อยอาการคล้ายกับธันยาเวลาเจอเหวสูงๆ
"ฉันไม่ผลักเธอลงน้ำแน่นอน สัญญาเลย เร็วๆ หน่อย" ธันยาว่า
ธันยาถึงขั้นช่วยกระชากถุงเท้าออกให้ จัดวางบนชั้นอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยก่อนจะออกแรงฉุดกระชากลากมืออีกฝ่ายเข้าสระน้ำอย่างเหน็ดเหนื่อย อีกฝ่ายคล้ายคนขี้อายที่ฝืนเท้าไว้ไม่ยอมก้าวขึ้นเวที
"ทีวันก่อนอยู่บนเกาะกลางน้ำที่สวนประจักษ์กุลยังไม่เห็นเป็ไรเลย" ธันยาบ่น ขณะที่เท้าทั้งสองคนเริ่มัักับพื้นหยาบๆ ริมสระแล้ว
"ก็ไม่ใช่สระว่ายน้ำนี่" ธารางอแง
ธันยาทำเป็บ่นเพื่อเร่งเร้าอีกฝ่ายแต่ความจริงเข้าใจต้นตอความกลัวของธาราชัดเจน ที่สระน้ำในสวนสาธารณะก็เป็เพียงฉากชวนรื่นรมย์ระหว่างทางเดิน ทว่าที่สระว่ายน้ำนั้นคือสถานที่ที่เขาฝังใจว่าจะต้องมีใครสักคนมาบีบบังคับให้ลงไปว่ายน้ำ ธาราผู้ี้เีอะไรกับใครก็ยังอาละวาดทุกวิถีทางเมื่อตัวเองจะต้องเข้าเรียนคาบพละซึ่งเทอมนั้นมีวิชาบังคับเป็ว่ายน้ำ เดือดร้อนถึงคุณอาธีระต้องเข้าไปคุยกับอาจารย์ฝ่ายปกครองรวมถึงผู้อำนวยการเพื่อทำเื่ยกเว้นการเรียนวิชาว่ายน้ำสำหรับธารา ถึงขั้นเอานักจิตวิทยาผู้มีใบประกอบวิชาชีพมาช่วยยืนยันว่าอาการกลัวการว่ายน้ำสัมพันธ์เหตุการณ์การเสียชีวิตที่น่าสยดสยองของพ่อและแม่ (ธาราย้อนคิดดู ไม่รู้ว่านักจิตวิทยาตอนนั้นเป็นักลวงจิตสักคนสวมรอยมาหรือไม่ อาจจะเป็ธันยาเองก็ได้) จนสุดท้ายธาราก็เป็นักเรียนที่ได้รับอภิสิทธิ์เพียงคนเดียวของชั้นปีที่ไม่ต้องเรียนวิชาว่ายน้ำ แต่อาศัยไปบำเพ็ญประโยชน์สาธารณะเก็บสะสมชั่วโมงแทน
ธันยาจัดตำแหน่งของการยืนโดยตัวเองยืนอยู่ริมสระว่ายน้ำใหญ่ (มีสระเล็กติดกันแต่เป็สระลึกไว้สำหรับะโน้ำ) ยืนติดในด้านที่ตื้นของสระที่หากธันยาลงไปหยั่งเท้าถึงพื้นความสูงก็จะอยู่เพียงแค่ระดับอกเท่านั้น ถึงจะรู้ว่าไม่จมแน่ๆ สีหน้าของธาราก็ยังไม่สู้ดีถอยห่างจากธันยาไปติดกำแพงของห้องน้ำริมสระ ธันยาต้องเดินเข้าไปจูงมือกลับเข้ามาในระยะที่เหมาะสม
“มีสมาธิหน่อย” ธันยากระตุ้นเตือน สองมือบีบไหล่ของอีกฝ่ายแน่น “ใช้เวลาไม่นานหรอก ฉันเลือกที่ๆเธอกลัวเพราะมันอาจจะส่งผลต่อการปลดปล่อยพลังของเธอได้”
“โอเค” ธาราตอบตกลงด้วยสีหน้าเหวอๆ
“เอาละ ตอนนี้ลองใช้พลังมาใส่ฉัน” ธันยาออกคำสั่ง “สั่งให้ฉันทำอะไรก็ได้ จำลองความรู้สึกที่จิตใจของเธอสะท้อนกับผิวน้ำในวันนั้นดู”
