มิปรารถนาเป็นเซียน ไยเป็นเซียนแล้วต้องขี้หึงทุกวันเล่า (BL) (จบ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 58 การป้องกันอีกทาง

            เจียงเฉิงเยว่รีบเปิดประตูแล้วปล่อยให้ศิษย์ตัวน้อยเข้ามาก่อนหยิบพู่กันกับจานลายครามขนาดเล็กที่บรรจุชาดในมือนั้นไป้เอ๋อร์มองเขาพลางพูดออย่างเป็นกังวล“ท่านอาจารย์...ทำไมใบหน้าท่านถึงเป็นสีเขียว ท่านเป็นอะไรหรือไม่?”

           เจียงเฉิงเยว่ตะลึง “หน้าข้าเป็นสีเขียวหรือ?”

           ไป้เอ๋อร์พยักหน้า จากนั้นเขย่งเท้าเพื่อแตะหน้าผากเขา “ท่านอาจารย์ท่านตัวเย็นจัง!”

           เจียงเฉิงเยว่เอามือแตะหน้าผากของตนเองตามฝ่ามือน้อยกลับไม่รู้สึกผิดปกติอะไรจากนั้นหันไปมองอาหนิวที่นอนอยู่บนเตียง จะช้าไม่ได้แล้วเขาจึงไม่สนใจต่อความผิดปกติของตนเอง รีบสั่งไป้เอ๋อร์ “เปิดประตู”

           ไป้เอ๋อร์ไม่กล้าขัดคำสั่ง เขารีบเปิดประตูทันที

           เจียงเฉิงเยว่เรียกคนในครอบครัวของอาหนิวเข้ามา สั่งให้พวกเขาถอดเสื้อผ้าของอาหนิวพลางถือชาดวาดคาถาทั่วร่างของเด็กคนนั้น จากนั้นเอ่ยกำชับ“ก่อนที่ร่างกายของเขาจะฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ ห้ามเช็ดเครื่องหมายชาดนี้เด็ดขาดนอกจากนี้ เขาจะออกจากห้องนี้ไม่ได้”

            “ขอรับๆๆๆๆ” ครอบครัวของอาหนิวตอบรับติดๆ กันเพียงชั่วพริบตาถึงเห็นว่าเด็กน้อยหลับสนิทไปแล้ว ไม่ชักและไม่พูดเพ้ออีกต่อไปทุกคนจึงอดไม่ได้ที่จะยินดี

           เจียงเฉิงเยว่ลุกขึ้นกำชับพวกเขาอีกครั้ง“พรุ่งนี้ยังต้องขอให้หมอจากนอกหมู่บ้านมาดู จ่ายแผ่นแปะยาสองตัวช่วยให้ฟื้นตัวเร็วโดยไม่เป็นที่ต้องการของวิญญาณร้าย”

            “ขอรับๆๆ”

           คนในครอบครัวของอาหนิวส่งเจียงเฉิงเยว่ออกจากบ้านเป็นอย่างดีแม้ว่าชาวบ้านกลุ่มนั้นที่เฝ้าอยู่นอกบ้านจะไม่เคยเข้ามาในบ้านทว่าพวกเขาก็ไม่ได้ยินคำพูดเพ้อของอาหนิวที่อยู่ในห้องอีกต่อไปและท่าทางที่ถอนหายใจอย่างโลกอกของคนในครอบครัวอาหนิว พวกเขาจึงคิดว่าวิญญาณร้ายที่อยู่ด้านในถูกจัดการแล้วจึงมองเจียงเฉิงเยว่พร้อมยกย่องในช่วงเวลาที่เหมาะสมนี้สองสามประโยค

           “ได้รับการช่วยเหลือจากท่านนักพรต! ขอบคุณท่านนักพรต”

           “โชคดีที่มีท่านนักพรตในหมู่บ้านของพวกเรา”

           “ท่านนักพรตคือเซียนที่ปกป้องความสงบสุขจริงเชียว!”

           เจียงเฉิงเยว่ยกยิ้มเล็กน้อย ไม่สนใจคำเยินยอที่จริงใจของชาวบ้านไป้เอ๋อร์จงใจยืนอยู่ข้างกายเขาอย่างยินดี ยอมรับแววตาที่เคารพของผู้คนเอ่ยอย่างพึงพอใจ “แน่นอน! ท่านอาจารย์ของข้าเก่งกาจอยู่แล้ว!”

