ร่างบางที่นอนสลบไสลอยู่ขมวดคิ้วออกมาด้วยความเ็ป เธอไม่รู้ว่าเหตุใดภาพเหตุการณ์ต่างๆ จึงลอยเข้ามาในหัวเธอไม่หยุดหย่อน จะฝันก็เหมือนไม่ใช่ เป็ความจริงหรือไม่เธอก็ไม่แน่ใจ ดวงตาที่หลับแน่นเมื่อครู่ลืมโพรงขึ้นมาอย่างทนไม่ไหว
เป็ความจริง!
นี่ไม่ใช่ร่างของเธอ แต่เป็ของหญิงผู้หนึ่งมีนามว่าหนิงเฟิ่งเหมือนกันกับเธอ สิ่งที่ไม่เหมือนคือในชีวิตเธอไม่คิดว่าตนเองจะมีจิตใจสกปรก เห็นแก่ตัวจนไม่ดูดำดูดีเืในอกของตน
หนิงเฟิ่งผู้นี้ช่างทำให้เธอแปดเปื้อนมลทินไปด้วยเสียจริง
ดวงตาเมล็ดซิ่งมองไปรอบๆ ตัวด้วยความอนาถใจ บ้านหลังนี้แทบจะไม่ใช่บ้าน ของวางระเกะระกะ มีฝุ่นเกรอะกรังประหนึ่งร่างนี้ไม่เคยเก็บกวาดเลยั้แ่มาอยู่
อืม เป็หญิงงามที่ทำตัวสกปรกผู้หนึ่ง
เดิมหนิงเฟิ่งไม่ใช่คนหมู่บ้านนี้ เพราะเธอตั้งท้องโดยไม่รู้ว่าผู้ใดคือพ่อเด็ก จึงถูกบ้านตัวเองตัดขาด เท่านั้นยังไม่พอ หญิงนางนี้เกือบถูกคนในหมู่บ้านจับยัดใส่ชะลอมหมูเพื่อถ่วงน้ำ หากไม่ใช่ว่าเธอไหวตัวหนีมาทันก่อนก็คงจะสิ้นชื่อไปั้แ่ 5 ปีที่แล้วแล้ว
หนิงเฟิ่งเหลือบมองเด็กน้อยที่นั่งกอดเข่าอยู่ไม่ไกลนิ่งๆ อยู่ๆ เธอก็กลายเป็มารดาแบบไม่ทันตั้งตัว จึงไม่รู้ตัวว่าควรทำเช่นไรดี
“แม่...เหตุใดท่านถึงไม่ตายซะล่ะ” เด็กคนนั้นเอ่ยกับเธออย่างเหลืออด
เ้าเด็กน่าตายนี่…
“ข้าตายก็จะสมใจเ้าน่ะสิ”
“ท่านก็ถือซะว่าตอบแทนบุญคุณข้า” เด็กน้อยกล่าวอย่างไม่ยอม
หนิ่งเฟิ่งข่มอาการาเ็ที่อยู่ท้ายทอย ลุกขึ้นมาเอื้อมมือไปเขกหัวบุตรชายอย่างอดไม่อยู่ “เ้าไปจำจากไหนมา มีลูกที่ไหนให้แม่ตอบแทนกัน”
ตัวเด็กตัวผอมแห้ง ผิวดำกร้าน มองแต่ไกลก็เห็นแต่ตาผู้นี้มีชื่อว่าหนิงโก่วเซิ่ง* ไม่รู้ว่าร่างเดิมตั้งชื่อให้เขาด้วยความรู้สึกเช่นไรกันแน่
(โก่วเซิ่ง แปลว่า เดนหมา)
เ้าหนูหน้อยตัวลีบหัวโตทำเพียงแค่นเสียง กล่าวกับหนิงเฟิ่งอย่างไม่เกรงกลัวว่า “หึ! มีแม่ที่ไหนชอบทำร้ายลูกตัวเองเป็ชีวิตจิตใจบ้าง”
หนิงเฟิ่งอมยิ้มเล็กๆ มองเด็กน้อยที่ต่อปากต่อความอย่างชอบใจ นี่แหละ เหมาะเป็ลูกของข้า!
