ฟางหงไม่ได้ไปก่อกวนพวกหลิงหยวนอีกแต่เดินตรวจสอบร้านค้าของตนแทนส่วนพวกหลิงหยวนหลังจากซื้อของจำนวนมากจนพอใจก็เตรียมจะกลับที่พักของตัวเองเพื่อรอออกเดินทางในวันพรุ้งนี้
“หยุดนะนางเด็กหัวขโมยหยุดเดี๋ยวนี้” แต่ขณะนั้นเองกลับมีเสียงดังเกิดขึ้น
ร่างของเด็กสาวคนหนึ่งกำลังวิ่งหนีด้วยความเร็วพร้อมกับซาลาเปาในมือสองลูกรูปร่างของเด็กคนนี้ผอมแห้งและเสื้อผ้าเก่าเห็นได้ชัดว่านางเป็นเพียงขอทานคนหนึ่ง
“นั่นมันเมืองที่รุ่งเรืองแห่งนี้ทำไมถึงมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น” เหยาอวิ้นเผยสีหน้าตกใจ
“ทุกที่มีแสงย่อมมีเงาเบื้องหน้าเมืองแห่งนี้มีรุ่งเรืองอย่างถึงขีดสุดแต่ว่าเบื้องหลังก็มีกลุ่มคนยากจนที่ไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อของกินด้วยซ้ำหากจะให้พูดความจริงคนเหล่านั้นส่วยใหญ่สามีหรือผู้ชายในครอบครัวถูกเกณฑ์ไปออกรบสุดท้ายไม่ได้กลับมาจนไม่มีเสาหลักค้ำจุนและต้องพบจุดจบเช่นนี้”หนานเว่ยเผยแววตาสั่นไหวออกมา
“ทางแคว้นหรือสำนักไม่มีค่าชดเชยบ้างงั้นเหรออย่างแคว้นต้าสุ่ยก็ยังมีค่าชดเชยสำหรับทหารที่เสียชีวิตในกองทัพ” หลิงหยวนถาม
“ไม่ใช่ทุกแคว้นจะดีเหมือนต้าสุ่ยไม่สิ แม้แต่ข้าก็ยังไม่เคยเห็นแคว้นไหนดีเท่าต้าสุ่ยเลย” หนานเว่ยกล่าวความจริง
“เพราะอยู่ในช่วงสงครามและพวกเราถูกล้อมโจมตีจากทั้งเผ่าปีศาจและเผ่ามารทำให้เผ่ามนุษย์ขาดแคลนจำนวนคนอย่างมากทุกปีจะต้องเกณฑ์บุรุษที่แข็งแรงไปยังแนวป้องกันเพื่อใช้แรงงานบางครั้งแม้แต่คนธรรมดาก็ไม่รอดและถูกส่งตัวไป” ไป๋ซวีกล่าว
“เป็นความคิดที่ไร้สาระสิ้นดีแม้จะเป็นคนธรรมดาแต่หากใช้งานพวกเขาให้ถูกต้องก็สามารถเป็นกำลังที่สำคัญได้แต่กลับนำไปใช้แรงงานเหมือนทาสน่าขัน ไม่แปลกที่เผ่ามนุษย์ตกอยู่ในสถานการณ์นี้” หลิงหยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ศิษย์พี่รอง”เหยาอวิ้นอึ้งไปในทันทีเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่นางสัมผัสได้ถึงความโกรธในน้ำเสียงของหลิงหยวน
“ข้าจับเจ้าได้แล้วนางเด็กสารเลววันนี้ข้าจะตีเจ้าให้ตาย”พ่อค้าขายซาลาเปายกท่อนไม้ขึ้นเตรียมฟาดลงไป
“พ่อค้าเงินค่าซาลาเปาสองลูกข้าจ่ายเอง” หลิงหยวนกล่าว
“หืมเจ้าเป็นใคร” พ่อค้าที่กำลังโกรธหันมาถลึงตาใส่หลิงหยวนแต่เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของพวกหนานเว่ยก็ทำให้พ่อค้าได้สติ
“ข้าเป็นใครไม่สำคัญแต่ค่าเสียหายข้าจะจ่ายให้เองตกลงหรือไม่”หลิงหยวนกล่าว
“เข้าใจแล้วฮึ หากมีครั้งหน้าอีกข้าจะตีขาเจ้าให้ตาย” พ่อค้ายอมปล่อยเด็กสาวก่อนจะรับเงินจากหลิงหยวนไป