ธารารวบรวมสมาธิมองไปยังพยับแดดที่สะท้อนไปยังผิวน้ำผสมคลอรีนสีฟ้า กัดฟันเกร็งร่างกลั้นหายใจพยายามเบ่งพลังเพื่อแผ่พุ่งจิตตัวเองไปยังผิวน้ำ เขาโน้มน้าวจิตใจตัวเองว่า หากตัวเองสามารถใช้พลังได้ ก็จะได้เข้าไปอยู่ในองค์กรที่ธีระสังกัดอยู่เต็มตัวและได้รับรู้เื่ราวของแม่เขามากขึ้น ทว่าผ่านไปราวหนึ่งนาทีก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากเหงื่อหยดโตๆ ที่เริ่มไหลลงมาเจียนจะเข้าตา
ธันยาถอนหายใจอย่างผิดหวัง “ไม่เป็ไร คราวนี้มาลองป้องกันจิตใจตัวเองดูนะ ถ้าเธอไม่ปัดป้องพลังของฉัน เธอจะต้องลงไปว่ายน้ำทั้งชุดนักเรียนนะ”
“ไม่เอา” ธาราปฏิเสธ ถอยหลังไปสองสามก้าว
คลื่นพลังจิตแผ่พุ่งมาจากธันยา พร้อมกับที่เธอพูดว่า “อากาศตอนเที่ยงมันร้อนนะ ลงไปว่ายน้ำสิ”
ธาราพยายามขัดขืนในชั่ววูบนั้นแต่ก็ไร้ความหมาย แววตาที่ตื่นกลัวกลายเป็เลื่อนลอยและเซื่องซึม เดินมุ่งหน้าเข้าหาสระน้ำ ธันยาลองใช้ตัวเองขวาง แต่ธาราก็ฉากหลบอย่างว่องไวเพื่อจะเข้าไปหาสระว่ายน้ำ เมื่อจวนเจียนจะก้าวถึงธันยาก็กำจำเป็ต้องถอนพลังตัวเองกลับคืนมาจากจิตของธารา พอเขากลับมาได้สติก็ใวูบ แกว่งสองมือจิกปลายเท้าเพื่อทรงตัวริมสระไม่ให้ร่วงหล่นลงไป ก่อนจะรีบถอยออกมาอย่างรวดเร็ว เขาถอยห่างจนแน่ใจแผ่นหลังชิดติดกำแพงห้องน้ำริมสระอีกครั้ง ธันยามองหน้าแฟนหนุ่มของตัวเองยังนิ่งเงียบ ผ่านไปครู่หนึ่งธาราเริ่มสงบสติอารมณ์ได้จึงสังเกตได้ว่าในแววตาคู่นั้นของแฟนสาวฉายแววปวดร้าวด้วยความผิดหวัง
“ธารา เธอใช้พลังจิตไม่ได้จริงๆ” ธันยาสรุปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้
วินาทีนั้นเขาอยากสั่งให้ตัวเองใช้พลังจิตให้ได้ แววตาผิดหวังของอีกฝ่ายยิ่งกระตุ้นให้เขาโกรธและไม่เข้าใจตัวเองมากขึ้น แต่มันก็เหมือนการพยายามกระดิกหางทั้งที่ตัวเองไม่มีหาง ธารายอมรับว่าจนปัญญาจริงๆ
หลังจากเรียนคาบบ่ายไปได้หนึ่งชั่วโมง จบวิชาชีววิทยาแล้วแต่ด้วยวิชาภาษาอังกฤษ ธาราทำทีเหมือนว่าออกมาเข้าห้องน้ำแต่ก็แอบโดดเรียนมานั่งโต๊ะม้าหินอ่อนริมสนามบาสเกตบอลสำรองด้านหลังอาคารห้องสมุด สนามตั้งอยู่กลางแจ้งไม่มีรั้ว พื้นเป็พื้นคอนกรีตล้มเจ็บๆ และมีเส้นสีตีเป็ตำแหน่งต่างๆ ของสนามซึ่งค่อนข้างซีดจาง สนามนี้มักใช้เป็ที่เรียนพลศึกษาของมัธยมต้นในขณะที่มัธยมปลายมักจะไปใช้สนามจริงที่ตั้งอยู่ในโดมชั้นบนเหนือโรงอาหาร เงาต้นจามจุรีแผ่ปกคลุมเขียวครึ้มสูงขึ้นไปเบื้องบนเหมือนร่มบังแดด โดยไม่ต้องทำกิจกรรมฆ่าเวลาเหมือนที่ใครหลายคนชอบนั่งเล่นมือถือเวลาว่าง ธาราเพียงนั่งเหม่อในความสงบเพื่อให้ความคิดของตัวเองตกตะกอนก่อนจะไหลออกไปกับสายน้ำแห่งกาลเวลา เื่ของแม่ ไคโยเต้ และแววตาที่ผิดหวังของธันยายังคงสะกิดกวนใจเขาอยู่เรื่อยๆ กระตุ้นให้เขารู้สึกโกรธตัวเองจนไม่มีสมาธิจะนั่งเรียนต่อ แต่แล้วเพียงใช้เวลากับตัวเองและความเงียบครู่หนึ่ง ธาราก็สามารถปล่อยวางและผ่อนมวลอารมณ์ที่หนักให้กลายเป็เบาได้