ชาติก่อนนั้นหนิงเฟิ่งเป็นักรบเดนตายที่รับภารกิจจากรัฐบาลให้เข้าไปในประเทศกลุ่มเสี่ยงหลายประเทศ ก่อนตายเธอจำได้ว่ากำลังช่วยเหลือผู้ประสบภัยาผู้หนึ่ง ไม่คิดว่าไอ้ลูกเต่าตัวนั้นจะแอบแทงข้างหลังตน ยอมพลีชีพกดะเิเอาชีวิตของเธอไปด้วย ด้วยเหตุนี้เธอจึงย้อนมาอยู่ในยุคที่ไม่รู้จักเช่นนี้ไงล่ะ
“ปากเก่งแบบนี้ ไม่กลัวว่าข้าจะตีเ้า?”
เ้าหนูโก่วเซิ่งกลอกตาไปมา
กลัวสิ ทำไมไม่กลัว หญิงที่อยู่ตรงหน้าเขาเป็คนอารมณ์ร้าย ไม่ได้ดั่งใจอะไรก็เอามาลงที่เขา แต่ไม่รู้เหตุใดเขาถึงรู้สึกว่านางเปลี่ยนไป อาจจะไม่ตีเขาก็ได้
มั้ง...
“หึ” หนิงเฟิ่งยิ้มเยาะเย้ยให้บุตรชายของตัวเอง เธอเดินไปสำรวจรอบๆ บ้าน ในบ้านนอกจากผักเหี่ยวๆ กำหนึ่ง ก็ไม่มีสิ่งใดที่พอจะเอาเข้าปากเลย ในครัวก็ดูเละเทะไม่แพ้ในห้องนอน ไม่รู้ว่าร่างเดิมอยู่อย่างไรให้ไม่ถูกฝุ่นอุดจมูกตาย
“แม่ ท่านจะทำอะไร” เ้าหนูโก่วเซิ่งแอบย่องตามมารดามา พอเห็นว่านางมองรอบๆ ห้องครัวด้วยหน้าตาแสดงความรังเกียจ ก็อดถามไม่ได้
“หาอะไรกินน่ะสิ ลูกชาย เ้าไม่ได้แอบเอาของกินไปซ่อนข้าใช่หรือไม่”
“เหอะ ข้าไม่ใช่ท่านสักหน่อย โอ้ย! ท่านตีข้าอีกแล้ว!” หนิงโก่วเซิ่งเอามือเล็กๆ ลูบหัวตัวเองป้อยๆ มองมารดาด้วยความเจ็บใจ
“พูดดีๆ สิ ปากเหมือนกินสุนัขเข้าไปสิบตัว หากเ้าไม่ใช่ลูกข้าละก็...” หนิงเฟิ่งมองตาดุๆ
“หึ้ย! ไม่มี! จะอดตายกันแล้วท่านยังไม่รู้อีก!”
“อดตายอะไร มือเท้าเ้าไม่มีรึ” ว่าจบหนิงเฟิ่งก็หยิบมีดบิ่นๆ เดินออกจากบ้านไป
เ้าหนูโก่วเซิ่งแอบเดินตามมารดาไปเงียบๆ เห็นนางเดินถือมีดเข้าไปในป่า ในใจก็รู้สึกยุ่งเหยิง คิดไม่ตกว่าควรจะเดินตามนางไปดีหรือไม่ “ถ้านางแอบหลอกพาข้าไปฆ่าในป่าล่ะ”
“…..“
“แต่ที่ผ่านมานางก็ไม่เคยตีข้าจนตายนะ” สิ้นเสียงเล็ก หนิงเฟิ่งหัวเราะ ถูกแล้วที่นางไม่เคยตีเ้าจนตายน่ะ ถ้าตายเ้าก็ไม่ได้มายืนเถียงข้าฉอดๆ แบบนี้หรอก
หนิงเฟิ่งเดินไปตามชายป่า เธอหาเก็บผักที่ตนเองรู้จักไว้จนเต็มมือ พอไม่มีมือถือแล้วก็กวักลูกชายที่กำลังเล่นเป็สายลับออกมา “มาช่วยถือหน่อย”
โก่วเซิ่งตาโต “ท่านเห็นข้าด้วยหรือ?”
