บทที่4 ความจริง
หลังจากที่พวก เดนและลู ออกไป ไอรีนเข้าไปพบกับผู้เฒ่าสูงสุด
“มาแล้วรึนังหนู ไอรีน”
“คะ ท่านผู้เฒ่ามีอะไรกล่าวกับข้าเ้าคะ”
“จากนี้ไปเ้าต้องมาอาศัยกับข้าและแม่นางไป๋ ทำความรู้จักกันไว้ชะนะ”
ไป๋เป่าเดินมาพร้อมแนะนำตัวกับไอรีน
ไอรีนยิ้มตอบกลับนาง
“ข้า ไอรีน ฮาฟฟอร์ด ยินดีที่ได้รู้จักพี่หญิงไป๋ ท่านช่างสวยจริงๆนี่แม้แต่ข้าเป็หญิงเหมือนท่านข้ายังชอบในรูปโฉมเ้าเลยนะ”
ไป๋เป่ายิ้มตอบให้ไอรีน
“น้องหญิงเ้าชมข้าเกินไปแล้วเ้าก็น่ารักมากเลย แถม ยังคล้ายกับน้องสาวข้าอีกด้วยทำให้ข้าคิดถึงนางเมื่อเห็นหน้าเ้า”
“งั้นให้ข้าเป็น้องสาวท่านอีกคนสิ”
ไอรีนยิ้มกว้าง
“ได้สิงั้นเราตอนนี้เป็พี่น้องกัน”
ไป๋เป่าเดินเอาโอบกอดไอรีนและเธอก็ได้กอดตอบไป๋เป่าเช่นกัน
เมื่อผู้เฒ่าเห็นเช่นนั้นจึงยิ้มขึ้น
“เอาละมาเข้าเื่กันจากนี้หนึ่งอาทิตย์พวกเ้ามาหาข้าที่ หอคอยดาวเหนือพวกเ้าจะได้เริ่มฝึกด้วยกัน นังหนูไอรีนข้าอยากให้เ้าพาแม่นางไป๋ไปเปิดหูเปิดตาข้างนอก ด้วยกันกับเ้า เ้ามีอะไรขัดข้องรึไม่”
“ได้แน่นอนเ้าคะท่านผู้เฒ่า”
“ท่านพี่หญิงท่านอยากไปพักบ้านข้าสัก อาทิตย์นึงไหม”
“ไปสิ”
“ท่านผู้เฒ่ายังมีเื่อะไรอีกรึไม่ ถ้าไม่แล้วข้าอยากพาท่านพี่หญิงไปเที่ยวบ้านข้าด้วย”
“อืม ไม่มีอะไรแล้ว แม่นางไป๋เ้าระวังตัวด้วยละ”
“อย่าห่วงเลยท่านผู้เฒ่ามีข้าอยู่ด้วยทั้งคนใครคิดรังแกพี่หญิงได้เจอดีแน่”
ไป๋เป่ายิ้มให้กับไอรีน
เมื่อทั้งคู่ลาท่านผู้เฒ่าพวกเธอก็เดินออกมานอกห้องโถงพบ เดนและลู รออยู่
“เดน ลู นี้ท่านพี่ไป๋เป่าท่านพี่จะไปพักที่บ้านข้าละ”
“ยินดีที่ได้รู้จักแม่นางไป๋ ข้าเดนมาจากหมู่บ้านเดียวกันกับไอรีน”
“ข้าลู มาจากหมู่บ้านประกายหมอกห่างจากหมู่บ้านของ เดนและไอรีน ไปไม่มากทางเหนือ”
“ยินดีที่ได้รู้จัก พวกเ้าของรู้จักกันมานานแล้วสินะ”
ไป๋เป่ายิ้มและตอบกลับพวกเขา
“ใช่พวกเรารู้จักกันั้แ่เด็กแล้วละ เอาละกลับหมู่บ้านกันเถอะ”
เดนและลู เดินนำหน้าพวกเธอไป
“เดนแม่นางไป๋เมื่อมาเห็นใกล้ๆนางสวยอย่างไรที่ติจริงๆเ้าว่าไหม”
“อืม”
ไป๋เป่ายิ้ม ทันทีที่ได้ยิน ลู กระชิบกระชาบกับเดน
เมื่อเดินออกมานอกสถาบันพวกเขาก็ตรงไปยังหมู่บ้านเมื่อมาถึงทางแยก ลูก็แยกตัวออกไปอีกทาง
“แล้ววันพรุ้งนี้ข้าจะไปหาพวกเ้าแล้วพบกัน”
เมื่อพวกไอรีนเดินมาสักพักก็ถึงหมู่บ้าน มวลพฤษาเดนจึงขอตัวเพื่อแยกกลับไปบ้านของเขา
“เมื่อท่านปู่รู้ว่าข้าปลุกจิติญญาได้ท่านต้องใแน่ๆ”
