เสียงอุทานด้วยความตื่นตระหนกมากมายดึงขึ้นจากปากของผู้คนในห้องโถงและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ ตามมาจนฟังเกือบไม่ได้ศัพท์ ทุกผู้คนต่างมองไปที่กังหลงดุจพบเห็นตัวประหลาด
"โอ..ถึงกับสังหารราชันย์ไปสี่คน.."
"สังหารกลุ่มพยัคฆ์โลหิตไปแล้วถึงสิบคนแล้ว..พระเจ้า..!!"
"เจ้าอันธพาลบุตรผู้นำกลุ่มพยัคฆ์โลหิตถูกสังหารไปแล้ว"
"โอ..ครานี้คงต้องเจอการตอบโต้ที่รุนแรงเป็นแน่แท้.!!"
"อา..ถึงกับสังหารบุตรของผู้นำกลุ่มพยัคฆ์โลหิต..เห็นทีครานี้ตระกูลหยางเราต้องถึงกาลล่มสลายแน่แล้ว..!!"
หยางไปหู่เห็นเช่นนั้นจึงกล่าวตวาดขึ้น
"หยุด..!!..หยุดพูดไร้สาระได้แล้ว หากลูกกังหลงมิได้มาพบเจอเข้ามิทราบจะเกิดความเดือดร้อนแก่ผู้คนในเขตพื้นที่ตระกูลหยางอีกเท่าใดตอนนี้ที่ข้าเรียกมาประชุมเรื่องสำคัญคือการเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นใครมีความคิดเห็นเช่นไรต่างเสนอกันมาได้"
"เรื่องนี้ให้ท่านผู้นำเป็นคนตัดสินก็แล้วกันพวกเรายินดีสละชีวิตเพื่อการนี้โดยมิหวงแหนเพื่อให้ครอบครัววงตระกูลได้ยืนหยัดต่อไป"
ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวขึ้น
"ข้าเห็นว่าควรอพยพเด็กและผู้ชราไปไว้ในที่ปลอดภัยก่อนเพื่อความปลอดภัย"
ผู้อาวุโสสามเสนอขึ้น
"ใครพอจะทราบข้อมูลนักสู้ของกลุ่มพยัคฆ์โลหิตบ้างว่าเป็นเช่นไร..มีนักสู้มากมายปานใด?"
หยางไป่หู่สอบถามและหันไปพูดกับกังหลง
"ลูกกังมิทราบเจ้ามีความคิดเห็นกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง ?"
ผู้อาวุโสสูงสุดแสดงสีหน้าหนักใจก่อนกล่าวขึ้น
"จากข้อมูลที่สืบทราบมากลุ่มพยัคฆ์โลหิตแท้จริงเป็นกลุ่มทหารรับจ้างที่เข่นฆ่าปล้นสะดม ฉกชิง มีสมาชิกประมาณสามสิบคน เพิ่งเดินทางมาจากอาณาจักรอื่นหัวหน้ากลุ่มมีนามว่า ฟู่ดาซิง ฉายา กอลิล่าอำมหิตมีระดับปราณมิต่ำกว่าปราณครึ่งก้าวสูจักรพรรดิ์สงครามขั้นต้นแล้วแต่โดนกดดันไล่ล่ามาจากอาณาจักรอื่นจึงคิดจะมาตั้งถิ่นฐานที่นี่..มีนักสู้ฝีมือกล้าแข็งในกลุ่มทั้งหมดประมาณยี่สิบคน ในยี่สิบคนนี้นับองครักษ์ซ้ายขวามีฝีมือสูงสุดอยู่ที่ปราณราชันย์ระดับหกทั้งคู่รองลงมาเป็นผู้คุมกฎจำนวนสี่คนระดับปราณราชันย์ระดับสองขั้นสุดที่เหลือเป็นนักสู้ทั่วไปปราณขุนพลระดับเก้ามีเพียงบุตรชายฟูดาซิงนามฟู่เฉิงที่ปราณขุนพลระดับเก้าขั้นครึ่งก่าวสู่ราชันย์ นับเป็นกลุ่มที่มีกำลังน่ากลัวยากที่จะต่อต้านแม้รวมยอดฝีมือทั้งอาณาจักรเนตรอสูรก็มิแน่ว่าจะเทียบเท่าได้กับกำลังของกลุ่มพยัคฆ์โลหิตนี้"
