เสียงลมหวีดหวิวลอดผ่านช่องหน้าต่างกระทบกระถางกล้วยไม้ส่งกลิ่นหอมจางๆ ไปทั่วเรือนพัก ซูเหยาเพิ่งกลับมาถึง ร่างกายยังคงอ่อนเพลียจากอาการป่วย
ทันใดนั้น จินเอ๋อร์ สาวใช้ร่างเล็กก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ในอ้อมแขนของนางเต็มไปด้วยกล่องไม้และขวดยาหลากสีสัน
"คุณหนู! คุณหนูเ้าขา ดูสิว่าข้าได้อะไรมาบ้าง" จินเอ๋อร์วางของทั้งหมดลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง พลางหอบหายใจจนตัวโยน
ซูเหยากวาดสายตามอง ของล้ำค่ามากมายวางเรียงรายอยู่เบื้องหน้า ทั้งโสมพันปีในกล่องไม้เนื้อดี หญ้าิญญาที่ยังคงมีหยาดน้ำค้างเกาะพราว ผลโลหิตัสีแดงสดราวกับเื และยังมีโอสถปราณรวมจิตรอีกหลายขวดที่ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วห้อง
"อะไรกันนี่?" ซูเหยาเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ แววตาเป็ประกาย
จินเอ๋อร์ยิ้มกว้างจนเห็นไรฟัน "ก็คุณหนูป่วย บรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องเป็ห่วงก็เลยนำของเยี่ยมมาให้เ้าค่ะ" นางไม่ได้บอกออกไปว่ากว่าครึ่งหนึ่งในนั้นเป็ศิษย์ชาย แต่ซูเหยาก็พอจะเดาได้ ด้วยรู้ดีว่าหน้าตาของตนนั้นเป็ที่ต้องตาต้องใจของใครหลายคนในสำนัก การป่วยไข้ครั้งนี้จึงกลายเป็โอกาสอันดีให้เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องได้แสดงความห่วงใยอย่างเปิดเผย
นิ้วเรียวของซูเหยาหยิบผลโลหิตัขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด ผิวของมันเรียบลื่นและให้ความรู้สึกอุ่นเล็กน้อย "ของสิ่งนี้ล้ำค่ายิ่งนัก ไม่ได้หามาง่ายๆ ใครเป็คนให้มาหรือ?"
จินเอ๋อร์ใช้เวลาครุ่นคิดเพียงครู่เดียวก่อนจะตอบ "น่าจะเป็คุณชายกู้เหยียนเฉิงเ้าค่ะ"
ซูเหยาพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ หากเป็ศิษย์พี่กู้แล้วนางก็ไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย เขามีฐานะดีและยังสนใจศึกษาเื่โอสถและสมุนไพรเป็พิเศษ ในชาติก่อน เขามักจะนำของแปลกๆ ที่พบเจอระหว่างการเดินทางมาฝากนางเสมอ ภาพความทรงจำเลือนรางจากชาติที่แล้วผุดขึ้นในห้วงคิด นางจำได้ว่าหลังจากเขาออกไปหาประสบการณ์นอกสำนักนานนับสิบปี พอกลับมานางก็แต่งงานย้ายไปอยู่สำนักเมฆา์กับหานเฟิงเสียแล้ว ได้ยินข่าวคราวของเขาอีกครั้งก็ตอนที่เขาแต่งงานกับเซียนหญิงระดับต้นคนหนึ่งของพรรคอินทรีทมิฬ ซึ่งเป็่เวลาที่ใกล้เคียงกับที่นางแต่งงานเช่นกัน หลังจากนั้นข่าวคราวของเขาก็เลือนหายไปจากชีวิตของนางโดยสิ้นเชิง
“คุณหนู…ท่านมัวแต่มองผลโลหิตัอยู่อย่างนั้น ระวังมันจะกลายเป็ัฟื้นคืนชีพแล้วพ่นไฟใส่หน้านะเ้าคะ”
จินเอ๋อร์พูดติดตลก พร้อมทำท่ากอดอกแกล้งกลัว ทำเอาบรรยากาศที่เริ่มหนักอึ้งคลายลงเล็กน้อย
ซูเหยาหันมองด้วยสายตาดุ แต่ในดวงตากลับซ่อนรอยยิ้มบาง ๆ ไว้
“เ้าพูดมากนัก ระวังข้าจะให้เ้าไปนั่งกินโอสถเหล่านี้แทน”
สาวใช้หัวเราะคิก รีบก้มหน้ากุลีกุจอจัดของต่อ
"กรี๊ดดด! อสูร! อสูรบุก!"
