ตอนที่ 1: สัญญาณจากคุ้งน้ำวน
สายลมปลายฤดูฝนหอบเอาไอเย็นเยือกและกลิ่นดินเปียกชื้นลอยเอื่อยมาจากคุ้งน้ำเบื้องล่าง แผ่ซ่านผ่านแนวพุ่มไม้รกร้างที่ขึ้นหนาทึบริมฝั่งแม่น้ำยม ยอดไผ่สีทองลู่เอนตามแรงลมพลางเสียดสีกันเสียงดังแกรกกราก คล้ายเสียงกระซิบกระซาบแผ่วเบาของสิ่งเร้นลับที่คอยเฝ้ามองผู้มาเยือนจากมุมมืด แสงแดดรำไรยามบ่ายคล้อยพยายามส่องลอดทิวไม้ลงมากระทบผืนดิน ขับเน้นให้เห็นทัศนียภาพอันงดงามโอ่อ่าของป่าริมน้ำที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ไว้อย่างน่าอัศจรรย์ ผิวน้ำยมที่สะท้อนแสงแดดระยิบระยับทำให้พื้นที่รกร้างแห่งนี้ดูราวกับทำเลในฝันที่ธรรมชาติจงใจแต่งแต้มรังสรรค์ไว้
คิวก้าวข้ามกิ่งไม้แห้งที่ผุพังอยู่บนพื้นดินอย่างกระฉับกระเฉง ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนและกางเกงลุยป่าทะมัดทะแมงหันกลับมายื่นมือให้คนรักที่เดินตามหลังมา ใบหน้าหล่อเหลาคมคายของนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและประกายตาแห่งความหวังอันเจิดจ้า เขามองผืนดินรกร้างตรงหน้าด้วยความปีติยินดีอย่างยิ่ง เพราะมันคือผืนดินที่จะรองรับความฝันของเขาและคู่หมั้นสาวในการสร้างอนาคตร่วมกันก่อนพิธีวิวาห์ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
“ฝ้าย ค่อยๆ ก้าวมานะ ดินตรงนี้มันเริ่มลาดต่ำลงแล้ว” น้ำเสียงของคิวทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยความโอนอ่อนผ่อนปรนอันแสนอบอุ่น
ฝ้ายเอื้อมมือไปจับมือของคนรักเพื่อพยุงตัวก้าวผ่านแนวรากไม้ใหญ่ด้วยท่าทางตื่นตาตื่นใจ ใบหน้าสวยเก๋ที่มักจะแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มสดใสฉายแววตื่นเต้นอย่างชัดเจน เธอจ้องมองพื้นที่รอบตัวพลางพยักหน้าเห็นพ้องกับความคิดของชายหนุ่ม ทั้งคู่เป็นคู่หมั้นที่ตกลงใจจะร่วมลงทุนทำธุรกิจรีสอร์ตหรูเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติร่วมกัน และที่ดินมรดกผืนนี้ก็ช่างตอบโจทย์ความฝันของเธอในการออกแบบตกแต่งภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูหรูหราทว่ากลมกลืนกับธรรมชาติได้อย่างไร้ที่ติ