           เจียงเฉิงเยว่เขกหน้าผากของเขาพลางเอ่ยเสียงเบา “พอได้แล้ว พอได้แล้ว”

            ไป้เอ๋อร์แลบลิ้นกระโจนเข้าสู่อ้อมแขนของเจียงเฉิงเยว่อย่างออดอ้อน“ท่านอาจารย์ของข้าเก่งกาจที่สุดในใต้หล้า!”

           เจียงเฉิงเยว่รู้สึกขบขันเล็กน้อยหางตาพลันเหลือบไปเห็นสือเยว่ที่ยืนอยู่ด้านหนึ่ง ใจของเขานิ่งค้างเขาดันไป้เอ๋อร์ออกอย่างยากลำบาก “อย่าวุ่นวาย”

            ไป้เอ๋อร์คงเขินอายเช่นเดียวกันจึงแลบลิ้นอย่างซุกซนยืดตัวขึ้นก่อนยอมแพ้

           หลังจากธุระใกล้เสร็จสิ้น เจียงเฉิงเยว่กล่าวลาคนในครอบครัวของอาหนิวบิดาของอาหนิวรีบเอ่ย “รบกวนท่านนักพรตแล้ว ฟ้ามืดถนนหนทางก็ลื่นข้าขอถือตะเกียงให้ท่านนักพรต”

           เจียงเฉิงเยว่รีบบอก “ไม่จำเป็น”

            สือเยว่กล่าว“ท่านนักพรต เช่นนั้นให้ข้าส่งท่านกลับเถิด”

           ไป้เอ๋อร์ดึงมือของเขาแกว่งไปมา “ท่านอาจารย์ ให้ข้ากับพี่ชายข้าส่งท่านกลับเถิด”

           เจียงเฉิงเยว่มองเขาอย่างขบขัน “อาจารย์ของเจ้าอย่างข้าเป็นสาวดอกไม้เหลือง[1] หรือว่าอะไร ยังต้องให้ไปส่งอีกหรือ?” จากนั้นเงยหน้ามองบิดาของอาหนิวด้วยรอยยิ้ม“อาหนิวยังต้องการการดูแลจากพวกท่าน ไม่ต้องเป็นห่วงข้าสิ่งสำคัญคือต้องดูแลอาหนิวก่อน”

           บิดาของอาหนิวไม่รอคอยอีกต่อไป เขาเกาศีรษะพร้อมยิ้มแหย“เช่นนั้นท่านนักพรตเดินทางดีๆ”

           เจียงเฉิงเยว่พยักหน้าก่อนจะออกเดินก็เหลือบมองเศษเสี้ยวพลังหยินชั่วร้ายในลานบ้านนั้นอีกครั้งเขาใช้แรงกดดันวิญญาณเล็กน้อยอย่างไร้เสียง เป็นดังที่คาดคิดภูตผีเหล่านั้นหายไปในชั่วพริบตา

           .............................

            ฝ่ามือไพล่หลังอยู่เพียงลำพังเจียงเฉิงเยว่ค่อยๆ เดินผ่านเส้นทางเล็กอย่างเชื่องช้าไปยังอารามเต๋าของตนเองขณะที่เดินความคิดไม่อาจสงบลงได้เป็นเวลานานอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้วิญญาณชั่วร้ายทำลายผนึกของตี้จวินกันแน่? เกิดอะไรขึ้นกับการที่พลังวิญญาณของตนเองหยุดนิ่งไปชั่วขณะเมื่อครู่กัน?

           เมื่อเดินไปได้ครึ่งทาง เสียงของผู้คนค่อยๆ หายไปความเจ็บปวดรุนแรงที่คุ้นเคยแล่นขึ้นมาจากอก ต่อมาถึงลำคอจุดหลิงไถและแขนขาทั้งสี่ก็ราวกับผสานกัน ความเจ็บปวดนั้นไม่รู้ควรอธิบายอย่างไรดีราวกับถูกคมมีดฟาดฟัน เปลวเพลิงแผดเผา เหมือนถูกหัวแร้งแนบ ขาทั้งสองข้างของเจียงเฉิงเยว่อ่อนแรงเขาคุกเข่าลงบนพื้น

           เขายังคงอดกลั้นอยู่ครู่หนึ่งถึงอย่างนั้นระดับความเจ็บปวดที่ผนึกประทับวิญญาณในครั้งนี้เหนือกว่าครั้งใดจึงอดกุมหน้าอกของตนเองไม่ได้ กลิ้งเป็นก้อนกลมบนถนนโดยไม่เหลือภาพลักษณ์โดยรอบไม่มีผู้ใด เจียงเฉิงเยว่จึงไม่จำเป็นต้องระงับตนเอง เขาส่งเสียงคร่ำครวญออกมา