“จริงสิเดนเ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยว่าเ้าปลุกจิติญญาได้ยังไง”
“ลูได้ให้ผลึกสายฟ้าแก่ข้านะสิถ้าไม่ได้ ลูช่วยละก็ข้าคงทดสอบไม่ผ่านแน่ๆ”
“ผลึกสายฟ้า ลูเอามาจากไหนนะ”
“พ่อของเขาได้มาจากูเาเมฆนะสิ”
“อืมๆ พรุ้งนี้ข้าต้องถามลูเกี่ยวกับผลึกสักหน่อยแล้ว”
ไป๋เป่าได้ยินที่พวกเขาคุยกันจึงถามกลับ
“อะไรคือผลึกสายฟ้างั้นเหรอ”
“อะ จริงสิท่านพี่หญิงเพิ่งมาถึงทวีปม่านหมอกแห่งพฤษา นี่ ผลึกสายฟ้าหรือที่ผู้คนเรียกผลึกอัสนี นั้นเกิดมาจากพลังธาตุสายฟ้าที่เกิดการรวมตัวกันอย่างหนาแน่นตกเป็ผลึก จึงหายากมากที่พวกเราจะพบกับมัน อันที่จริงพวกผลึกธาตุพวกนี้เอาไว้เพิ่มพลังให้กับผู้ใช้ธาตุแต่มีพวกบ้าสองคนเอาไปปลุกิญญาธาตุ”
“เป็อย่างนั้นเอง ต่างจากพวกข้าเมื่อพวกเรา้าเพิ่มพลังไปยังระดับอื่นๆต้องอาศัยโอสถระดับสูง และเหล่าทรัพยากรที่เพิ่มพลังภายในตันเทียนของพวกเราให้สูงยิ่งขึ้น จริงสิ น้องหญิงพวกเ้าแบ่งระดับพลังกันยังไงละ”
ไป๋เป่ากล่าวและถามไปยังไอรีน
“เอ๋...ระดับพลังอะไรเหรอท่านพี่หญิง”
“พวกเ้าไม่มีระดับพลังกันอย่างงั้นเหรอแล้วแบ่งความต่างชั้นของฝีมือกันยังไงละ”
“อ๋อ พวกเราวัดความหนาแน่นของพลังที่บรรดาผู้ใช้พลังธาตุสามารถบีบอัดมาใช้และควบคุมได้อย่างไร้ที่สิ้นสุดนะ
แล้วระดับที่ท่านพี่หญิงพูดถึงเป็อย่างไรงั้นเหรอ”
“เป็อย่างนั้นเอง ระดับที่ข้าได้กล่าวไว้คือสิ่งที่แบ่งระดับฝีมือของทวีปข้านะแบ่งออกเป็หกขั้น ขั้นนักฝึกยุทธ ขั้นกำเนิดปราณ ขั้นวิถียุทธ ขั้นเทพยุทธและก็ขั้นราชันย์ แต่ละขั้นนั้นแบ่งเป็ระดับย่อยอีกเก้าระดับนะ
“แล้วท่านพี่หญิงท่านอยู่ขั้นไหนงั้นเหรอ”
“ข้าเพิ่งทะลวงขั้นวิถียุทธขั้นหนึ่งก่อนมายังทวีปแห่งนี้นะ”
“ท่านพี่หญิงเรามาประลองฝีมือกันสักหน่อยไหมเมื่อเรากลับไปยังสถาบัน”
“ได้สิข้าก็อยากรู้ศาสตร์ต่อสู้ของพวกเ้าเหมือนกัน”
เดนซึ่งยืนฟังทั้งสองคุยกัน ที่ยังไม่ได้แยกออก ไปคิดในใจ
“พวกผู้หญิงนี่บ้าการต่อสู้กันงั้นเหรอเนี่ย”
“ข้าไปก่อนนะไอรีนไว้พบกันพรุ้งนี้นะ”
“อืม..ท่านพี่หญิงไปบ้านข้ากันเถอะ”
ไอรีนกับไปเป๋า ลาเดนแล้วแยกตัวออกไป
เดนเดินมาถึงลานบ้านก็พบปู่ของเขากำลังยืนเอามือไขว้หลังรออยู่
“ท่านปู่ข้าสอบผ่านสามารถขึ้นสู่ระดับสองได้แล้วละข้าเก่งใช่ไหมละ”
เดนเดินมาหยุดข้างหลังปู่ของเขาและได้กล่าวกับปู่ของเขา
“เื่นั้นข้ารู้แล้วละพ่อของเ้าลู บอกกับข้าแล้วว่าเขาได้ให้ผลึกอสนีกับเ้า แต่เื่นั้นเอาไว้ก่อนเราต้องไปยังูเาเมฆเดี๋ยวนี้ข้ากำลังรอเ้ากลับมานี่แหละ”