“สวยมากเลยคิว...” ฝ้ายเอ่ยปากชม สายตากวาดมองโค้งน้ำยมที่ทอดตัวยาวเป็นรูปครึ่งวงกลมงดงาม “ถ้าเราตั้งตัวรีสอร์ตอยู่บนเนินนี้ แล้วเปิดรับวิวแม่น้ำทั้งหมด แขกที่มาพักคงจะรู้สึกเหมือนได้หลุดเข้ามาอยู่ในโลกอีกใบที่เงียบสงบจริงๆ ฝ้ายชอบมุมนี้มากเลยค่ะ”
“ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน” คิวยิ้มกว้างด้วยความโล่งอกที่คู่หมั้นสาวเห็นชอบด้วย ชายหนุ่มดึงร่างบางเข้ามากระชั้นชิด โอบเอวคอดกิ่วของเธอไว้หลวมๆ จากทางด้านหลัง พลางทอดสายตาไปยังผิวน้ำที่เคลื่อนตัวไปอย่างเอื่อยเฉื่อย “ลุงเดชแกยอมตกลงขายที่แปลงนี้ให้เราในราคามิตรภาพพิเศษสุดๆ ถ้าเราทำสำเร็จ มันจะเป็นทั้งรากฐานธุรกิจและรังรักของเราสองคนเลยนะฝ้าย”
สายลมโชยพัดพาความเย็นชื่นใจมาปะทะผิวแก้ม ลมอุ่นๆ ปนกลิ่นน้ำค้างและยอดไม้ป่าโชยมาบางเบา ความใกล้ชิดของคู่หมั้นสาวปลุกเร้าความรักและความปรารถนาในส่วนลึกของชายหนุ่มให้ตื่นตัวขึ้นมาทีละน้อย ชายหนุ่มก้มลงกึ่งซบกึ่งซุกใบหน้าเข้าหาซอกคอขาวผ่องของหญิงสาว กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ผสมกลิ่นกายสาวอันเป็นเอกลักษณ์ทำให้เขาเผลอไผลสูดดมเข้าปอดลึกๆ
“คิว... เดี๋ยวสิคะ แดดยังไม่ร่มเลยนะ” ฝ้ายค้านเสียงสั่นพลางย่นลำคอหนีด้วยความสยิว ทว่าเรือนร่างบอบบางกลับมิได้ผลักไส กลับเอนอิงพิงซบเข้าหาอกแกร่งของชายหนุ่มอย่างแสนรัก
“ไม่มีคนอยู่แถวนี้สักหน่อยนี่นา” คิวกระซิบเสียงทุ้มพร่า ริมฝีปากอุ่นร้อนเริ่มพรมจูบเบาๆ ไปตามแนวขากรรไกรไล่ลงมาถึงลำคอระหง มือหนาเลื่อนลงมาลูบไล้บั้นเอวคอดกิ่วก่อนจะเคล้นคลึงสะโพกกลมกลึงผ่านเนื้อผ้าอย่างแผ่วเบาทว่าหนักแน่น สัมผัสวาบหวามปลุกเร้ากระแสไฟเสน่หาให้แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กายของฝ้าย หญิงสาวเผยอปากขึ้นหายใจเหนื่อยอ่อน ความซ่านสยิวแล่นลิ่วจนขาทั้งสองข้างเริ่มอ่อนแรง ลมหายใจอุ่นๆ ของคิวที่เป่ารดผิวเนื้อทำให้เธอเคลิบเคลิ้มเตลิดไปกับรสรักอันแสนหวานริมฝั่งแม่น้ำยม
