ตอนที่ 102 ความมุ่งมั่นของคนไข้ !!
ตอนที่ 102 “เป็นยังไงบ้างทุกคนสำหรับสองสัปดาห์ที่ผ่านมา !!” ฮิคาริถามซึ่งตอนนี้ทุกคนนั่งอยู่ในห้องของฮิคาริที่โรงแรมที่พักและตอนนี้ทุกคนได้จบการเข้าทำงานเป็นบุคลากรชั่วคราวของโรงพยาบาลซิดนีย์อินเตอร์เมดิคอลแคร์เรียบร้อยแล้ว “เหนื่อยมากเลยล่ะวันๆอยู่แต่ห้องทำคลอด” ยูมิบ่น “แล้วทำคลอดเด็กไปกี่คนล่ะ” ฮิคาริถามยูมิ “แปดสิบสองคน !!” ยูมิตอบ “โหที่นี่มีเด็กเกิดเยอะเหมือนกันนะครับเนี่ยเฉลี่ยแล้วตกวันละห้าคนแน่ะ” ดนัยพูด “ใช่ค่ะดนัยแถมเด็กแต่ละคนก็ไม่ใช่คลอดง่ายๆบางคนก็ใช้เวลาประมาณชั่วโมงนึงแต่บางคนคลอดยากก็ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสามชั่วโมงดนัยคิดดูสิคะฉันทำคลอดวันละห้าคนจะใช้เวลาไปเท่าไหร่” ยูมิบอก “แล้วพวกคุณที่แผนกฉุกเฉินล่ะคะ” ฮิคาริหันไปถามกลุ่มของหมอมิโฮะที่ถูกส่งไปที่แผนกฉุกเฉิน “ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ค่ะเพราะเคสฉุกเฉินที่ออสเตรเลียไม่เหมือนที่ประเทศญี่ปุ่นเพราะอุบัติเหตุส่วนใหญ่ของออสเตรเลียเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุทางถนนและอุบัติเหตุจากสัตว์ป่าอย่างพวกงู” หมอมิโฮะพูดเพราะในออสเตรเลียนั้นมีคนไข้ฉุกเฉินจากการถูกงูกัดส่งมาเยอะมากส่วนอุบัติเหตุที่ญี่ปุ่นนั้นส่วนใหญ่จะเป็นอุบัติเหตุจากการก่อสร้างและภัยพิบัติจำพวกแผ่นดินไหวมากกว่า “ใช่ค่ะหมอฮิคาริบางคนที่โดนงูกัดน่ะถึงกับจัดการงูด้วยตัวเองแล้วจับมันมาโรงพยาบาลด้วยเลยนะคะเพราะกลัวหมอไม่รู้ว่าถูกงูอะไรกัดวันแรกๆน่ะพวกเรากรี๊ดลั่นเลยที่เจอคนไข้เดินหิ้วงูเข้ามาด้วยแถมตัวไม่ใช่เล็กๆนะยาวตั้งสองเมตรแถมยังเป็นหางกระดิ่งอีก” รินะบอก โหสองเมตรถ้าเป็นที่ประเทศไทยนี่ถูกกราบไหว้บูชากลายเป็นงูเจ้าที่ไปแล้วนะเนี่ย !! ดนัยคิดในใจ (ไรท์ : ออสเตรเลียขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศแห่งงูเพราะออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีงูพิษอาศัยอยู่มากที่สุดในโลก 21 ชนิดจาก 25 ชนิดทั่วโลก) “วันนึงพวกเราเจอเคสถูกงูกัดไม่ต่ำกว่ายี่สิบเคสเจอมากซะจนแทบจะเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องงูไปแล้วนะคะเนี่ย” ซากิพูด “ก็ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีประชากรงูมากที่สุดในโลกนี่คะจะเจอเคสถูกงูกัดเยอะก็ไม่แปลกถ้าเปลี่ยนไปแถบแอฟริกาล่ะก็จะเจอแต่เคสจำพวกอาหารเป็นพิษและเคสเหยียบถูกกับระเบิดแทน” ฮิคาริบอก “แล้วนายล่ะดนัยได้อะไรจากแผนกอายุรกรรมบ้าง” ฮิคาริหันมาถามดนัยบ้าง “ก็ได้ประสบการณ์เยอะเลยแหละไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตัดสินใจและการสังเกตอาการของคนไข้อีกทั้งยังได้ประสบการณ์เรื่องการดูฟิล์มเอ็กซ์เรย์อีกแต่ไม่นึกเลยนะว่าคนออสเตรเลียจะเป็นปัญหาโรคอ้วนเยอะขนาดนี้ต่างจากทวีปเอเชียเราเลยที่จะเจอแต่ปัญหาเรื่องโรคหัวใจแล้วก็พวกโรคกระเพาะหรือไม่ก็เกี่ยวกับกระดูกแทนแถมแต่ละวันก็มีคนไข้เยอะมากขนาดแค่ห้องตรวจของฉันห้องเดียวคนไข้ก็ปาไปวันละครึ่งร้อยแล้ว” ดนัยตอบ “ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนความเจ็บป่วยก็เกิดขึ้นเสมอเพราะแบบนั้นถึงต้องมีหมออย่างพวกเรายังไงล่ะส่วนเรื่องที่คนออสเตรเลียเป็นโรคอ้วนเยอะก็เป็นเพราะพฤติกรรมการกินของแต่ละทวีปไม่เหมือนกันคนในทวีปเอเชียนิยมกินข้าว ผักหรืออาหารทะเล ต่างจากทวีปออสเตรเลียที่นิยมบริโภคพวกนมและเนื้อสัตว์ที่มีไขมันเยอะว่าแต่มือนายเป็นไงบ้าง” ฮิคาริพูดถึงมือของดนัย “ก็คิดว่าน่าจะหายดีแล้วนะไม่เจ็บแล้วก็ไม่รู้สึกตึงๆแบบเมื่อวันก่อนแล้วด้วย” ดนัยพูดพลางลองกำมือตัวเองดู “พรุ่งนี้คงผ่าตัดไหวสินะ” ฮิคาริถามเพื่อความมั่นใจ “อืมคิดว่าไหว” ดนัยพยักหน้า “แล้วทุกคนล่ะคะพร้อมสำหรับการผ่าตัดในวันพรุ่งนี้มั้ย” ฮิคาริหันไปถามความพร้อมของคนอื่นบ้างแน่นอนทุกคนพยักหน้าถึงจะยังไม่ได้หยุดพักผ่อนเลยก็เถอะแต่พวกเขาก็พร้อมสำหรับผ่าตัดในวันพรุ่งนี้ “ถ้าอย่างนั้นก็แยกย้ายกันไปนอนเถอะค่ะพรุ่งนี้เก้าโมงเช้าเจอกันข้างล่างนะคะ” ฮิคาริพูดจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนทันที วันต่อมา ทุกคนมารวมตัวกันที่ล็อบบี้โรงแรมก่อนจะออกเดินทางพร้อมกันไปที่โรงพยาบาลซิดนี่ย์อินเตอร์เมดิคอลแคร์สถานที่ซึ่งเป็นที่ทำงานชั่วคราวของเขามาตลอดสองสัปดาห์ ฮิคาริพาทุกคนไปที่ชั้นบนสุดซึ่งเป็นห้องคนไข้ VIP ของโรงพยาบาล “คนไข้ของเราเป็นคนรวยเหรอเนี่ย” ดนัยพูดออกมาด้วยความแปลกใจเพราะจากประวัติคนไข้ของเขานั้นป่วยเป็นมะเร็งลำไส้และมะเร็งตับอ่อนซึ่งถือว่าอาการค่อนข้างหนักจึงจำเป็นต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นเวลานานและการที่จะพักรักษาตัวอยู่ในห้องคนไข้ VIP ได้เป็นปีๆแบบนี้คนไข้จะต้องมีฐานะดีเป็นอย่างมากเพราะนี่เป็นโรงพยาบาลเอกชนการพักรักษาตัวในห้อง VIP หนึ่งคืนถ้าคิดเป็นเงินไทยคงไม่ต่ำกว่าคืนละสองหมื่นบาทแล้วคิดดูสิถ้าพักรักษาตัวเป็นปีจะต้องเสียเงินกี่ล้านสำหรับอยู่ห้องพัก VIP แบบนี้ ไม่นานฮิคาริก็พาทุกคนมาถึงหน้าห้องผู้ป่วย ก๊อก !! ก๊อก !! ก๊อก !! ฮิคาริเคาะประตูห้องก่อนจะเปิดประตูห้องออก ครืด !! ประตูห้องถูกเปิดออกฮิคาริก็บังคับรถเข็นของเธอเข้าไปด้านในพวกดนัยเองก็รีบตามเข้าไปทันทีและเมื่อเข้ามาด้านในดนัยก็พบกับหมอคนหนึ่งกำลังเปลี่ยนถึงน้ำเกลือให้กับคนไข้ที่นอนใส่เครื่องช่วยหายใจอยู่บนเตียง “อ้าวมิสฮิคาริ !!” หมอคนนั้นหันกลับมาก่อนจะเห็นฮิคาริ “สวัสดีค่ะมิสเตอร์ไรอันฉันพาทีมของฉันมาพบคนไข้ค่ะ !!” ฮิคาริพูดพลางพาพวกดนัยเข้าไปหาหมอที่ชื่อไรอัน “โอ้อย่างนั้นเหรอครับส่วนคุณคงเป็นมิสเตอร์ดนัยหัวหน้าทีมผ่าตัดของมิสฮิคาริสินะครับผมโรเบิร์ต ไรอัน ยินดีที่ได้รู้จักครับแล้วก็ยินดีที่รู้จักพวกคุณด้วยนะครับมิสมิโฮะ มิสรินะ มิสซากิ และมิสยูมิ” ไรอันพูด “ยินดีที่ได้รู้จักครับหมอโรเบิร์ต” ดนัยยื่นมือออกไปจับมือกับไรอัน ทำไมรู้จักชื่อทุกคนเลยหว่าหรือฮิคาริจะบอกเอาไว้แล้วเพราะรู้จักฮิคาริด้วย ดนัยคิดสงสัยอยู่ในใจแน่นอนทุกคนก็สงสัยด้วยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา “เรียกหมอไรอันก็ได้ครับ” ไรอันบอก “อืม...โรเบิร์ต ไรอันชื่อคุ้นๆอยู่นะ !!” หมอมิโฮะพูดพลางทำท่าคิด “หือหมอมิโฮะรู้จักด้วยเหรอครับ” ดนัยหันมามองหมอมิโฮะด้วยความแปลกใจพลางถามเธอเป็นภาษาญี่ปุ่น “ไม่แน่ใจค่ะแต่ชื่อมันคุ้นๆหูเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนพวกเธอรู้สึกเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนเหมือนกับฉันมั้ย” หมอมิโฮะบอกพลางหันไปหารินะและซากิ “ไม่แน่ใจเหมือนกันสิคะแต่รู้สึกคุ้นหูเหมือนกันนะ” รินะพูด “หือทำไมทุกคนถึงรู้สึกคุ้นหูหมดล่ะ” ดนัยแปลกใจ “อ้าวนี่พวกคุณไม่มีใครรู้จักเขาเลยเหรอทั้งที่ทำงานให้โรงพยาบาลเขามาตั้งสองสัปดาห์เนี่ยนะ !!” ฮิคาริหันไปพูดกับทีมของเธอ “ห๋า !!x5” สี่สาวและดนัยที่ได้ยินดังนั้นก็อุทานออกมา “เขาคนนี้คือศาสตราจารย์โรเบิร์ต ไรอันเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลแห่งนี้” ฮิคาริแนะนำไรอันให้ทุกคนรู้จักอีกครั้ง เป็นผู้อำนวยการหรอกเหรอเนี่ยไอ้เราก็นึกว่าเป็นหมอเจ้าของไข้ว่าแต่ทำไมคนระดับผู้อำนวยการถึงมาดูคนไข้เองแบบนี้ล่ะ !! ดนัยคิดในใจ “เอ่อมีอะไรกันเหรอครับเห็นพูดชื่อผมด้วย” ไรอันที่เห็นท่าทางแปลกๆของทุกคนจึงถาม “ไม่มีอะไรหรอกค่ะก็แค่พวกที่ไม่ค่อยสนใจสิ่งรอบตัวน่ะ” ฮิคาริพูดยิ้มๆ ก็นะดนัยก็เป็นพวกมีสมาธิกับงานมากเกินไปจะสนใจแต่งานของตัวเองก็ไม่แปลกทางด้านยูมิก็พวกบ้าเครื่องจักรนอกจากเครื่องจักรแล้วเธอไม่สนใจอย่างอื่นหรอกที่เราส่งยูมิไปอยู่แผนกสูติครั้งนี้ก็ต้องการให้เธอให้ความสนใจกับมนุษย์ให้มากขึ้นส่วนคุณรินะคุณซากิและหมอมิโฮะเองก็ยุ่งแต่กับแผนกฉุกเฉินส่วนที่รู้สึกคุ้นชื่อคงได้ยินมาจากพวกหมอที่ทำงานด้วยกันมั้งเพราะแผนกอายุรกรรมดนัยเจอแต่คนไข้คงไม่มีคนไข้ที่ไหนมานั่งพูดถึงผู้อำนวยการให้ฟังหรอก