ซูเหยาและจินเอ๋อร์สะดุ้งสุดตัว ทั้งสองมองหน้ากันด้วยความตื่นตระหนก ซูเหยาไม่รอช้า นางรีบไปคว้ากระบี่คู่ใจที่วางพิงไว้ข้างฝาแล้วทะยานออกไปนอกเรือนทันที ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของนางแทบหยุดเต้น อสูรพิษสามหัวขนาดมหึมากำลังอาละวาดทำลายล้างโรงโอสถที่อยู่ไม่ไกลจากเรือนพักของนาง เกล็ดสีดำมะเมื่อมของมันสะท้อนแสงจันทร์ดูน่าหวาดหวั่น เขี้ยวเล็บอันแหลมคมฉีกกระชากเหล่าศิษย์ที่พยายามเข้าต่อกรจนเืสาดกระเซ็น
"หลีกไป!" ซูเหยาะโลั่น นางรวบรวมพลังปราณทั้งหมดไว้ที่ปลายกระบี่แล้วพุ่งเข้าใส่ร่างของอสูรร้ายอย่างไม่คิดชีวิต
ดวงตาสีเืของอสูรทั้งสามหัวจับจ้องมาที่นางเป็ตาเดียว หนึ่งในนั้นอ้าปากพ่นไอพิษสีม่วงออกมาเป็สาย ซูเหยาต้องพลิกตัวหลบอย่างฉิวเฉียด ไอพิษตกลงบนพื้นดินเกิดเป็ควันคละคลุ้งและส่งกลิ่นเหม็นไหม้จนน่าสะอิดสะเอียน
"ซูเหยา! ระวัง!" เสียงทุ้มกังวานดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับร่างสูงสง่าของใครคนหนึ่งที่กระโจนเข้ามาขวางระหว่างนางกับอสูรร้าย
เป็กู้เหยียนเฉิงนั่นเอง!
เขาสะบัดพัดในมือสร้างเป็กำแพงลมป้องกันไอพิษอีกระลอกที่พุ่งเข้ามา "ข้าจะจัดการหัวซ้ายเอง เ้าจัดการหัวขวา ส่วนหัวกลาง...ต้องหาจังหวะโจมตีพร้อมกัน!"
ซูเหยาพยักหน้ารับ นางไม่คิดเลยว่าจะได้กลับมาร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับศิษย์พี่กู้อีกครั้งในสถานการณ์เช่นนี้
"เข้าใจแล้ว!" นางตอบรับเสียงหนักแน่น แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว ทั้งสองพุ่งทะยานเข้าใส่ศัตรูเบื้องหน้าอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงคำรามกึกก้องของอสูรร้ายและเสียงร้องให้กำลังใจของเหล่าศิษย์ที่รายล้อมอยู่รอบนอก
เมื่ออสูรเสียหัวทั้งด้านซ้ายและขวา กู้เหยียนเฉิงพยักหน้าให้ซูเหยาเป็สัญญาณ เรียกให้นางเข้าจัดการหัวกลางของอสูรพร้อมกัน
พลังเยือกแข็งจากกระบี่หิมะสังหาร ของซูเหยาผนวกกับ ผนึกมารสยบอสูรของกู้เหยียนเฉิงพุ่งเข้าโจมตี เสียงคำรามด้วยความเ็ปดังก้องสะท้อนไปทั่วหุบเขา ทว่า... แม้อสูรจะาเ็สาหัส แต่มันกลับไม่ล้มลงอย่างที่คาดไว้
"โฮกกกกก!"
ดวงตาที่เหลืออยู่สองคู่ของมันลุกโชนด้วยความคลุ้มคลั่งยิ่งกว่าเดิม พลังอสูระเิออกจากร่างเป็ระลอกคลื่นสีดำสนิท ซัดร่างของซูเหยาและกู้เหยียนเฉิงกระเด็นถอยหลังไปคนละทิศละทาง
"อึ่ก!" กู้เหยียนเฉิงกระอักเืออกมาเล็กน้อย เขาใช้พัดยันพื้นไว้เพื่อทรงตัว สีหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด การใช้พลังมหาศาลเมื่อครู่ทำให้ปราณของเขาปั่นป่วนไปหมด
"ศิษย์พี่กู้!" ซูเหยาะโเรียกด้วยความเป็ห่วง นางเองก็รู้สึกจุกเสียดไปทั่วร่าง พลังปราณแทบจะหมดสิ้น แต่เมื่อเห็นว่าอสูรกำลังตั้งท่าจะพุ่งเข้าขย้ำกู้เหยียนเฉิงที่ยังาเ็ นางก็กัดฟันแน่นเตรียมจะฝืนใช้พลังทั้งหมดที่มีเพื่อเข้าขวาง
มันเร็วเกินไป! อสูรร้ายทะยานร่างมหึมาของมันเข้าหากู้เหยียนเฉิง เขี้ยวเล็บอันแหลมคมเงื้อขึ้นสูงพร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่งให้แหลกสลาย ซูเหยาเบิกตากว้าง... นางไปช่วยไม่ทันแน่!