คิวหมุนตัวฝ้ายให้หันกลับเผชิญหน้ากัน ดวงตาคมจับจ้องลึกลงไปในดวงตากลมอิ่มที่ฉ่ำปรือด้วยความวาบหวามบางเบา เขาก้มลงประทับริมฝีปากแนบแน่นกับริมฝีปากนุ่มของคู่หมั้นสาวอย่างอ่อนโยน สองแขนโอบกอดรัดรึงร่างบางเข้าหาตัวจนไร้ช่องว่าง ฝ้ายหลับตาพริ้มยกสองแขนขึ้นโอบรอบคอของคิวไว้แน่น ตอบรับรสจูบที่เริ่มทวีความเร่าร้อนซาบซ่าน ลิ้นร้อนของคิวสอดแทรกเข้ามาทักทายหยอกเย้ากับลิ้นเล็กของเธออย่างช่ำชอง มอบความรู้สึกซ่านสยิวเย้ายวนใจจนเธอแทบจะหลอมละลายลงไปบนผืนหญ้า
ในขณะที่ฝ้ายกำลังเคลิบเคลิ้มลุ่มหลงอยู่ในอ้อมกอดและรสจูบแสนหวานของคู่หมั้นหนุ่ม จู่ๆ ลมตะวันตกก็พัดกระโชกวูบใหญ่อย่างรุนแรงผิดปกติ หอบเอาไอเย็นยะเยือกที่ทำให้ผิวหนังเหน็บหนาวจนขนลุกเกรียวปะทะเข้าใส่ร่างของคนทั้งสอง กลิ่นหอมเอียนชวนเวียนศีรษะของดอกลำเจียกโชยมาตามลมอย่างหนาแน่นและรุนแรงจนน่าสะอิดสะเอียน ดึงรั้งให้สติของฝ้ายที่กำลังเคลิ้มเริ่มกลับมาอยู่กับตัว หญิงสาวปรือตาขึ้นเพื่อมองหน้าคิว ทว่าทัศนียภาพข้ามไหล่กว้างของคู่หมั้นหนุ่มที่ทอดตรงไปยังใจกลางแม่น้ำยม กลับปรากฏภาพบางอย่างที่ทำให้หัวใจของเธอแทบจะหยุดเต้น!
กึ่งกลางคุ้งน้ำวนที่กำลังหมุนตัวช้าๆ สีน้ำที่เคยเขียวใสยามนี้กลับดำขลับเข้มข้นคล้ายน้ำหมึก และที่ลอยเด่นอยู่เหนือระดับน้ำนั้นคือกลุ่มเส้นผมสีดำยาวสลวยนับหมื่นแสนเส้นที่สยายกว้างสั่นไหวไปตามแรงกระแสน้ำหมุนวน เส้นผมสีดำเลื่อมพลายแผ่กระจายตัวเหมือนงูร้าย และที่ชวนให้สยดสยองที่สุดคือ ภายใต้เงากลุ่มผมสยายนั้น ปรากฏดวงตาคู่หนึ่งสีซีดขาวไร้แวว แฝงไปด้วยไฟราคะดิบและจิตอาฆาตแค้นลึกล้ำ กำลังเบิกโพลงจับจ้องตรงเขม็งขึ้นมาจากใต้น้ำ... จ้องมองดูเธอกับคิวที่กำลังกอดก่ายพลอดรักกันริมฝั่งน้ำอย่างไม่กะพริบตา!
“เฮือก!”
ฝ้ายสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจและหวาดกลัวสุดขีด สัญชาตญาณความหวาดผวาทำให้เธอออกแรงทั้งหมดที่มีผลักอกแกร่งของคิวออกห่างจากตัวทันที!
“ฝ้าย! เป็นอะไรไป!” คิวซวนเซถอยหลังไปสองก้าวด้วยความมึนงง ใบหน้าของเขาฉายแววขัดใจและหงุดหงิดที่จังหวะรักอันแสนหวานถูกขัดจังหวะลงกะทันหัน “จู่ๆ ก็ผลักฉันทำไมเนี่ย”
ฝ้ายสั่นเทาไปทั้งตัว ชี้มือที่สั่นระริกไปยังกึ่งกลางคุ้งน้ำวนเบื้องหลังดวงหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด “คิว... น้ำ... ในน้ำมีอะไรบางอย่าง... มัน... มีคนลอยคออยู่ตรงนั้น มีคนจ้องมองเรา!”