ฮิคาริคิดในใจ “ว่าแต่อาการคนไข้เป็นยังไงบ้างคะพร้อมสำหรับการผ่าตัดมั้ย” ฮิคาริถามถึงอาการคนไข้บนเตียง “ไม่พร้อมก็ต้องพร้อมแหละครับเพราะเหลือเวลาไม่ถึงสามเดือนแล้วทางเราเองก็พยายามยื้อท่านเอาไว้เต็มที่แล้วครับ” ไรอันบอก “ว่าแต่ญาติคนไข้ล่ะครับ” ดนัยถามถึงญาติคนไข้เพราะตั้งแต่เข้ามาในห้องพักยังไม่เจอญาติคนไข้เลยทั้งที่ญาติของคนไข้ควรจะมาอยู่ด้วยในวันผ่าตัดแท้ๆ “ก็ผมนี่แหละครับญาติคนไข้” ไรอันพูดออกมา “คุณหมอไรอันเป็นญาติของคนไข้เหรอครับ !!” ดนัยอุทานออกมาเพราะนึกไม่ถึงว่าไรอันจะเป็นญาติของคนไข้ “ใช่ครับเขาเป็นพ่อตาของผมเอง” ไรอันบอก ที่แท้ก็เป็นพ่อตานี่เองถึงว่าทำไมคนระดับผู้อำนวยการถึงมาดูแลคนไข้เองแบบนี้ !! ดนัยคิดในใจ “ถ้าอย่างนั้นลูกสาวของคนไข้...ไม่สิภรรยาของคุณล่ะครับ” ดนัยถาม “กำลังเดินทางมาครับอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็น่าจะถึงแล้ว” ไรอันตอบ “งั้นเหรอครับ” ดนัยพยักหน้า “ว่าแต่จะเริ่มผ่าตัดกี่โมงดีครับ” ไรอันถามถึงกำหนดผ่าตัด “ก็ถ้าไม่มีอะไรติดขัดสามารถเริ่มได้ในหนึ่งชั่วโมงครับแต่หมอไรอันรู้ใช่มั้ยครับว่าเปอร์เซ็นต์ในการผ่าตัดครั้งนี้ต่ำมากคุณแน่ใจแล้วเหรอครับที่จะให้พวกเราผ่าตัดน่ะเพราะถ้าพลาดคุณคงรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นแต่ถ้ายกเลิกการผ่าตัดตอนนี้คุณยังมีเวลาอีกกว่าสองเดือนที่ได้อยู่กับท่านนะครับ” ดนัยถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้งเขานั้นกังวลเรื่องการผ่าตัดในครั้งนี้มากเพราะเปอร์เซ็นต์มันต่ำถ้าพลาดก็เท่ากับเสียคนไข้ไปเลย “นั่นเป็นความต้อ.../มันเป็นความต้องการของฉันเองแหละคุณหมอ !!” ไรอันกำลังจะตอบแต่ในตอนนั้นเองจู่ๆคนไข้ที่น่าจะหลับอยู่บนเตียงก็ลืมตาและพูดขึ้นมา “อ๊ะขอโทษครับที่พวกเราคุยกันเสียงดังจนปลุกคุณตื่นผมนายแพทย์ณัฐดนัย รักษาชาติครับเป็นหัวหน้าทีมแพทย์ที่จะทำการผ่าตัดคุณวันนี้” ดนัยหันไปพูดกับคนไข้ “ผมรู้จักคุณไรอันเอาคลิปวีดีโอการผ่าตัดเด็กที่เป็นโรคเลือดของคุณมาให้ผมดูจนเบื่อเลยล่ะไหนจะยังมีคลิปจากข่าวที่คุณผ่าตัดช่วยเหลือเด็กๆบนหน้าผานั่นอีก” คนไข้พูด “งั้นเหรอครับว่าแต่ผมถามได้มั้ยครับทำไมถึงเสี่ยงจะผ่าตัดล่ะครับโอกาสสำเร็จมันน้อยมากเลยนะครับหมอไรอันลูกเขยคุณเองก็เป็นหมอน่าจะบอกเปอร์เซ็นต์การสำเร็จให้คุณทราบบ้างแล้ว” ดนัยถามด้วยความสงสัย “เพราะฉันอยากจะเห็นหน้าหลานก่อนที่ฉันจะตายน่ะสิ” คนไข้ตอบ “หลาน ??” ดนัยมองไปยังไรอันที่อายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับหมออิจิโนเสะ (หมออิจิโนเสะอายุ 46) “พูดไปก็น่าอายพอดีเชื้อผมไม่ค่อยแข็งแรงแต่งงานมายี่สิบกว่าปีผมก็พึ่งจะทำให้ภรรยาท้องได้สำเร็จตอนนี้เธอท้องได้สามเดือนแล้วล่ะ” ไรอันพูด อย่างนี้นี่เองเพราะอยากเห็นหน้าหลานก่อนสินะคนไข้ถึงมีกำลังใจอยากจะอยู่ต่อและต้องการที่จะเข้ารับการผ่าตัดเพื่อยื้อชีวิตตัวเองออกไปอีกสักนิดถึงจะยื้อได้แค่สามหรือสี่ปีก็ยังอยากที่จะเสี่ยงผ่าตัดทั้งที่รู้ว่าเปอร์เซ็นต์การสำเร็จมันต่ำ ดนัยคิดในใจ “หมอจะช่วยผ่าตัดรักษาโรคมะเร็งให้ฉันหน่อยได้มั้ยเพื่อให้ฉันมีชีวิตอยู่ต่ออีกสักนิดเพื่อดูหน้าหลานที่กำลังจะเกิด” คนไข้พูดกับดนัยซึ่งดนัยที่เห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังและความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตอยู่ต่อนั่นทำให้ดนัยตัดสินใจตอบกลับไปอย่างไม่ลังเลทันที “ครับผมจะช่วยคุณให้ได้คุณรินะช่วยตรวจคนไข้อย่างละเอียดอีกทีถ้าโอเคการผ่าตัดจะเริ่มในอีกหนึ่งชั่วโมงหมอมิโฮะคุณซากิเราลงไปดูห้องผ่าตัดกันส่วนคุณยูมิไปตรวจดูความพร้อมของอุปกรณ์ครับ !!” ดนัยสั่งงานทีมของเขาทันที “ค่ะ !!x4” ทุกคนพยักหน้าก่อนจะจัดการงานของตัวเองทันที ดนัยพาหมอมิโฮะและซากิออกจากห้องไปเพื่อลงไปดูห้องผ่าตัดส่วนยูมิก็ไปที่ห้องเก็บอุปกรณ์เพื่อตรวจดูเครื่องมือผ่าตัดที่ต้องใช้ทำให้ในห้องพักคนไข้เหลือแต่รินะ ฮิคาริ ไรอันและตัวคนไข้เท่านั้น “ขออนุญาตวัดความดันและอุณหภูมิหน่อยนะคะแล้วก็เมื่อคืนได้อดอาหารแล้วใช่มั้ยคะ” รินะพูดก่อนจะวัดความดันและอุณหภูมิร่างกายของคนไข้พลางสอบถาม “คนเป็นมะเร็งลำไส้อย่างฉันจะกินอะไรได้ล่ะกินเข้าไปก็อ้วกออกมาหมดทุกวันนี้อยู่ได้เพราะน้ำเกลือนี่แหละอาหารเหลวเองก็ถูกให้ผ่านสายทุกสามวันแต่ว่าพอรู้ว่าจะต้องผ่าตัดไรอันก็งดอาหารไปแล้ว” คนไข้พูด “ค่ะ” รินะพยักหน้า “หมอดนัยนี่แปลกจังนะครับจู่ๆก็มีไฟขึ้นมาเฉยเลยนะครับทั้งที่ก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะกังวลเรื่องเปอร์เซ็นต์การสำเร็จที่ต่ำจนพยายามพูดเหมือนจะต้องการให้ผมยกเลิกการผ่าตัดอยู่แท้ๆ” ไรอันพูดกับฮิคาริ “คงเป็นเพราะเห็นแววตาที่มุ่งมันและต้องการมีชีวิตอยู่ต่อของคนไข้ล่ะมั้งคะเขาก็เลยคิดจะลุยเต็มที่และที่ดนัยกังวลและไม่อยากผ่าตัดนั่นก็เป็นเพราะเขาให้ความสำคัญของชีวิตมากฉันน่ะไม่เคยเห็นหมอคนไหนที่ให้ค่าความสำคัญของชีวิตมากเท่าเขามาก่อนเลยค่ะ” ฮิคาริอธิบาย “เอ่อฟังดูแล้วงงๆนะครับ” ไรอันดูเหมือนจะไม่ค่อยเข้าใจคำพูดของฮิคาริเท่าไหร่ จบ...