ได้ฟังข้อมูลที่ผู้อาวุโสสูงสุดกล่าวมาทุกผู้คนต่างตกตะลึงและหวั่นใจกับกองกำลังของกลุ่มพยัคฆ์โลหิตหากกองกำลังทั้งหมดรุดมาโจมตีตระกูลหยางพร้อมกันมิทราบจะปรากฎผลเลวร้ายปานใด
"โอ..ถึงกับมีระดับปราณครึ่งก้าวสู่จักรพรรดิ์สงครามขั้นต้นระดับที่เป็นเพียงในตำนาน "
"แค่เพียงองครักษ์ซ้ายขวาสองคนนั่นก็ยากจะรับมือแล้ว ..เห็นทีครานี้ตระกูลหยางเราคงถึงเวลาล่มสลายเป็นแน่แท้"
เห็นท่าทางหมดกำลังใจของเหล่าผู้คนในตระกูลหยางกังหลงกล่าวขึ้น
"ทุกท่านโปรดสงบสติอารมณ์ มิใช่เราจะมิมีโอกาสชนะเลย ในกำลังสำคัญทั้งยี่สิบคนนั้น ปราณราชันย์ระดับสองสี่คนได้ถูกกำจัดไปแล้วเจ้าฟู่เฉิงบุตรชายของฟูดาซิงและสมุนระดับปราณขุนพลระดับเก้าจำนวนห้าคนก็ได้ถูกสังหารไปแล้วเช่นกัน..ตอนนี้กลุ่มพยัคฆ์โลหิตคงหลงเหลือกำลังสำคัญไม่เกินสิบคน หากพวกมันจะยกกำลังมาตระกูลหยางก็คงมิทิ้งฐานแล้วเดินทางมาทั้งหมดแน่ข้ากังหลงจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ก่อนจะเดินทางกลับตระกูล"
"ขอบใจลูกกังยิ่งนักได้ทราบข่าวที่เจ้าสังหารฟู่เฉิงและสมุนทั้งหาและได้เห็นกับตาตอนที่เจ้าลงมือสังหารราชันย์ทั้งสี่พร้อมกันข้ากำลังต้องการให้ลูกกังช่วยออกความคิดเห็นถึงเรื่องนี้ ..หากลูกกังยินดีอยู่ช่วยเรื่องราวครานี้เห็นทีคงลุล่วงไปด้วยดีแน่"
ได้ยินที่ผู้นำตระกูลกล่าวย้ำถึงเรื่องราวที่กังหลงสังหารกลุ่มพยัคฆ์โลหิตไปเองถึงสิบคนทุกผู้คนถึงกับมิอยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยินหากแม้นเรื่องนี้มิได้เปล่งออกมาจากปากของผู้นำตระกูลเอง
เพราะก่อนหน้านี้หลายคนเพียงคิดว่าบุรุษหนุ่มอาจพูดเพียงต้องการโอ้อวดแท้จริงอาจเป็นสตรีที่มากับกังหลงหรือมีใครหลายคนที่ใช้วิธีวางแผนการใดในการกำจัดกลุ่มพยัคฆ์โลหิตทั้งสิบคนไปไม่มีใครจะคาดคิดว่าชายหนุ่มที่แสดงระดับพลังยุทธให้เห็นเพียงปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุดกลับสามารถสังหารผู้คนทั้งสิบและในจำนวนนั้นกลับมีราชันย์ถึงสี่คนที่ถูกสังหารลงด้วยตัวเขาเพียงคนเดียว
เมื่อเป็นเช่นนี้ท่าทีที่เคยเย่อหยิ่งถือตัวความคิดอัคติต่าง ๆ ที่เคยมีของหลายคนได้สลายหายไปสิ้นหลงเหลือเพียงความชื่นชมนับถือและหวั่นเกรงในความสามารถของชายหนุ่มผู้นี้ขึ้นมา
ได้ฟังที่หยางไป่หู่กล่าวและเห็นท่าทีของทุกคนเปลี่ยนไปกังหลงจึงกล่าวเพิ่มเติม