คิวขมวดคิ้วแน่นแล้วรีบหันไปมองตามทิศทางนิ้วมือของคู่หมั้นสาว ทว่ากึ่งกลางแม่น้ำยมในเวลานี้กลับว่างเปล่า มีเพียงระลอกคลื่นน้ำวนหมุนวนไปช้าๆ ตามแรงขับของกระแสน้ำธรรมชาติ แสงแดดส่องกระทบผิวน้ำสะท้อนแสงระยิบระยับไร้เงาร่างของมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตใดๆ ชายหนุ่มลอบถอนหายใจยาวพลางก้าวกลับเข้ามาหาฝ้าย ยื่นมือไปจับไหล่บางที่กำลังสั่นระริกไว้
“ไม่มีอะไรเลยฝ้าย เธอตาฝาดไปเองหรือเปล่า แสงแดดสะท้อนผิวน้ำตกกระทบเงาไม้ริมตลิ่งหรือเปล่าเลยทำให้เห็นเป็นรูปทรงแปลกๆ” คิวพยายามพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเพื่อปลอบโยน ทว่าความหงุดหงิดในอกยังไม่เลือนหาย
“ไม่จริง! ฝ้ายเห็นชัดเจนมากคิว! เส้นผมผู้หญิงยาวเต็มผิวน้ำไปหมด แล้วก็มีตา... ตาคู่นั้นจ้องมองฝ้ายอยู่ใต้ผิวน้ำ มันน่ากลัวมากคิว!” ฝ้ายร้องบอกน้ำเสียงสั่นเครือระคนร้อนรน น้ำตาเม็ดใสร่วงเผาะจากเบ้าตาด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด “แล้วกลิ่นนี้อีกล่ะ... คิวดมดูสิ กลิ่นดอกลำเจียกที่โชยมาปนไอเย็นเยือกของน้ำจนชวนคลื่นไส้เต็มไปหมด แถวนี้ไม่มีต้นลำเจียกเลยนะ!”
“ฝ้าย พอเถอะ!” คิวขัดขึ้นเสียงแข็ง น้ำเสียงเริ่มตึงเครียดและหงุดหงิดอย่างแท้จริง “เริ่มงมงายไร้สาระเข้าไปทุกทีแล้วนะ ทั้งเรื่องเงาในน้ำเรื่องกลิ่นดอกไม้ ลมมันก็พัดพาเอากลิ่นจากที่อื่นมาได้ทั้งนั้นแหละ เรากำลังจะลงทุนสร้างรีสอร์ตระดับร้อยล้านนะฝ้าย ถ้าเธอเอาแต่ทำตัวตื่นตูม หวาดกลัวเรื่องผีๆ สางๆ ไร้แก่นสารแบบนี้ แล้วงานออกแบบแบรนด์และทัศนียภาพของรีสอร์ตเราจะเดินหน้าไปได้ยังไง! ลุงเดชแกอุตส่าห์ยอมตกลงขายที่ดินมรดกผืนงามนี้ให้เราราคาแสนถูก ถ้าเธอไม่ช่วยสนับสนุนฉัน ก็กรุณาอย่าทำให้ฉันเสียสมาธิทำงานเลย!”
คำพูดตัดรอนอันเย็นชาและหยาบกระด้างของคู่หมั้นหนุ่มทำให้ฝ้ายนิ่งอึ้งไป ความอบอุ่นที่เคยมีแปรเปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บในใจ ความรักความเห็นพ้องต้องกันในช่วงแรกทลายลงจนเหลือเพียงรอยร้าวแห่งความคิด คิวหันหลังให้เธออย่างไร้เยื่อใย ก้าวเดินเลาะเลียบขอบฝั่งตลิ่งไปตามทิศทางต่างๆ พร้อมกับยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายภาพแนวป่าและทำเลเก็บไว้ โดยไม่เหลียวแลความหวาดผวาของเธอเลยแม้แต่น้อย
ฝ้ายยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่แก้ม สะอึกสะอื้นเบาๆ ด้วยความเสียใจและน้อยใจ เธอเริ่มรู้สึกต่อต้านที่ดินผืนนี้อย่างรุนแรง สัญชาตญาณเตือนภัยในตัวมันร่ำร้องเสียงดังระงมว่าที่นี่อันตรายเกินไป ไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติแต่เป็นบางอย่างที่เร้นลับและประสงค์ร้าย หญิงสาวก้าวเดินหนีจากจุดเดิม เลี่ยงความตึงเครียดเพื่อไปสงบสติอารมณ์ เดินทอดน่องไปตามทางเดินดินรกร้างที่แคบลงเรื่อยๆ เลียบขอบตลิ่งไปทางทิศตะวันตก
ดินใต้ฝ่าเท้าของเธอเริ่มแฉะและหยุ่นตัวมากขึ้นเรื่อยๆ แผ่นรองเท้ายวบลงไปในโคลนเลนบางเบา ฝ้ายก้าวมาถึงบริเวณโป๊ะไม้เก่าแก่สภาพผุพังทรุดโทรมจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม มีเพียงเสาไม้ไม่กี่ต้นที่ปักคาอยู่ในน้ำโคลน หญ้าคาและวัชพืชริมฝั่งขึ้นสูงบดบังสายตาจากภายนอกอย่างมิดชิด ทิ้งให้เธออยู่กับผืนน้ำยมอันเวิ้งว้างเพียงลำพัง
ทันใดนั้น บรรยากาศรอบกายของฝ้ายก็เงียบงันลงอย่างฉับพลัน!