“เจ้าเป็นอะไรหรือไม่”หลิงหยวนยื่นฝ่ามือไปประคองเด็กสาวที่ถูกกดร่างจนเจ็บปวดไปหมดนางมีแววตามืดมนก่อนจะหันมามองหลังหยวน
“ขอบคุณ”นางกล่าวเสียงเบาก่อนจะรีบคว้าซาลาเปาแล้ววิ่งจากไป
“ดูเหมือนนางจะรีบมาก”เหยาอวิ้นกล่าว
“ตามไปดูกันเถอะ”หลิงหยวนกล่าว
พวกหลิงหยวนตามไปอย่างเงียบๆจนมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งที่เป็นมุมมืดของเมืองแห่งนี้เป็นสถานที่ที่แสงสว่างของเมืองส่องมาไม่ถึงที่นี่มีร่างของคนไร้บ้านและคนชราที่ถูกทิ้งเอาไว้มากมาย
หลิงหยวนมองไปยังคนเหล่านี้และอดที่จะรู้สึกท้อใจไม่ได้ทรัพยากรที่มีค่าเหล่านี้ไม่ควรถูกปล่อยทิ้งไว้อย่างเสียเปล่าเช่นนี้
“นั่นคือน้องสาวของนางงั้นเหรอ” เหยาอวิ้นมองเด็กสาวที่พึ่งช่วยเอาไว้นางรีบเอาซาลาเปาไปมอบให้กับเด็กสาวที่ตัวเล็กกว่าและดูอ่อนแรงกว่า
“รีบกินเร็วเข้าก่อนที่คนพวกนั้นจะมาแย่งพวกเรา”เด็กสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“พี่สาวท่านไม่บาดเจ็บใช่หรือไม่”
“ไม่ต้องห่างข้าไม่เป็นอะไรเจ้ารีบกินเร็วเข้าไม่งั้นเจ้าจะไม่มีแรงขยับตัว”เด็กสาวรีบกล่าว
“เฮ้ยเฮ้ย นั่นไม่ใช่ซาลาเปาหรือไง นี่เจ้าลืมกฎของที่นี่ไปแล้วงั้นเหรอหากหาอาหารมาได้จะต้องนำมามอบให้กับข้าผู้นี้เสียก่อน” ขณะที่สองพี่น้องกำลังจะทานซาลาเปากลุ่มชายห้าคนก็เดินมาแต่ละคนล้วนแต่เป็นชายร่างใหญ่แต่แววตาและสีหน้ากลับชั่วร้ายอย่างถึงขีดสุด
“ไม่นะพวกมันมาแล้วข้าจะมอบซาลาเปาของข้าให้เพราะงั้นปล่อยพวกเราไปเถอะ” เด็กสาวกล่าว
“น่าขันซาลาเปาสองลูกต้องเป็นของพวกเรา ส่วนพวกเจ้าก็กินรากหญ้าตรงนี้ไปแล้วกัน” ชายทั้งห้าแย่งชิงซาลาเปาจากเด็กสาวทั้งสองมาก่อนจะยกเท้าเตรียมทำร้ายเด็กสาวทั้งสอง
“ขยะเช่นนี้อยู่ไปก็ไม่มีความหมาย” ทันใดนั้นเองเสียงที่เย็นชาดังขึ้นก่อนที่ร่างของหลิงหยวนจะหายไปจากจุดเดิมและมาอยู่ด้านหลังของทั้งห้าคนพร้อมกันนั้นช่องว่างมิติเปิดออกและดูดกลืนร่างของทั้งห้าคนเข้าไปทันที
“อะไรกันอ๊ากกกกกกกกกกก” เสียงกรีดร้องดังขึ้นแปปเดียวก็หายไป
แววตาของหลิงหยวนกลายเป็นสีทองที่บริสุทธิ์และเย็นชาทำให้ร่างของพวกหนานเว่ยแข็งทื่อรู้สึกไม่คุ้นเคยกับหลิงหยวนในตอนนี้
แต่เมื่อดวงตากลับมาเป็นสีฟ้าครามปกติบรรยายกาศก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมหลิงหยวนรับซาลาเปาที่ตกลงมาก่อนจะยื่นให้เด็กสาวทั้งสอง
“ท่านช่วยข้าไว้สองครั้งท่านต้องการอะไรกันแน่” เด็กสาวผู้เป็นพี่สาวกล่าวขึ้นนางเผยแววตาที่ฉลาดออกมา
“พวกเจ้าอยากมีงานทำและมีเงินใช้หรือไม่”หลิงหยวนกล่าว
“หมายความว่ายังไงท่านไม่รู้งั้นเหรอที่เมืองแห่งนี้ไม่มีงานให้กับคนไร้บ้านอย่างพวกเราที่สูญเสียคนสำคัญในสงครามหรอก”เด็กสาวกล่าว
