บทที่ 33 ไม่ทำผิด ไม่กลัวผีหลอก
เย่เฟิงให้เฉินซู่ซู่หาสมุดรายชื่อมา จดชื่อของทุกคนไว้จากนั้นเย่เฟิงก็ให้พวกเขากลับบ้านไปรอ เมื่อไหร่ที่มีงาน เย่เฟิงจะเรียกพวกเขามาเอง
แน่นอนว่าแม้พวกเขาจะอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย ตราบใดที่ลงชื่อไว้แล้ว ทุกคนก็จะได้เงินเดือน เดือนละละห้าพันหยวน นี่คือเงินเดือนขั้นต่ำ จะไม่ขาดแม้แต่หยวนเดียว นี่คือคำพูดของเย่เฟิง
เมื่อเย่เฟิงพูดจบ ชาวบ้านที่มากับหลิวอาสุ่ยก็ฮือฮา พวกเขาไม่คิดว่าเย่เฟิงจะให้สวัสดิการดีขนาดนี้ ถึงจะไปทำงานในอำเภอ ก็คงไม่มีแบบนี้
ทุกคนต่างก็ดีใจจนอ้าปากค้าง
“เย่เฟิง ทั้งหมดสามสิบเจ็ดคน ถ้านายให้เงินเดือนคนละห้าพันหยวนต่อเดือน ก็เป็นเงินหนึ่งแสนแปดหมื่นห้าพันหยวน นี่มันจะเยอะเกินไปไหม?”
เฉินซู่ซู่ก็รู้สึกเสียเงินดายแทนเย่เฟิง เธอคิดว่าถ้าเย่เฟิงจะจ้างคนจริงๆ ให้เงินเดือนคนละสามพันหยวนก็มากพอแล้ว
“พี่เฉิน พี่คิดแบบนั้นไม่ได้ พี่ต้องรู้ว่าเงินได้มาจากชาวบ้าน ก็ต้องใช้เพื่อชาวบ้าน ถึงแม้ว่าแตงโมกับสัตว์น้ำจะเป็นธุรกิจของผม ผมปลูกและเลี้ยงเองก็จริง แต่ก็ใช้พื้นที่ของหมู่บ้านชิงซาน
ในเมื่อผมได้กำไร การช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย อีกอย่างผมก็ไม่ได้ให้พวกเขานั่งๆ นอนๆ รับเงินเดือนสบายๆ
ต่อไปผมยังจะทำสวนผลไม้ และขยายฟาร์มปลาด้วย ถึงตอนนั้นพวกเขาก็จะมีงานทำ เงินห้าพันหยวนนี้พวกเขาไม่ได้รับไปฟรีๆ” เย่เฟิงพูดพร้อมกับยิ้ม
ทำงานแล้วก็ต้องได้เงินเดือน ถ้าเหมือนกับหลิวเฉวียนเกินคนนั้น ที่คิดว่าแค่นั่งๆ นอนๆ รอรับผลประโยชน์อย่างเดียว เย่เฟิงก็คงไม่สนใจพวกเขา
“ในเมื่อนายพูดแบบนี้ ฉันก็จะเชื่อนาย” เฉินซู่ซู่พยักหน้า
“ไปเถอะพี่เฉิน กลับบ้านทำอาหารกัน” เย่เฟิงพูดจบก็เอื้อมมือไปจับมือเฉินซู่ซู่ไว้ก่อนจะหันไปถามลูกสาวตัวน้อย “เสียวเสี่ยว หนูอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม?”
“เสียวเสี่ยวอยากกินกุ้งล็อบสเตอร์!”