           เขาไม่มีเรี่ยวแรงครุ่นคิดอีกต่อไปจึงบีบใช้เคล็ดวิชาเคลื่อนย้ายชั่วพริบตาด้วยพลังวิญญาณเฮือกสุดท้ายอย่างสุดชีวิตทันใดนั้นเขาปรากฏกายข้างอารามเต๋าของตนซึ่งอยู่ที่ไหล่เขาจากนั้นพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะปีนขึ้นไปยังน้ำตกที่มีเสียงน้ำดังสะท้อนลั่นข้างอารามเต๋า

           น้ำตกก่อตัวเป็นแอ่งน้ำตื้นเมื่อกระทบด้านข้างอารามเต๋ายามที่เจียงเฉิงเยว่บ่มเพาะมักจะมาอาบน้ำที่นี่ ณตอนนี้เขากำลังพาตนเองลงไปแช่ทั้งร่าง น้ำพุช่างหนาวเย็นเสียดกระดูกแอ่งน้ำที่ถูกน้ำตกกระทบ ความเป็นจริงแล้วตื้นยิ่งนักหลังจากเจียงเฉิงเยว่พลิกร่างของตนเองนอนหงายในบ่อน้ำ ผิวน้ำผ่านแค่ใบหูริมฝีปากและจมูกของเขายังคงเปิดโล่งอยู่ในอากาศเขาสูดอากาศที่เย็นสดชื่นอย่างตะกละตะกลาม

            ร่างกายค่อยๆถูกแช่แข็งก่อนหน้านี้หลายครั้งที่ผนึกประทับวิญญาณจะเกิดความเจ็บปวดรุนแรงจนยากจะทานทนเขาก็จัดการตนเองเช่นนี้ ยืดแขนและขาทั้งสี่ลอยอยู่บนผิวน้ำพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อให้น้ำเย็นเปียกชุ่มร่างความร้อนจากภายในและความเย็นจากภายนอกเริ่มสมดุลเขาหลับตาลงท่องเคล็ดวิชาสงบใจอย่างเงียบงันโดยคิดว่าเมื่อตนเองสลบไปอาจช่วยจากความทรมานที่เจ็บปวดอย่างรุนแรงนี้ได้ชั่วคราว

           ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใดเขาแยกแยะเสียงฝีเท้าที่ก้าวลงในบ่อน้ำได้อย่างฉับไวท่ามกลางเสียงน้ำตกที่กระทบหน้าผาในความสะลึมสะลือเขาถึงกับมีความรู้สึกอย่างหนึ่งรู้สึกว่าฝีเท้านั้นที่ก้าวลงมาในแอ่งน้ำราวกับย่างก้าวแห่งโชคชะตาซึ่งทลายความว่างเปล่า

           ทันใดนั้นลำคอและเข่าโค้งงอ ทั้งร่างมีความรู้สึกไร้น้ำหนักชั่วขณะคล้ายกับว่าทั้งร่างของเขาลอยขึ้นไปบนอากาศ บินผ่านเมฆ ทั่วร่างผ่อนคลายแม้แต่ความรู้สึกเปียกชื้นที่ยากจะทนซึ่งติดกับเสื้อผ้าบนร่างล้วนจางหายเจียงเฉิงเยว่จึงเอนเอียงไปโอบล้อมแหล่งความร้อนตามสัญชาตญาณ

           .............................

           เมื่อหลี่อวิ๋นหังจัดการธุระเสร็จสิ้นจากวังหลิงปี้แล้วกลับสู่โลกมนุษย์ลงไปในตำแหน่งที่อิ๋นหมางระบุ เขาอยู่ในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผ่านเขตอาคมที่เสียหายอย่างเห็นได้ชัด ร่อนลงที่ไหล่เขาบนภูเขาวิญญาณหลังจากเห็นลานขนาดเล็กดูเรียบง่ายแห่งหนึ่งบนไหล่เขาอยู่ไกลๆจึงเข้าใจทันทีว่าที่แห่งนี้คือสถานที่เช่นไร

           อิ๋นหมางราวกับสัมผัสได้เขายังไม่ทันเหยียบพื้นพลันเข้าหาอย่างตื่นเต้นและน้อยอกน้อยใจเล็กน้อยราวกับเด็กถูกฝากเลี้ยงไว้บ้านญาติสองสามวันแล้วพบผู้ปกครองของตนเองกลับมาที่แขนเสื้อของเขาพร้อมเสียง ‘ฟิ้ว’