“ไม่เห็น” หนิงเฟิ่งตอบเสียงนิ่ง
เ้าหนูโก่วเซิ่งหน้ามุ่ยคล้ายไม่ได้ดั่งใจ แต่เขาก็ยังเดินเอาชายเสื้อตวัดห่อใบไม้ที่มารดาเก็บตามหลังต้อยๆ “ท่านเก็บใบไม้พวกนี้ไปทำอะไรล่ะ”
“เอาไปใส่ท้องให้ไม่อดตาย”
“กินได้?” พูดเท่านี้เ้าหนูโก่วเซิ่งก็ต้องตาโตอีกรอบ เมื่อเห็นมารดาเอาใบไม้ใส่ปากเคี้ยวไม่กี่ทีก็กลืนลงท้อง อืม กินได้ก็กินได้...
เดินมาเรื่อยๆ ไม่คิดไม่ฝันว่าพวกเขาจะเจอกระต่ายตัวอ้วนตัวหนึ่ง มันะโดึ้งขยับไปทีละนิด ท่าทางไม่ได้เกรงกลัวว่าหนิงเฟิ่งจะจับมันกินสักนิด
หนิงเฟิ่งตาวาววับ มองมันด้วยสัญชาตญาณนักล่าที่มีอยู่เต็มเปี่ยม เธอหันไปเอ่ยกับบุตรชายเสียงเหี้ยม “เ้ากางแขนกางขาทำตัวใหญ่ๆ เดินต้อนมันไปด้านนี้”
“ท่านคิดจับมันหรือ” หนิงโก่วเซิ่งถามมารดาตาโต
“อืม ทำตามคำพูดข้า วันนี้เ้าจะได้ทานเนื้อ”
“ก็ได้” เ้าหนูน้อยเอาผักไปวางไว้มุมหนึ่ง เขากางแขนกางขาเดินต้อนกระต่ายไปช้าๆ ตามที่มารดาบอก “ท่านจะฆ่ามันยังไง”
ฟิ้ว!
เสียงวัตถุแหวกผ่านอากาศอย่างรวดเร็ว เด็กน้อยโก่วเซิ่งหันไปตามเสียงจนคอแทบเคล็ด ก่อนจะเห็นว่ากระต่ายอยู่ไม่ไกลจากตน นอนกระตุกอยู่ 2-3 ที ข้างๆ มีมีดที่ดูฟันอะไรไม่เข้าหล่นอยู่
เ้าหนูโก่วเซิ่งหันไปมองมารดาด้วยความไม่อยากเชื่อ “แม่ ท่านจะฆ่าข้าใช่ไหม!” ตนกับกระต่ายอยู่ห่างกันไม่ถึงจั้ง*ด้วยซ้ำ!
(*1 จั้ง ประมาณ 3.33 เมตร)
“ข้าจะฆ่ากระต่าย” หนิงเฟิ่งตอบกลับนิ่งๆ พอเห็นว่าเ้าหนูน้อยน้ำตาคลอ ความเป็มารดาที่มาจากไหนก็ไม่รู้ทำให้เธอพูดเพิ่มเติมไปอีก
“ใครจะฆ่าลูกชายตัวเองได้ลง เ้าไม่เชื่อใจแม่หรือ”
“ใครจะไปเชื่อใจท่านได้ลง” มีย้อนคำ เ้าเด็กนี่!
“จะกินหรือไม่กระต่ายน่ะ หากกินก็หยิบขึ้นมา จะได้กลับบ้าน”
หนิงโก่วเซิ่งกะพริบตาปริบๆ เมื่อนึกขึ้นได้ก็เขาก็รีบวิ่งเข้าไปหยิบกระต่ายที่นอนตัวอ่อนเปรี้ยไร้ลมหายใจขึ้น ส่วนมีดที่อยู่ข้างๆ ก็ถือขึ้นมาด้วย
เขาวิ่งไปเดินขนาบข้างมารดา ถามด้วยน้ำเสียงสดใส “แม่ ท่านให้ข้ากินด้วยหรือ”
“ไม่ให้เ้ากินแล้วแม่จะให้ใครกิน”
“ก่อนหน้านี้ มีอะไรท่านก็กินหมดเลยนี่น่า แม่ ท่านถูกผีเข้าใช่หรือไม่” หนิงเฟิ่งมุมปาก
กระตุกไปทีหนึ่ง เธอยกมือมาเขกศีรษะบุตรชายเบาๆ
“ถ้าแม่ถูกผีเข้า เ้ากลัวหรือไม่”
เ้าหนูโก่วเซิ่งส่ายหน้า “เช่นนั้นท่านก็ไม่ต้องออกมาหรอก อยู่ในนั้นแหละ”