"หากมิมีใครคัดค้านข้าคิดว่าเราควรจะใช้แผนโต้กลับแอบไปกำจัดศรัตรูอย่างลอบเร้นระหว่างทางหรือที่ฐานของพวกมันเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสีย หากแม้นรอและปล่อยให้ฝ่ายพวกมันบุกมาทำการโจมตีหรือสู้รบกันที่นี่ความเสียหายที่เกิดขึ้น คงยากจะประมาณได้ทั้งบุตรหลานผู้คนที่ไร้ฝีมือรวมถึงตึกรามบ้านช่อง "
"เป็นความคิดที่ดี ..มิทราบลูกกังต้องการกำลงสักกี่คน จะเริ่มดำเนินการเมื่อไรให้บอกมาเลยข้าจะเป็นผู้ตัดสินแทนและรับผิดชอบผลที่จะเกิดกับตระกูลทั้งหมดเอง"
หยางไป่หู่กล่าวด้วยความหนักแน่นเนื่องด้วยเหตุการณ์ครานี้เป็นหากมิมีกังหลงเข้ามาช่วย การล่มสลายของตระกูลหยางคงยากที่จะหลีกเลี่ยงเป็นแน่แท้แต่หากการดำเนินการนี้สำเร็จความรุ่งเรื่องของตระกูลหยางมิทราบจะมากมายปานใดในภายภาคหน้า
"ข้าคิดว่าจะเดินทางเดี๋ยวนี้เลยมิอาจปล่อยให้เนิ่นช้ายิ่งเร็วยิ่งดี เพียงต้องการนำพา แม่นางเหมี่ยวเซี๊ยะแม่นางหยางเสี่ยวเอ๋อร์และขอผู้ที่มีระดับปราณครึ่งก้าวสู่ราชันย์จำนวนสามคนไปก็คงเพียงพอแล้วส่วนท่านงักแป๋ พี่หยางเช็งซีและที่เหลือคอยเฝ้ารอดูแลรักษาที่นี่เผื่อจะมีใครบุกมาแอบซุ่มโจมตีในขณะที่พวกเราไม่อยู่"
เมื่อวางแผนตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยหยางเช็งซีนั้นต้องการที่จะไปด้วย แต่ด้วยพลังฝีมือที่ยังอ่อนด้อยจึงมิมีใครอยากให้ไปเสี่ยงอันตรายจนกลายเป็นภาระที่ต้องคอยเฝ้าดูแลหยางเช็งซีจึงได้แต่ทำใจยอมรับ หลังจากดื่มกินพักผ่อนกันชั่วครู่หยางไป่หู่แบ่งกำลังผู้อาวุโสสามคน มี ผู้อาวุโสสูงสุดผู้อาวุโสสองและผู้อาวุโสสี่ ไปกับกลุ่มของกังหลงทั้งหมดจึงเดินทางมุ่งตรงไปยังฐานที่ตั้งของกลุ่มพยัคฆ์โลหิตในทันที
................................................................................................................................................................
ณฐานที่ตั้งของกลุ่มพยัคฆ์โลหิต ภายในห้องโถง ขณะนี้เต็มไปด้วยผู้คนแต่ที่บัลลังก์ของผู้นำกลับไร้ซึ่งผู้คน ผู้คนภายในห้องโถงทั้งหมดนับได้รวมสิบเจ็ดคนต่างหน้าดำคร่ำเครียดมีบางคนกระวนกระวายเดินไปเดินมาผู้ที่ท่าทางจะมีอาวุโสที่สุด คนผู้นี้มีปราณระดับขุนพลระดับเก้าขั้นสุด กล่าวขึ้น
"เกิดเรื่องราว ใหญ่โตเช่นนี้นายน้อยฟู่เฉิงและผู้ติดตามรวมหกคนหายไป ผู้คุมกฎทั้งสี่ก็มาหายไปพร้อมกันอีกได้รับเพียงสัญญาณขอความช่วยเหลือชนิดเจอศรัตรูตึงมือ มิทราบเป็นผู้ใดกันก่อนหน้านี้ข้าได้สำรวจแล้วพบว่า มิมีผู้ใดที่น่าจะมีฝีมือเกินผู้คุมกฎทั้งสี่ไปได้หรือว่าจะมีผู้เยี่ยมยุทธจากที่อื่นเดินทางผ่านมา ..!!"