“ไปทำไมละท่านปู่ข้าเพิ่งกลับมาถึงเองนะ”
“ไม่ต้องพูดมากตามข้ามาเดียวนี้”
“โธ่...ท่านปู่”
เดนจำเป็ต้องเดินตามปู่ของเขาไปอย่างหดหู่
“ท่านปู่เรากำลังจะไปไหนกันนะนี้ไม่ใช่ทางไปเขาเมฆนี่”
เดนไม่เข้าใจเมื่อปู่ของเขาพาไปอีกทาง
“เ้าตามข้ามาก็พอแล้วอย่าบ่นให้มากนา”
เมื่อเดินทางมาได้สักพักก็พบบ้านหลังเล็กๆหลังหนึ่งตั้งกลางป่าที่มีผนึกป้องกันอย่างหนาแน่น เมื่อมาถึงปู่ของเขาเข้าไปยืนหน้าประตู และเริ่มร่ายเวทย์
“ปลด”
โดมแสงที่คลุมตัวบ้านได้แตกสลายลง
“เดนเข้าไปข้างใน”
ปู่ของเขากล่าวพร้อมกลับลากเขาเข้าไป
เมื่อเดนเดินเข้ามาก็พบแท่นวงกลมที่พอให้คนไปยืนอยู่บนนั้นได้สี่ถึงห้าคน
ปู่ของเขาพาเดนขึ้นไปบนแท่นวงกลมนั้น
และเริ่มร่ายเวทย์อีกครั้งนึง แล้วแท่นวงกลมปรากฏแสงขึ้นคลุมตัวทั้งสองคนแล้วทั้งสองคนก็ได้หายไปจากแท่น
จากที่หายไป เดนก็พบเขามายังอีกทีหนึ่งที่ไม่คุ้นเคย เขาทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นเนื่องจากเขารู้สึกเวียนหัวอย่างมากจากการเคลื่อนย้าย
“ปะ..ปู่พวกเราอยู่ที่ไหนกันนะ”
“ตามข้ามาก็พอนะเ้านี้ถามมากจริง”
ปู่ดึงเขาลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปตามโถงที่มีทางเดินที่ยาวมาก พอมาถึงห้องโถงใหญ่ห้องหนึ่งก็พบผู้คนห้าสิบ ที่สวมชุดคลุมสีดำและปิดบังหน้าตายืนเรียงแถวกันอยู่
เมื่อปู่และเขาเดินเข้ามาถึงห้องโถงใหญ่ พวกชุดคลุมดำทั้งหมดที่ยืนเรียงแถวกันอยู่พากันนั่งชันเข่าหนึ่งข้าง
“คับนับท่านจ้าวแห่งอัสนี”
เสียงเหล่าคนคลุมดำกล่าวอย่างพร้อมเพียง
“พวกเ้าลุกขึ้นได้”
เหล่าบุคลคลชุดคลุมดำลุกขึ้นยืนพร้อมกับมีคนชุดคลุมดำเกินออกมาหน้าแถวคนหนึ่ง
“ท่านจ้าวพวกเราได้ข่าวจากผู้เฝ้าผนึกว่าเ้าอสูรหลุดออกจากผนึกมาได้ตนหนึ่ง”
“ข้าคิดไว้แล้วว่าคงผนึกพวกมันได้ไม่นาน”
ชายชราเผยสีหน้ากังวลอย่างมาก
“มันหลุดรอดออกมาจากรอยร้าวห้วงมิติที่ท่านและจ้าวอัคคีผนึกไว้ออกมา พวกเราที่เฝ้าผนึกโดนมันฆ่าตายหมดแต่ยังโชคดีที่หนีมาได้คนหนึ่งเพื่อส่งข่าวแก่พวกเราแต่สภาพอาการของเขาสาหัสมาก”
“ตอนนี้เ้าปีศาจตนนั้นอยู่ที่ไหนกัน”
“จากที่ข้าส่งหน่วยติดตามไปห่างๆพบว่า”
“ตอนนี้มันเก็บตัวอยู่ในหุบผาหมอกทมิฬ ขอรับท่านจ้าว”
“อืม พวกเ้าออกไปก่อนขอข้าคุยกับหลานข้าก่อนอีกเดี๋ยวค่อยมาหารือกันอีกที”
“ขอรับ”
สิ้นเสียงบุคคลทั้งห้าสิบคนก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