“ได้ กินกุ้งล็อบสเตอร์ ฮ่าๆๆ”
ถึงแม้ว่าเย่เฟิงจะขายสัตว์น้ำไปหมดแล้ว แต่จริงๆ แล้วยังเหลืออยู่อีกหน่อย ปลากับกุ้งเหล่านี้เขาเก็บไว้กินเองมีแต่ตัวใหญ่ๆ ทั้งนั้น
เย่เฟิงจับกุ้งล็อบสเตอร์ตัวใหญ่มาสองสามตัว แล้วกลับบ้านไป
ช่วงไม่กี่วันต่อมา เย่เฟิงก็ไม่ต้องไปดูแลไร่แตงโมกับฟาร์มปลาแล้ว เพราะมีหลิวอาสุ่ยช่วยดูแลให้
เขาพาเสียวเสี่ยวไปเล่นสนุกทุกวัน บางครั้งก็ไปที่ป่าลึกในภูเขา ดูว่าจะมีอะไรที่ช่วยในการฝึกฝนได้บ้าง
เพราะเขาชิงซานกว้างใหญ่มาก เขาเคยเจอทั้งไข่มุกน้ำแข็งและหญ้าหมาป่าเทวะในนั้น และแน่นอนว่าต้องมีของดีอื่นๆ อีก
แต่น่าเสียดายที่ไม่กี่วันมานี้ เขาไม่เจออะไรเลย ได้แต่เก็บสมุนไพรทั่วไปกลับมาเยอะแยะ
ของพวกนี้สามารถใช้ทำเป็นยารักษาบาดแผล ยาเพิ่มพลัง และยาอื่นๆ ได้ ก็ถือว่าเตรียมไว้เผื่อฉุกเฉิน
คืนนั้น มีคนสองคนปรากฏตัวขึ้นที่เนินเขาหลังบ้าน คนพวกนั้นมีท่าทางลับๆ ล่อๆ ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนดี
“ไร่แตงโมกับฟาร์มปลาของเย่เฟิง ไม่มีคนเฝ้าจริงๆ ด้วย”
สองคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นจ้าวเอ้อร์เฮยกับโก๋วจื่อ
พวกเขานอนหมอบอยู่บนเนินเขา จ้องมองไปที่ไร่แตงโม มองอยู่นานก็ไม่เห็นแม้แต่เงาคน
เย่เฟิงนี่ช่างชะล่าใจจริงๆ แต่แบบนี้ก็เข้าทางเขาพอดี
จ้าวเอ้อร์เฮยยิ้มเยาะ เขาพาโก๋วจื่อย่องเข้าไปใกล้ไร่แตงโมมากขึ้นเรื่อยๆ
โก๋วจื่อลังเลเล็กน้อย “พี่เอ้อร์เฮย เราต้องทำแบบนี้จริงๆ เหรอ ถ้าถูกจับได้ จะต้องติดคุกนะ”
“แกจะกลัวอะไร ถึงจะถูกจับได้ ก็ยังมีพี่ใหญ่คอยดูแลอยู่นะ อย่าลืมสิว่าพี่ใหญ่น่ะใหญ่สุดในหมู่บ้านชิงซาน แถมเขายังรู้จักคนใหญ่คนโตในอำเภอด้วย”
จ้าวเอ้อร์เฮยมองโก๋วจื่อ “ถ้าแกยังขี้ขลาดแบบนี้ ก็รีบไสหัวกลับไปซะ ถือว่าวันนี้ไม่ได้มาที่นี่ ต่อไปก็ไม่ต้องไปช่วยพี่ใหญ่แล้ว”
“ไม่ ไม่ พี่เอ้อร์เฮย อย่าถือสาผมเลยนะ คิดเสียว่าผมไม่ได้พูดอะไรเลยก็แล้วกัน พวกเรารีบลงมือกันเถอะ”
เห็นได้ชัดว่าโก๋วจื่อยังอยากอยู่กับจ้าวต้าเฮย เพราะหลายปีมานี้ เขาอยู่กับจ้าวต้าเฮย ก็ได้กินดีอยู่ดีมาตลอด
“แบบนี้สิถึงจะถูก”
จ้าวเอ้อร์เฮยพาโก๋วจื่อย่องไปที่ฟาร์มปลาและไร่แตงโม เขาให้โก๋วจื่อถือขวดไปที่ฟาร์มปลา ส่วนตัวเองก็เข้าไปในโรงเรือนแตงโม
“เย่เฟิงเอ๋ยเย่เฟิง ในเมื่อแกไม่ให้คนมาเฝ้า ก็อย่าหาว่าฉันใจร้ายก็แล้วกัน”
จ้าวเอ้อร์เฮยหยิบขวดยาออกมา สีหน้าชั่วร้ายปรากฎออกมาทางใบหน้าอย่างชัดเจน และกำลังจะเทอะไรบางอย่างลงในไร่แตงโม