เสียงนกป่า นกกา หรือเสียงใบไม้เสียดสีลู่ลมที่เคยดังอื้ออึงพลันดับวูบลงราวกับถูกสะกด ความเงียบงันปะทะหูจนอื้อตึง มีเพียงเสียงของจิตใจที่เต้นรัวเร็วอย่างตระหนก กลิ่นดอกลำเจียกที่เคยโชยมาตามลมยามนี้กลับทวีความเข้มข้นรุนแรงขึ้นจนฉุนกึก อบอวลอยู่รอบตัวของฝ้ายคล้ายไอหมอกที่มองไม่เห็น สติสัมปชัญญะของเธอเริ่มสับสนพร่าเลือน ลมหายใจเริ่มติดขัด
“ฝ้าย... ฝ้าย...”
เสียงแผ่วเบาสั่นเครือคล้ายเสียงสตรีคร่ำครวญลอยละลิ่วมาตามระลอกคลื่นน้ำวนกลางน้ำยม น้ำเสียงเยือกเย็นและแฝงมนต์สะกดอันลึกลับที่กวักแกว่งเรียกจิตวิญญาณของเธอให้ดิ่งลึก ฝ้ายสะดุ้งตัวโยน ดวงตากลมอิ่มเบิกกว้างจ้องมองเกลียวน้ำวนที่หมุนวนเป็นเกลียวลึกสีมรกตขุ่นเข้มตรงหน้า เธอพยายามจะเปล่งเสียงกู่ร้องเรียกหาคิว ทว่าลำคอกลับแห้งผากเหมือนดินแตกระแหง ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาได้เลย
“มาสิ... กลับมาหาข้า... ฝ้าย...”
เสียงเพรียกนั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในหู สอดประสานกับเสียงกระซิบกระฉอกแผ่วของน้ำ มนตราสะกดจิตอันทรงพลังสะกดดวงจิตของฝ้ายให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจ แววตาของเธอแปรเปลี่ยนเป็นกระด้างและไร้จุดหมาย ร่างกายชาหนึบคล้ายคนละเมอ ขาทั้งสองข้างที่เคยหนักอึ้งบัดนี้กลับเริ่มยกและก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ มุ่งตรงไปยังขอบตลิ่งชันอย่างไม่อาจควบคุม
ฝ้ายก้าวเท้าลงทางลาดดินชื้นแฉะทีละก้าว ปลายรองเท้าผ้าใบสัมผัสขอบน้ำยมที่เย็นยะเยือกและไหลเชี่ยว ดินร่วนซุยใต้เท้าเริ่มยุ่ยและยุบสลายลงไปในน้ำทว่าเธอกลับไม่รับรู้อะไรเลย ร่างบางยังคงเหม่อลอยขยับกายก้าวออกไปกลางอากาศเหนือระดับผืนน้ำลึกเบื้องหน้า
ในวินาทีเฉียดตายนั้น ดินริมตลิ่งขนาดใหญ่ที่รองรับน้ำหนักร่างของเธอกลับทรุดตัวสลายแยกแยกเป็นรอยร้าวรวดเร็ว ก่อนจะถล่มครืนลงสู่แม่น้ำยมดังสนั่น!