อืม ช่างต่อปากต่อคำดีแท้
กลับมาถึงบ้าน สองแม่ลูกก็ช่วยกันก่อไฟ หนิงเฟิ่งจัดการลอกหนังกระต่ายและนำเครื่องในออก กระต่ายตัวใหญ่ถูกย่างไฟจนกลิ่นหอมกรุ่น เ้าหนูโก่วเซิ่งนั่งเฝ้าไปน้ำลายไหลไป จนหนิงเฟิ่งยิ้มขำๆ
ในบ้านไม่เหลืออันใดให้ใช้สอย เครื่องครัวก็ทั้งแตก ทั้งบิ่น เป็รูโหวง จนแทบใช้การไม่ได้ ส่วนเครื่องปรุงต่างๆ น่ะหรือ…อย่าฝันว่าจะได้เห็นมันเถอะ
ย่างกระต่ายบวกกับผักป่านึ่งพอจะทำให้ทั้งสองคนมีเรี่ยวแรงฟื้นขึ้นมา กระต่ายถูกกินไปครึ่งตัว หนิงเฟิ่งเห็นเ้าหนูโก่วเซิ่งค่อยๆ แทะอย่างกระมิดกระเมี้ยน เธอจึงเอ่ย “กินให้อิ่ม ไม่ต้องกลัวว่าพรุ่งนี้ไม่มีกินหรอก”
“ท่านจะเข้าไปล่ากระต่ายอีกหรือ”
หนิงเฟิ่งพยักหน้า “อืม”
ก่อนหน้านี้ร่างเดิมอาศัยการหากินโดยการเย็บผ้าขาย เธอไม่ได้มีฝีมือที่ดีนัก แต่ก็พอเอาไปแลกเงินมาได้เรื่อยๆ ได้มาเท่าไหร่ ร่างนี้ก็ใช้เพื่อตัวเองแค่นั้น ส่วนเ้าหนูโก่วเซิ่งต้องรอเศษเหลือที่มารดาจะแบ่งให้
ความสามารถของร่างนี้ก็ยังอยู่ หากจะให้หนิงเฟิ่งในตอนนี้เย็บผ้าไปขายก็สามารถทำได้ เพียงแต่งานชวนง่วงแบบนั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็เธอเท่าไหร่
หนิงเฟิ่งรู้สึกว่าเธอได้พละกำลังจากชาติก่อนมาด้วย นับว่าฟ้าดินไม่ได้ใจร้ายกับเธอมากนัก
“แม่ ข้าไปกับท่านนะ”
“ได้” เ้าหนูโก่วเซิ่งยิ้มจนเห็นฟันขาวตัดสีผิวชัดเจน ในใจรู้สึกว่าท่านแม่ของตัวเองงดงามไปหลายส่วน จนหนิงเฟิ่งที่ทำหน้านิ่งๆ ในตอนแรกทำหน้าไม่ถูก
หนิงเฟิ่งต้องใช้ความสามารถอย่างมากในการลงมีดตัดไม้ ตัดไปตัดมาคล้ายว่าเล่มมีดจะหักก่อนที่จะฟันต้นไม้ขาด เธอสบถอย่างหัวเสีย หางตาเห็นบุตรชายวิ่งจู้ดออกจากรั้วบ้านไป ไม่นานก็วิ่งกลับมาพร้อมมีดเล่มหนึ่ง “ข้าไปยืมท่านป้าโจวมาให้” เอ่ยพร้อมยิ้มแฉ่งให้มารดา
“น่ารักมาก”
เ้าหนูโก่วเซิ่งหุบยิ้มฉับพลัน “ใครสอนท่านเอ่ยชมผู้อื่นว่าน่ารัก ต้องชมว่าเก่งต่างหาก”
“แม่ของแม่เ้า” หนิงเฟิ่งว่าพลางหันไปตัดไม้ต่อ
“แม่ของแม่ข้า ช่างเหมือนกับแม่ข้า”
“ขอบคุณที่ชม”
“หึ!” หนิงโก่วเซิ่งนั่งกอดอกมองมารดาอย่างโกรธเคือง
“เก่งๆ ลูกข้าเก่งมาก”
ฉับพลันเด็กน้อยก็ยิ้มสดใสเสียจนคนที่เพิ่งเป็แม่คนคันยุบยิบอยู่ในอก หนิงเฟิ่งทำทีหันไปตัดไม่ต่อไม่สนใจเขาอีก...