แต่ในขณะนั้นเอง ข้างนอกก็มีเสียงร้องตกใจดังขึ้น ทำให้เขาตกใจมาก เขาคิดว่ามีคนมา จึงรีบเก็บขวดยาแล้วมองออกไปข้างนอก
แต่ข้างนอกไม่มีใครเลย เสียงเมื่อกี้เหมือนจะเป็นเสียงของโก๋วจื่อ แถมเขายังเห็นโก๋วจื่อยืนอยู่หน้าฟาร์มปลาไม่ยอมขยับ นิ่งราวกับเป็นท่อนไม้ และบ่นพึมพำอะไรบางอย่างในปาก
“โก๋วจื่อ แกเป็นอะไรไป”
จ้าวเอ้อร์เฮยเดินไปตบไหล่โก๋วจื่อ โก๋วจื่อตกใจจนทรุดลงกับพื้น มองไปรอบๆ ด้วยความหวาดกลัว “พี่ พี่ พี่เอ้อร์เฮย ที่ ที่นี่เหมือนจะมีผี…”
“ผี เผออะไรกัน ฉันแค่ให้แกไปเทยาฆ่าแมลงแค่นี้ก็กลัวแล้วเหรอ เอามานี่ ฉันทำเอง”
“พี่เอ้อร์เฮย ผมไม่ได้โกหกนะ ที่นี่มีผีจริงๆ เมื่อกี้เหมือนจะมีอะไรมาลูบหัวผมตั้งหลายครั้ง…”
“เหอะ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าโลกนี้จะมีผี”
จ้าวเอ้อร์เฮยคิดว่าโก๋วจื่อขี้ขลาดตาขาว เลยพูดแบบนั้น พอกลับไปแล้ว ค่อยจัดการสั่งสอนเขาทีหลัง
จ้าวเอ้อร์เฮยหยิบยาฆ่าแมลงความเข้มข้นสูงจากมือโก๋วจื่อมา กำลังจะเทลงในฟาร์มปลา ทันใดนั้น ก็มีบางอย่างลอยผ่านหัวเขาไป
จ้าวเอ้อร์เฮยไม่ได้สนใจ คิดว่าตัวเองตาฝาด แต่ในวินาทีต่อมา เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างมาตบไหล่เขา
“โก๋วจื่อ ทำบ้าอะไรของแก ไม่เห็นเหรอว่าฉันกำลังทำงานอยู่”
จ้าวเอ้อร์เฮยด่าเบาๆ
แต่สิ่งนั้นยังคงตบเขาอยู่
จ้าวเอ้อร์เฮยโกรธมาก แต่พอหันไปมอง ก็พบว่าโก๋วจื่อสลบไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
เหมือนจะโดนผีหลอกจนสลบ แถมเขายังพบว่ารอบๆ ตัวมีหมอกขาวปกคลุมตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
จากนั้น เขาก็เห็นเงาคนแวบผ่านตัวเขาไป
“ฉัน ฉัน บ้าเอ้ย นี่มันผีจริงๆ ใช่ไหม”
ขาของจ้าวเอ้อร์เฮยเริ่มอ่อนแรง ยาฆ่าแมลงที่เขาถืออยู่ในมือก็เกือบจะหลุดมือ
เขาพยายามกลืนน้ำลาย เหงื่อเย็นๆผุดขึ้นมาบนหน้าผาก เขาพึมพำตลอดเวลาว่า “ฉันต้องตาฝาดแน่ๆ ใช่ ฉันต้องตาฝาด โลกนี้จะมีผีได้ยังไง”
แต่ในวินาทีต่อมา เขาก็เห็นชายคนหนึ่งสวมชุดทหารโบราณ ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเขา ห่างจากเขาเพียงไม่กี่คืบ
จ้าวเอ้อร์เฮยถึงกับตาค้าง ด้วยความตกใจและร้องไม่ออกจากนั้นก็เป็นลมล้มพับไป
หลังจากที่เขาสลบไป หมอกขาวรอบๆ ตัวก็หายไป ทุกอย่างก็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ใบไม้ของต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกอยู่ข้างฟาร์มปลาก็สั่นไหว เหมือนถูกลมพัด ดูมีชีวิตชีวามาก