“ครืนนนน! ซ่า!”
มวลโคลนทรายถล่มสไลด์ตัววูบลงน้ำวนลึก แรงสไลด์ฉุดร่างของฝ้ายให้ไถลร่วงจมหายลงไปด้วย ความเย็นจัดของสายน้ำยมที่ปะทะร่างกายอย่างกะทันหันเปรียบเสมือนไฟฟ้าแรงสูงที่กระตุ้นดวงจิตของเธอ ปลุกให้เธอหลุดพ้นจากมนตราสะกดและภวังค์เคลิบเคลิ้มในทันที!
“กรี๊ดดดดดดด!”
ฝ้ายกรีดร้องก้องด้วยความตกใจกลัวอย่างถึงที่สุด เธอหงายหลังและตะเกียกตะกายพยายามยึดเกาะ ดินเลนรอบตัวกลับลื่นและถล่มตัวตลอดเวลา เล็บของเธอจิกลงบนรากไม้ผุและกอหญ้าแห้งอย่างบ้าคลั่งจนเล็บฉีกมีเลือดซึมออกมาปนดินโคลนสีดำ ร่างกายท่อนล่างของเธอจมมิดอยู่ในน้ำยมที่หนาวเหน็บ กระแสน้ำวนเบื้องล่างเริ่มทำหน้าที่ฉุดรั้งขาทั้งสองข้างหมุนวนดึงเธอดิ่งลงสู่ก้นบึ้งอย่างทารุณและโหดร้าย
“คิว! ช่วยด้วย! คิว! ช่วยฝ้ายด้วย!” ฝ้ายร้องตะโกนลั่น เสียงแหบเครือด้วยความทรมาน แรงดูดใต้น้ำหนักหน่วงราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากขาเธอไว้แน่น
คิวซึ่งถ่ายรูปห่างออกไปเกือบห้าสิบเมตร ได้ยินเสียงกรีดร้องและเสียงถล่มของดินดังครืนใหญ่ ชายหนุ่มโยนโทรศัพท์ทิ้งลงพื้นหญ้า วิ่งสับเท้าด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ชีวิตนี้จะทำได้ ฝ่าพุ่มไม้รกร้างที่กรีดข่วนจนผิวเนื้อถลอก มุ่งตรงมายังจุดเกิดเหตุทันที
“ฝ้าย!” คิวร้องลั่นตาเบิกกว้างเมื่อเห็นคู่หมั้นสาวกำลังจะถูกดูดจมหายลงไปในสายน้ำวนที่เชี่ยวกราก
ชายหนุ่มพุ่งตัวลงมาบนลาดตลิ่งชันอย่างไม่คิดชีวิต นอนราบบนพื้นดินส่วนที่ยังมั่นคงและยื่นสองแขนแกร่งออกไปข้างหน้าสุดกำลัง ฝ้ายพยายามเอื้อมมือเปื้อนเลือดและโคลนขึ้นมาเหนี่ยวรั้ง ปลายนิ้วแตะกันชั่วครู่ก่อนดินด้านใต้จะสไลด์ตัวลงไปอีกระลอกทำให้ร่างฝ้ายจมลงไปถึงหน้าอก
“กรี๊ด! คิว!” ฝ้ายร้องด้วยความสิ้นหวัง
คิวขบฟันแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน กระโจนตัวไปข้างหน้าอีกครึ่งก้าวโดยไม่สนภัยอันตราย มือหนาคว้าเข้าที่ข้อมือทั้งสองข้างของฝ้ายไว้ได้มั่นในวินาทีสุดท้าย ออกแรงดึงอย่างสุดกำลังลากตัวเธอต้านแรงดูดใต้น้ำ เสียงกระดูกตึงเปรี๊ยะด้วยความเหนื่อยยาก ชายหนุ่มคำรามลั่นรวบรวมพลังทั้งหมดฉุดร่างบางขึ้นมาจากขอบตลิ่งที่ทรุดตัวได้สำเร็จ