“ข้าไม่ได้หมายถึงที่เมืองนี้แต่หมายถึงแคว้นอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่” หลิงหยวนกล่าว
“นี่ท่านกำลังคิดจะทำอะไรจะหลอกพวกเราไปทำอะไร”เด็กสาวเผยความระวัง
“หลอกข้าจะหลอกพวกเจ้าไปทำไม ด้วยสภาพของพวกเจ้าในตอนนี้จะอยู่ได้อีกนานแค่ไหนพวกเจ้าถูกคนในเมืองทอดทิ้งไปแล้วหากพวกเจ้าอยากมีชีวิตพวกเจ้าก็ต้องดิ้นรนหาเส้นทางใหม่ในเมื่ออยู่เมืองนี้ไม่ได้ก็ต้องหาเมืองใหม่หากอยู่ในแคว้นนี้ไม่ได้ก็ต้องหาแคว้นที่ยอมต้อนรับพวกเจ้ายอมให้พวกเจ้าทำงานและได้รับเงินเป็นค่าตอบแทนแคว้นต้าสุ่ยของพวกเราไม่เคยปล่อยคนที่สูญเสียคนสำคัญในสงครามไปแม้แต่คนเดียวหากพวกเจ้ายินดีข้าสามารถแนะนำพวกเจ้าให้กับแคว้นต้าสุ่ยได้ไม่นานพวกเขาจะมารับพวกเจ้ากลับไปขอแค่พวกเจ้าไม่ทำผิดกฎหมายไม่ขี้เกียจทำงานพวกเจ้าจะมีข้าวกินสามมื้อมีที่นอนอุ่นๆอย่างแน่นอนในฤดูหนาวพวกเจ้าก็จะต้องไม่หนาวตายยังไงละ” หลิงหยวนกล่าวเสียงดังทำให้ผู้คนที่ถูกทอดทิ้งรอบๆได้ยินกันหมด
“แคว้นต้าสุ่ยท่านมาจากแคว้นต้าสุ่ยงั้นเหรอ” ชายชราที่แขนขาดข้างหนึ่งกล่าวแม้ร่างกายจะเหลือแต่กระดูกแต่บนร่างกลับมีรอยบาดแผลจากสงครามหลงเหลืออยู่
“ใช่แล้วข้ามาจากที่นั่น” หลิงหยวนกล่าว
“ข้าเคยได้ยินสหายตอนไปออกรบพูดมาก่อนว่าที่นั่นจะมีค่าชดเชยให้กับทหารที่เสียชีวิตค่าชดเชยเหล่านั้นจะถูกมอบให้กับครอบครัวของพวกทหาร เรื่องนี้จริงหรือไม่” ชายชรากล่าว
“เป็นเรื่องจริงและฮ่องเต้แคว้นต้าสุ่ยเองก็รักและดูแลชาวบ้านอย่างดีตอนนี้แคว้นต้าสุ่ยเจริญรุ่งเรืองขึ้นเพราะชาวบ้านพากันเคารพฮ่องเต้องค์นี้และที่สำคัญตอนนี้แคว้นกำลังขาดคนงานจำนวนมากทำให้เมื่อพวกเจ้าย้ายไปอยู่ที่นั่นพวกเจ้าจะมีงานทำอย่างแน่นอน”หลิงหยวนกล่าว
“แล้วพวกเราจะได้ไปที่แคว้นต้าสุ่ยเมื่อไหร่พวกเราในตอนนี้แม้แต่อาหารและน้ำดื่มก็ยังไม่มีคงอยู่ได้อีกไม่นาน” ชายชรากล่าว
“เช่นนั้นพวกเจ้าช่วยนับจำนวนคนที่มีอยู่ตอนนี้ให้ข้าทีข้าจะจัดหารอาหารที่จำเป็นสำหรับ ครึ่งเดือนให้พวกเจ้าหลังจากนั้นคาดว่าจะมีคนมารับพวกเจ้ากลับไปแคว้นต้าสุ่ยแล้ว” หลิงหยวนกล่าว
“ได้ข้าจะยอมเชื่อท่าน” ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเขาไม่มีทางให้ถอยแล้วจำเป็นต้องยอมเสี่ยงเชื่อคนแปลกหน้าอย่างหลิงหยวนเท่านั้นเพราะหากอยู่ไปก็ต้องตายอยู่ดี เขาตายไม่เสียดายแต่เหล่าเด็กๆพวกนี้กลับยังมีอนาคตไม่ควรจะตายเช่นนี้
“ส่วนเจ้าสองคนข้าจะมอบสิ่งนี้ไว้ให้สิ่งนี้คือสิ่งประดิษฐ์ที่เอาไว้ป้องกันตัวเองหากคิดจะใช้เพียงแค่กดปุ่มตรงนี้ก็พอ”หลิงหยวนนำสร้อยคอมือเส้นหนึ่งออกมาสวมให้กับเด็กสาวทั้งสองก่อนจะแสดงการใช้งานให้พวกนางเข้าใจ