“นะ..นี่มันเื่อะไรกันท่านปู่พวกเขาเป็ใครแล้วเกิดอะไรขึ้น”
เดนยืนทำตาเบิกกว้างกล่าวออกมาถามปู่ของเขา
“เดนตามข้ามาข้ามีเื่บอกกล่าวกับเ้า”
เดนเดินตามปู่ของเขาไป เมื่อมาถึงห้องที่โอโถงที่เป็สีขาวข้างในตบแต่งอย่างสวยงาม ปู่ของเขาเดินนำไปนั่งตรงเก้าอี้ ที่มีโต๊ะวงกลมที่สร้างจากหยกตั้งตรงกลางห้อง
“นั่งลงสิเดนปู่จะเล่าสถานการณ์ตอนนี้ให้เ้าได้ฟัง”
ปู่ของเขารินน้ำชา วางลงฝั่งตรงข้ามของเขา และเดนก็ได้นั่งลงพร้อมรับถ้วยชาทำหน้า งงงันกับเื่ที่เกิดขึ้น
“เอาละปู่จะเล่าเื่ทั้งหมดให้เ้าฟังเื่ทั้งหมดมันเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน ก่อนที่พวกเราจะมายังที่ ทวีปม่านหมอกแห่งพฤษานี้”
“เมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนปู่และจ้าวแห่งอัคคีหรือปู่ของลูนะแหละ พวกเราไม่ใช่คนของทวีปม่านหมอกแห่งพฤษาหรอก พวกเรามาจากทวีปพิภพในขณะข้าและปู่ของลูยังเป็ชายฉกรรจ์ พลังพวกข้านั้นเรียกได้ว่าไร้ผู้ต่อต้าน แต่พวกเราก็ไม่เคยได้ปะมือกันเลยสักครั้ง ปู่เลยขอท้าประลองฝีมือกับปู่ของลู ที่หน้าผาฟ้า ของทวีปพิภพ พวกเราสู้กันไปถึงสิบวันสิบคืนก็ยังหาผู้แพ้ไม่ได้แต่เมื่อเข้าวันเอ็ดก็มีแสงสีครามพุ่งผ่านพวกเราไป พวกเราััพลังเเสงสีครามนั้นถึงกลับสั่นสะท้านไปทั่วทั้งตัว พวกเราเลยเลิกที่จะสนการต่อสู้ต่อ เลยออกติดตามแสงสีครามนั้นไปกว่าสิบวัน จนแสงนั้นมาตกทีู่เาเมฆ แตตอนนั่นเองก็มีสายแสงสีแดงสองสายตามพวกเรามา พวกมันเรียกตัวเองว่าปีศาจ์ มาจากเอกภพอสูร พวกมันมีพลังการต่อสู้ที่สูงอย่างมาก มันตามแสงสีครามนั้นมาพวกมันบอกว่าแสงสีครามนั้นคือศิลาแห่งเทพ ซึ่งเราไม่รู้ว่าอะไรคือปีศาจ์และศิลาแห่งทวยเทพ ตอนนั้นพวกมันทั้งสองตนได้สู้กับพวกเราเพื่อสังสารคนที่เห็นศิลาแสงประหลาดนั้น
พวกเรารับมืออย่างยากลำบากอย่างมากตอนนั้นเองปู่ของลูเสียแขนซ้ายให้พวกมันไป พวกเราไม่สามารถต่อกรกับพวก มันได้เลยสักนิดเดียวพวกเราก็เลยจะสละชีวิตตนเองด้วยการเผาผลาญ ชีวิตะเิพลังอัสนีและอัคคีผสานกันเพื่อทำลายพวกมัน แต่แล้วเื่มหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นศิลาประหลาดนั้นส่องแสงสีครามที่มีพลัง บิดเบือนมิติ ผลักเหล่าปีศาจทั้งสองตนเข้าไปในมิติปิดตาย หลังจากพวกเราเห็นดังนั้นเลยเปลี่ยนใช้อัสนีและอัคคีผนึกมิตินั้นไว้อีกชั้นนึง ตอนนั้นพวกเราหมดแรงและล้มลงไม่ได้สติอยู่ตรงนั้น แต่พอพวกเราฟื้นขึ้นมาเราพบกับ หินศิลาหกเหลี่ยมแปลกๆไม่มีแสงสีครามส่องแสงอยู่อีกแล้ว