ทั้งสองล้มพับกลิ้งลงไปบนผืนหญ้าคาห่างจากขอบตลิ่งหลายเมตร ฝ้ายนอนคุดคู้สั่นสะท้านไปทั้งตัวเหมือนนกปีกหัก เสื้อผ้าเนื้อดีเปียกปอนโคลนดินสีดำ เลือดสดซึมไหลปนกับดิน ร่างกายสั่นระริกด้วยความกลัวสุดขีด ส่วนคิวก็นอนหอบหายใจลึก ใบหน้าหล่อเหลาซีดสลดด้วยความตระหนกไม่แพ้กัน
ผ่านไปครู่ใหญ่ คิวเริ่มตั้งสติได้ เขาพยุงตัวลุกขึ้นและขยับเข้าไปสวมกอดร่างของคู่หมั้นสาวไว้แน่น ลูบหลังปลอบโยนอย่างรักใคร่ระคนตำหนิ “ฝ้าย! ทำไมถึงเดินมาตรงนี้! ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าดินตลิ่งมันร่วนและอันตราย ถ้าฉันวิ่งมาช่วยไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้น! ทำไมต้องเอาตัวมาเสี่ยงแบบนี้!”
คิวพร่ำบ่นและเตือนเธอเสียงดังเพื่อกลบเกลื่อนความกลัวในจิตใจ ทว่าสายตาของฝ้ายยามนี้กลับมิได้จับจ้องที่ใบหน้าของคิวเลยแม้แต่น้อย
เธอนอนตะแคงจ้องมองข้ามไหล่คิว ตรงไปยังบริเวณขอบดินตลิ่งที่พังทลายสไลด์ตัวลงน้ำยมเมื่อครู่ ระลอกคลื่นน้ำวนกลางแม่น้ำยมยังคงหมุนวนม้วนตัวช้าๆ สีของน้ำบริเวณนั้นดูดำขลับราวกับน้ำหมึกเข้มข้น
และที่น่าสยดสยองเหนือสิ่งใด...
ภายใต้ผิวน้ำวนเกลียวลึกสีดำทมิฬนั่น ฝ้ายเห็นมันชัดเจนแก่สายตา... เงากลุ่มเส้นผมสีดำขลับยาวเหยียดสยายแผ่กว้างลอยพลิ้วไหวอยู่ใต้ระลอกคลื่นคล้ายกับฝูงงูร้ายจำนวนนับไม่ถ้วน เส้นผมเหล่านั้นแผ่ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ ก่อนที่กลุ่มผมนั้นจะบิดม้วนตัวอย่างรวดเร็ว ลากเอาโคลนตะกอนและผืนน้ำหมุนวนลงไปในความลึกสีดำ ดิ่งลึกลงสู่อเวจีใต้น้ำอันไร้ขอบเขต จมหายวับไปกับตา ทิ้งไว้เพียงผิวน้ำวนที่ยังคงหมุนวนเอื่อยๆ และความวิเวกวังเวงที่ครอบงำคุ้งน้ำแห่งนี้อีกครั้ง...
ฝ้ายเบิกตากว้าง ค้างนิ่งงัน ลมหายใจสะดุดหยุดลง ราวกับดวงจิตถูกกระชากหลุดหายไปกับกลุ่มผมปริศนาใต้น้ำยมผืนนั้นเรียบร้อยแล้ว...
---