           เมื่อปลายเท้าของหลี่อวิ๋นหังลงถึงพื้นก็ยืนอย่างมั่นคงเขายกข้อมือขึ้นมองมันแวบหนึ่งอย่างขบขันอิ๋นหมางจึงกลายร่างเป็นด้ายปักสีเงินเส้นบางมันรู้ว่าหลี่อวิ๋นหังไม่ชอบจึงกล้าเพียงปักตนเองเป็นเส้นตรงอยู่บนขอบแขนเสื้อของเขาอย่างอู้อี้ไม่กล้ากลายร่างเป็นสัญลักษณ์ใด

           หลี่อวิ๋นหังวางมือลงแล้วถอนสายตา ค้นหาสถานที่ที่อิ๋นหมางบินมาเมื่อครู่ทันใดนั้นเขามองเห็นสถานการณ์ที่ทำให้ดวงตาเบิกกว้างร่างเพรียวบางในชุดเรียบง่ายผู้หนึ่งลอยอยู่ในน้ำตื้นของน้ำตกที่มีเสียงน้ำดังสะเทือนเลือนลั่นราวกับใบไม้เหี่ยวเฉาที่ร่วงหล่นบนผิวน้ำกำลังไหลไปตามกระแสน้ำ อ่อนแอจนช่วยไม่ได้ใบหน้าของอีกฝ่ายขาวซีด ถึงกับขาวผ่องยิ่งกว่าแสงจันทร์ราวกับซากศพที่ตายไปนานแล้วอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

           หลี่อวิ๋นหังรีบก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว ดึงอีกฝ่ายขึ้นมาจากน้ำ

           ทั้งร่างนั้นเปียกปอน เย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง ริมฝีปากคล้ำขนตาเรียวยาวสั่นไหวเล็กน้อย ทว่าอย่างไรก็ไม่อาจลืมตาได้หลี่อวิ๋นหังยกเขาขึ้นให้ศีรษะพิงบนไหล่ของตนเองร่ายเคล็ดวิชาไล่น้ำพลางโอบกอดให้แน่นยิ่งขึ้น คนผู้นี้เชื่อฟังเป็นอย่างดีรีบมุดเข้ามาในอ้อมแขนของตน

           หลี่อวิ๋นหังมองไปรอบด้านกลับเห็นว่าในห้องไม่กี่ห้องมีประตูเปิดไว้อยู่จึงอุ้มเขาเดินเข้าไปค้นหาเตียงในห้องนอนพบอย่างง่ายดาย ผ้าปูที่นอนกับผ้าห่มบนเตียงซักจนซีดขาวถึงกับมีร่องรอยที่เคยซ่อมแซมอยู่หลายจุดจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเจ็บแปลบจากก้นบึ้งของหัวใจ พลันปวดร้าวอย่างคลุมเครือ

           ร้อยห้าสิบกว่าปีมานี้...เขาอยู่ในสถานที่เช่นนี้มาตลอดเลยหรือ?

           หลี่อวิ๋นหังวางอีกฝ่ายลง อีกฝ่ายกลับไม่ยอมให้เขาจากไปทั้งยังดึงมุมแขนเสื้อของเขาแล้วเอ่ยเสียงแผ่วเบา “อาหัง”

           ทั้งร่างของหลี่อวิ๋นหังแข็งทื่อ คิดว่าอีกฝ่ายตื่นแล้วจึงมองลงไปกลับเห็นว่ายังคงหลับตาสนิท จึงเข้าใจว่ายังไม่ตื่นเพียงอยู่ในอาการสลบไสลเท่านั้น และยังเรียกชื่อเขาตามสัญชาตญาณ ทันใดนั้นไม่รู้ว่าเขาต้องรู้สึกอย่างไรภายในใจ ยามนี้เขามีอารมณ์ผสมปนเป ทั้งปวดร้าวขมขื่น อบอุ่นและเกลียดชังเพียงไม่นานอารมณ์ที่ซับซ้อนเหล่านี้เอ่อล้นออกมาเป็นความด้านชาอยู่หลายส่วน

            เขาถอนหายใจแผ่วเบาเพียงนอนตะแคงบนเตียงด้วยกันเท่านั้นจากนั้นนำร่างที่เย็นเยียบเข้ามาในอ้อมแขนเพื่อให้ความอบอุ่นเหมือนกับคืนนั้นเมื่อร้อยห้าสิบสี่ปีก่อนที่ถูกอีกฝ่ายกอดไว้ในอ้อมแขนจนอบอุ่นไปทั่วร่างครอบคลุมทุกพื้นที่ในหัวใจอย่างไม่ทันตั้งตัว