ออกมาตกอยู่ในหลุมพื้นดิน ข้างๆหลุมพบผลึกอัคคีกับอัสนี ต่อมาพวกเราเลยผนึกสถานที่นั้นไว้ไม่ให้ใครเขาไปพบ ปู่ของลูเอาผลึกอัคคีและอัสนีไป ข้าได้ฝังศิลานั้นไว้ที่นั้นดังเดิม เพราะว่าพวกข้ากลัวว่าเกิดเอาศิลากลับมาด้วยผนึกจะคลาย แล้วพวกเราก็ย้ายมาอาศัยที่ทวีปนี้เองเพื่อเฝ้าดูผนึกที่ผนึกปีศาจสองตนนั้นไว้ไม่ให้หลุดออกมาอีกและเมื่อสิบห้าปีก่อนข้าได้กลับเข้าไปตรวจสอบผนึกยังอยู่ดีรึไม่ ข้าก็พบกับวงแสงแปลกๆที่ข้าฝังศิลาไว้ ข้าจึงเข้าไปตรวจสอบกลับถูกดึงดูดเข้ามายังสถานที่เราอยู่ตอนนี้ตอนนั้นข้าใอย่างมากเพราะไม่รู้ว่ามันคือที่ไหนแต่เมื่อตรวจสอบดูกลับเป็ใตู้เาเมฆ และข้าก็ได้พบกับเ้าที่นี้แหละ”
“วะ..วะ...ว่าไงนะท่านปู่ ทะ..ทะ..ท่านเจอข้า?”
“หมายความว่ายังไงท่านปู่”
“พ่อแม่ที่ท่านบอกว่าตายไปแล้วละ”
“เดนเอ้ยย..เ้านะกำเนิดมาจากศิลาที่เ้าปีศาจสองตนนั้นเรียกว่าศิลาแห่งทวยเทพดังนั้นเ้าจึงเป็บุตรของ์”
“พ่อแม่ของเ้าที่ปู่บอกว่าตายไปแล้วนะพวกเขาหายสาบสูญตอนออกตามล่าสัตว์วิญาณ พวกเขาไม่สามารถมีบุตรได้พวกเขาจึงเลี้ยงเ้ามา
“ไม่ว่ายังไงเ้าก็เป็หลานของปู่และลูกของพ่อแม่เ้าวันยังค่ำ พวกเขาและข้ารักและเอ็นดูเ้ามาก จึงต้องให้เ้าฝึกอย่างนักข้าต้องให้เ้าปลุกพลังแสงสีครามนั้นเพื่อต่อกรเหล่าศัตรูที่ร้ายกาจของเ้า ดังนั้นข้าจึงไม่ได้ถ่ายทอดพลังอัสนีให้เ้า แต่เ้ากลับใช้ผลึกอัสนีปลุกิญญาสายฟ้า คงเป็โชคชะตาละนะ”
“จากนี้ไปเ้าต้องฝึกที่ห้องที่ให้กำเนิดเ้าเพราะภัยร้ายมาเยือนพวกเราแล้ว เ้าอสูรที่หนีออกจากผนึกได้มันต้องพื้นพลังก่อนมาหาเ้าแน่เ้าต้องแข็งแกร่งกว่านี้ให้ได้”
“ทะ..ทะ..ท่านปู่”
“ตามข้ามาเดนพวกเราไม่มีเวลาแล้ว”
เดนเดินตามปู่ของเขาไปยังห้อง ห้องหนึ่งเมื่อเขาเข้าไป เขากลับคุ้นเคยและอบอุ่นอย่างมาก ซึ่งเป็ห้องเล็กๆ มีพลังธรรมชาติที่หนาแน่น มีแท่นที่นั่งเป็เสาสูงอยู่กลางห้อง มีรูปปั้นัพันตัวรอบเสานั้นไว้
“เอาละเดนขึ้นไปนั่งบนแท่นนั้นชะดูดซับไอธรรมชาติและพยายามปลุกแสงสีครามให้ได้. ข้าต้องฝากความหวังเดียวนี้ไว้ที่เ้าแล้วละเดน”
“คะ.ครับท่านปู่ข้าจะพยายาม ไม่ให้ท่านผิดหวัง”
จากนั้นเดนก็ขึ้นไปนั่งบนแท่นเสาหินนั้น
“ข้าจะปิดห้องนี้เพื่อให้เ้าได้มีสมาธิฝึก”
“ครับท่านปู่”
เดนตอบกลับด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย จากนั้นประตูศิลาั์ก็ปิดตัวลง
“พยายามเข้าละหลานปู่”
ชายชรากล่าวพึมพำเสร็จแล้วก็เดินกลับไปยังห้องโถง