“นี่มัน”พวกเด็กสาวพากันตกใจเมื่อพบว่ารอบๆร่างกายของพวกนางมีม่านพลังปกคลุมอยู่
“พวกเจ้าอ่านหนักสือออกหรือไม่”หลิงหยวนกล่าว
“ข้าพออ่านได้”เด็กสาวผู้พี่กล่าว
“ดีเช่นนั้นข้าจะมอบวิชาบ่มเพาะพื้นฐานให้มันจะช่วยให้ร่างกายของพวกเจ้าแข็งแรงขึ้นอาการป่วยของพวกเจ้าก็จะเบาลงถึงขั้นหายไปเองหากฝึกฝนมากพอ”หลิงหยวนนำตำราเล่มหนึ่งออกมาซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานที่ศิษย์สายนอกของสำนักอวี้ฮวาฝึกกัน
“นี่มันของล้ำค่าเช่นนี้ท่านจะมอบให้พวกนางจริงๆเหรอ” ชายชรากล่าว
“แน่นอนในอนาคตพวกนางจะต้องประสบความสำเร็จแน่” หลิงหยวนกล่าว
“ขอบคุณท่านผู้มีพระคุณ”เด็กสาวทั้งสองรีบก้มกราบทันที
“ไม่เป็นไรอ้อจริงสิพวกเจ้ามีนามว่าอะไร”
“พวกเราไม่มีแซ่ข้ามีแค่ชื่อข้ามีนามว่า เยว่ ส่วนน้องสาวของข้ามีนามว่าซี”
“ไม่มีแซ่งั้นเหรอเช่นนั้นข้าจะมอบแซ่หลิงให้กับพวกเจ้า เจ้าผู้เป็นพี่สาวนามว่า หลิงเยว่ส่วนอีกคนมีนามว่าหลิงซี” หลิงหยวนกล่าว
“ศิษย์น้องเจ้า”หนานเว่ยที่ฟังอยู่เงียบๆก็ตกใจไม่คิดว่าหลิงหยวนจะยอมมอบแซ่ให้กับเด็กสาวทั้งสอง
ทันใดนั้นเองลำแสงสีทองหลายสายได้พุ่งออกมาจากสถานที่ต่างๆของเมืองและหลอมรวมเข้ากับร่างของเด็กสาวทั้งสองทำให้หลังจากนี้เด็กสาวทั้งสองจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างคาดไม่ถึง
หลังจากนั้นชายชราก็เป็นตัวแทนของผู้คนไร้บ้านนับจำนวนและส่งมอบให้กับหลิงหยวนหลิงหยวนได้ใช้เงินของตนซื้ออาหารและอุปกรณ์ทำอาหารให้กับพวกเขาอย่างน้อยให้พวกเขาสามารถหุงข้าวทำอาหารทานกันเองได้
“ศิษย์พี่รองเหตุใดท่านถึงให้ความสำคัญกับเด็กสาวทั้งสองคนมากนักละ” เหยาอวิ้นที่ไม่เข้าใจถามขึ้น
“ข้ารู้สึกได้ว่าพวกนางไม่ธรรมดาแถมข้าก็ไม่อยากทิ้งบุคลากรที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ไปพวกเขาไม่ควรต้องมาอยู่ในสถานที่แห่งนี้พวกเขาควรจะมีโอกาสได้แสดงความสามารถของพวกเขาออกมาในที่ที่คู่ควร”หลิงหยวนกล่าว
“ดูเหมือนเจ้าจะมองพวกชาวบ้านด้วยแววตาอ่อนโยนแต่กับผู้ฝึกตนกลับค่อนข้างเย็นชาใช่หรือไม่”หนานเว่ยลังเลก่อนจะกล่าวออกมา
“ก็คงเป็นเช่นนั้น”หลิงหยวนเผยสีหน้าซับซ้อนและไม่เข้าใจตนเองเหมือนกัน
“เพราะอะไร”ไป๋ซวีเผยแววตาไม่เข้าใจ
“เพราะผู้ฝึกตนเลือกทอดทิ้งผู้คนเหล่านั้นละมั้ง”หลิงหยวนกล่าวอย่างไม่มั่นใจจนถึงตอนนี้หลิงหยวนก็พยายามทำความเข้าใจว่าเหตุใดตัวเองถึงได้ยึดติดกับมนุษย์มากขนาดนี้ราวกับว่าวิถีมนุษย์คือสิ่งที่หลิงหยวนจำเป็นต้องทำความเข้าใจให้ได้