           เขากลัวว่าจะพลาดโชคชะตาแสนอบอุ่นที่ตกลงมาจากฟ้าว่ามันจะจางหายไปอย่างเงียบงันเช่นเดียวกับยามที่มา เขาจึงลังเลและดิ้นรนทว่าเพียงตกอยู่ในรังไหมแล้วจมดิ่งลงเรื่อยๆ สุดท้ายแล้วก็ไม่ดิ้นรนอีกต่อไปอย่างไรก็ตาม มีชั่วขณะหนึ่งที่เขาสงบลง โดยคิดว่าคนผู้นี้คือความสุขที่ตนเองสามารถครอบครองได้อย่างแน่นอนทว่าใครจะรู้ว่าเพียงชั่วครู่ความฝันที่สวยงามถูกปลุกขึ้นมาด้วยวิธีอันโหดร้ายอย่างยิ่ง

           เขาเกร็งกายและกอดคนในอ้อมแขนแน่น ความรู้สึกยุ่งเหยิงจนกระทั่งร่างกายที่เย็นเยียบกลับมาอุ่นขึ้นทีละนิด

           เจียงเฉิงเยว่ที่ขดตัวอยู่ในอ้อมแขนของเขาอย่างเชื่อฟังมาตลอดเริ่มบิดตัวอย่างไม่สงบแม้จะอยู่ในการสลบไสลยังคงมีท่าทีกระสับกระส่ายผิดปกติหลี่อวิ๋นหังยื่นมือออกไปสัมผัส ทั้งร่างนั้นเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย ลมหายใจค่อยๆ ถี่กระชั้น

           หลี่อวิ๋นหังแปลกใจเล็กน้อย จากนั้นยันตัวขึ้นมองโดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นอะไรเขาทำได้เพียงเช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผากนั้นอย่างระมัดระวังกลับถูกเจียงเฉิงเยว่คว้ามือไว้แน่น บิดตัวและพึมพำอย่างทรมานหลี่อวิ๋นหังโอบกอดอีกฝ่ายไว้ในอ้อมแขนอย่างปลอบโยน ทันทีที่ร่างกายแนบชิดกันเขาก็เข้าใจในทันที ปลายหูพลันร้อนผ่าวอย่างห้ามไม่ได้ในเวลาเดียวกันสีหน้ามืดมนถึงขีดสุด

           แขนขาทั้งสี่ของเจียงเฉิงเยว่พันเขาแน่นราวกับปลาหมึกยักษ์ ลมหายใจชื้นที่ติดๆขัดๆ กระซิบข้างหูของเขาอย่างแผ่วเบา ณ ตอนนี้เขาผู้เป็นซ่างเซียนที่สง่างามแห่งวังหลิงปี้ถึงกับใจเต้นแรงอย่างบ้าคลั่งทั้งยังวุ่นวายจนทำอะไรไม่ถูก ลังเลอยู่นานจึงยื่นฝ่ามือที่สั่นเทาไปปลดสายรัดที่กางเกงตัวน้อย

           แน่นอนว่าเขารู้ว่าเคล็ดวิชาสงบใจสามารถช่วยระงับความปรารถนาที่เกิดจากแผนร้ายและความคิดได้ถึงกระนั้นสุดท้ายแล้ว ไม่เพียงไม่รักษาอาการที่ต้นเหตุถึงกับเป็นการต่อต้านอีกด้วยแม้ว่าสิ่งที่เขาเตรียมกระทำในตอนนี้คือการรักษาที่ไม่ใช่ต้นเหตุ ทว่า‘การรักษาที่ต้นเหตุ’ นี้เขาทำไม่ได้ อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ตอนนี้ระหว่างเขากับอีกฝ่ายแล้วไม่ควรเป็นเช่นนี้ไม่ควรเกิดจากการกระทำที่ช่วยไม่ได้จากเล่ห์เหลี่ยมและกับดักเช่นนี้

            ยามนึกถึงตรงนี้เขาเพียงปรารถนาที่จะลากตัวผู้ร้ายที่อยู่เบื้องหลังนั้นมาระบายความโกรธด้วยวิธีหลิงฉือ[2] เสียจริง