“โดดเรียนอีกแล้วนะ” เสียงของธันยาดังขึ้นจากข้างหลัง ธาราหันไปส่งยิ้มให้อย่างฝืนๆ ทว่าท่าทีของแฟนสาวไม่ได้ตำหนิติเตียนเหมือนทุกครั้ง เธอหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ กับธาราแล้วอิงศีรษะซบไหล่ของเขาโดยไม่พูดอะไร ธาราเอื้อมแขนไปโอบอีกฝ่าย ลูบมือกับหัวไหล่ของเธอเบาๆ
“ฉันขอโทษนะ” ธาราเอ่ยขึ้น “ฉันคงไม่ใช่ผู้ใช้พลังจริงๆ”
“ไม่ๆ เธอไม่ผิด ที่ผิดต้องเป็ฉันเองที่คาดคั้นและคาดหวังมากเกินไป” ธันยาพูดเสียงอ่อยๆ “คุณอาก็บอกแล้วบอกอีกว่าเธอไม่สามารถใช้พลัง ฉันดื้อเองล่ะ ฉันขอโทษนะ”
“ไม่อ่ะ” ธาราพูดยิ้มๆ “ไม่ต้องขอโทษหรอก ไม่มีใครผิดอะไรทั้งนั้น”
“ฉันก็เริ่มไม่มั่นใจกับสิ่งที่ราชินีน้ำแข็งพูดวันนั้นแล้ว” ธันยาพูด “อย่างที่พี่วิวัฒน์วิเคราะห์ไว้ น่าจะเป็ความเข้าใจผิด หรือไม่ก็ราชินีน้ำแข็งเองอยากจะปล่อยเราไปแบบไม่เสียหน้าก็ได้”
ธาราพยักหน้าคล้ายจะเห็นด้วย แต่ความประสบการณ์ความรู้สึกแปลกๆ ยังย้อนแย้งในจิตใจ เขายังจำความรู้สึกตอนที่จิตพุ่งออกไปสะท้อนบนผิวน้ำและหักเหกลับเข้าไปหาอีกฝ่ายได้ ประสบการณ์เดียวกับที่ทำให้เขาเข้าไปเจอกับเงาหมาป่าในจิตใจของแม่
“มันจะเป็แบบนี้ได้มั้ย ของฉันอาจจะเป็เหมือนเื่แฮร์รี่พอตเตอร์ ที่แม่ใส่พลังปกป้องฉันไว้ก่อนที่ท่านจะตาย” ธาราเสนอ
ธันยาทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะตอบว่า “ก็ยังเป็ไปได้ยากอยู่ดี ส่วนใหญ่การใส่พลังปกป้องกำแพงจิตให้คนอื่นจะต้องเป็พลังของสายที่เรียกว่า ช่างฝีมือ อย่างคนที่ผลิตสร้อยจิตปฏิพัทธ์ก็ต้องเป็นักลวงจิตสายนี้ แม่ของเธอเป็สายผู้เยียวยาไม่น่าจะทำแบบนั้นได้ และถึงจะทำแบบนั้นได้ เราจะมองเห็นพลังที่ถูกติดตั้งไว้กับกำแพงั้แ่แรก อีกอย่างหากเป็พลังที่ช่างฝีมือเป็คนถ่ายทอดติดตั้งให้ ก็ไม่น่าคงอยู่มานานสิบกว่าปีแบบนี้ได้หรอก”
ธาราก็รู้สึกจนปัญญากับสาเหตุประสบการณ์แปลกประหลาดของตนเช่นกัน เหมือนพยายามหาคำตอบเื่จุดกำเนิดของจักรวาลยังไงยังงั้น ในเมื่อไม่มีประโยชน์ที่จะหาคำตอบต่อ ธาราก็เลือกที่จะปล่อยวางแล้วเต็มที่กับสิ่งที่มี
“อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ฉันจะคิดว่าตัวเองมองเห็นแต่ใช้พลังไม่ได้ก็แล้วกัน สบายใจดี” ธาราพูด พลางยิ้มออกมาอย่างปลอดโปร่ง
“ถึงเธอจะเป็ผู้สังเกตการณ์ แต่ก็เนียนๆ เป็นักลวงจิตไปก่อนแล้วกัน” ธันยาบอก “ฉันทำใจไม่ได้หรอกหากเธอจะต้องถูกราชินีน้ำแข็งทำให้ลืมฉันไป”