เคร้ง!
ทันใดนั้นเอง ปราณกระบี่สีทองอร่ามสายหนึ่งก็พุ่งมาจากฟากฟ้าด้วยความเร็วสูงปานสายฟ้าฟาด ปะทะเข้ากับกรงเล็บของอสูรอย่างจังจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ร่างของอสูรกระเด็นถอยหลังไปหลายเมตรด้วยแรงปะทะเพียงครั้งเดียว
ทุกสายตาจับจ้องไปยังต้นกำเนิดของพลังนั้น บนยอดหลังคาของเรือนโอสถที่อยู่ไกลออกไป ปรากฏร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้ม เขายืนนิ่งสงบดุจขุนเขา เรือนผมสีดำขลับปลิวไสวไปตามแรงลม แม้จะอยู่ไกล แต่รัศมีความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมากลับกดดันจนทุกคนรู้สึกหายใจติดขัด
หลี่เสวียน!
ซูเหยาขมวดคิ้วทันทีที่เห็นใบหน้าอันเ็าแต่หล่อเหลาไร้ที่ติของเขา
“ช่างน่าหมั่นไส้สิ้นดี!” นางสะบัดหน้าอย่างรำคาญ เขาไม่เข้าตานางเอาเสียเลย
หลี่เสวียนไม่ได้มองใครอื่น เขากระโจนลงมาจากหลังคาเพียงครั้งเดียว ร่างของเขาก็มาหยุดอยู่เบื้องหน้าซูเหยา ราวกับจะกั้นนางออกจากอันตรายทั้งปวง "เ้าหลบไปก่อน" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้
โดยไม่รอให้นางตอบรับ หลี่เสวียนก็ดีดตัวพุ่งเข้าใส่อสูรร้าย กระบี่ิญญาชั้นสูงในมือของเขาส่องประกายเจิดจ้า เพลงกระบี่ของเขาทั้งรวดเร็ว หนักหน่วง และเด็ดขาด ทุกท่วงท่าที่ใช้ออกไปล้วนแต่เป็กระบวนท่าสังหารที่สมบูรณ์แบบ อสูรที่ซูเหยาและกู้เหยียนเฉิงต้องลำบากรับมืออย่างยากเย็น บัดนี้กลับทำได้เพียงป้องกันตัวอย่างทุลักทุเลภายใต้การโจมตีของหลี่เสวียน
"อัสนีบาตทลาย์!"
หลี่เสวียนรวบรวมพลังทั้งหมดไว้ที่ปลายกระบี่ เกิดเป็สายฟ้าสีทองคำฟาดฟันลงมาอย่างรุนแรง เสียงกรีดร้องโหยหวนของอสูรดังขึ้นเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างของมันจะถูกพลังสายฟ้าเผาไหม้จนกลายเป็เถ้าถ่านในพริบตา
ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ เหล่าศิษย์ต่างมองภาพนั้นด้วยความตกตะลึงและชื่นชมในพลังอันไร้เทียมทานของหลี่เสวียน
เขาเก็บกระบี่เข้าฝักแล้วหันกลับมามองซูเหยา แววตาเ็าคู่นั้นอ่อนแสงลงเล็กน้อย "เ้าไม่เป็อะไรนะ?"
ซูเหยาไม่แม้แต่จะมองหน้าเขา นางเมินเฉยต่อคำถามนั้นโดยสิ้นเชิง แล้วรีบวิ่งตรงไปพยุงร่างของกู้เหยียนเฉิงที่กำลังโซซัดโซเซทันที
"ศิษย์พี่กู้ ท่านเป็อย่างไรบ้าง? าเ็ตรงไหนหรือไม่?" นางถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างแท้จริง ซึ่งแตกต่างจากท่าทีเ็าที่นางมีต่อหลี่เสวียนราวฟ้ากับเหว
หลี่เสวียนมองภาพนั้นนิ่งๆ มือที่กำกระบี่อยู่ข้างกายเกร็งขึ้นเล็กน้อย แววตาของเขากลับมาเรียบเฉยดังเดิม แต่ลึกลงไปในนั้นฉายแววความผิดหวังและซับซ้อนออกมาจางๆ ก่อนที่เขาจะหันหลังเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ โดยไม่กล่าวอะไรอีก ปล่อยให้ซูเหยาดูแลกู้เหยียนเฉิงต่อไปราวกับว่าการปรากฏตัวและการช่วยเหลือเมื่อครู่... ไม่เคยมีความหมายใดๆ ในสายตาของนางเลย