           เวลาที่ฝ่ามือสั่นเทาของเขาสัมผัส เจียงเฉิงเยว่สั่นสะท้านไปทั้งร่างไม่รู้ว่าสัมผัสถึงการโจมตีด้วยความอันตรายในจุดสำคัญหรือต่อต้านเรื่องเช่นนี้ตามสัญชาตญาณแม้จะอยู่ในภาวะสลบไสลอีกฝ่ายดิ้นรนราวกับว่าต้องการจะหลบหนี ทั้งดูโน้มตัวตอบรับตามสัญชาตญาณของร่างกาย

           หลี่อวิ๋นหังโอบกอดอีกฝ่ายจากด้านหลัง กักขังไว้อย่างแน่นหนาในเมื่อตัดสินใจแล้วจึงไม่ลังเลอีกต่อไปให้การปลอบประโลมแก่อีกฝ่ายอย่างอ่อนโยนด้วยความอดทนเพียงครู่เดียวเจียงเฉิงเยว่ส่งเสียงร้องแผ่วเบาร่างกายที่ถูกกามารมณ์ควบคุมไว้พลันสั่นไหวราวกับเศษใบไม้ในสายลมเริ่มเอ่อล้นออกมาอย่างควบคุมไม่ได้

           อีกฝ่ายสงบลงในอ้อมแขนของเขาชั่วคราว หอบหายใจแผ่วเบาเสียงหัวใจเต้นอย่างรุนแรงดังแว่วมา ซึ่งหลี่อวิ๋นหังแยกไม่ออกว่ามาจากผู้ใด

            โดยธรรมชาติแล้วผู้ที่ตกอยู่ในกามารมณ์จะไม่สงบลงอย่างสมบูรณ์แค่การระบายเพียงครั้งเดียวเจียงเฉิงเยว่ที่สลบไสลไม่รู้เนื้อรู้ตัวจึงถูกบังคับให้ตกอยู่ในการควบคุมอย่างสมบูรณ์ของหลี่อวิ๋นหัง

           หลี่อวิ๋นหังปล่อยให้ตนทำเรื่องโหดร้ายที่สุดในโลกนี้กับตนเองความทรมานนั้นถึงกับรุนแรงยิ่งกว่าที่เขาคาดคิดเป็นร้อยเท่าเสียงคร่ำครวญอย่างควบคุมไม่ได้ของคนผู้นี้ราวกับเสียงครวญครางของลูกแมวช่างคล้ายคลึงกับดอกกล้วยไม้ที่เบ่งบานครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่ในมือของเขาความปรารถนาที่เขามีต่ออีกฝ่ายลามไปด้วยเปลวเพลิงร่างกายนั้นที่บิดอย่างกระสับกระส่ายยิ่งราวกับเทน้ำมันบนเพลิงเขากลับทำได้เพียงบังคับตนเอง พันธนาการอย่างหนาแน่นด้วยสายธนูแห่งจิตสำนึกซึ่งยากเย็นไม่น้อยไปกว่าการใช้เชือกดึงอาคารที่เอียงเอาไว้ อีกฝ่ายได้กลายเป็นความลุ่มหลงที่อันตรายถึงชีวิตมากที่สุดและยังเป็นพิษที่รุนแรงที่สุดอีกด้วย

            เมื่อแสงแห่งรุ่งอรุณมาถึงคนผู้นั้นจึงนอนหลับสนิทอย่างไร้เดียงสาได้ในที่สุดเสวียนเหยาซ่างเซียนผู้ซึ่งอดทนมาจนถึงขีดสุดวิ่งออกจากประตูจึงค่อยตระหนักได้ว่าแอ่งน้ำตื้นที่มีอุณหภูมิเสียดกระดูกข้างน้ำตกนั้นเป็นสถานที่ล้ำค่าเช่นไรภายใต้การเผชิญหน้าของแสงจันทร์และท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวผู้ที่แช่อยู่ในแอ่งน้ำนั้นเปลี่ยนเป็นเขาอย่างรวดเร็ว

           ------------------------

             [1] สาวดอกไม้เหลือง หมายถึง ผู้หญิงบริสุทธิ์ที่ยังไม่แต่งงาน

             [2] วิธีหลิงฉือ หมายถึง วิธีการประหารโดยการแล่เนื้อเป็นชิ้นๆ ในสมัยโบราณ

    คล้ายกับเรื่องมิปรารถนาเป็นเซียน ไยเป็นเซียนแล้วต้องขี้หึงทุกวันเล่า (BL) (จบ) ที่คุณอ่าน

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359