============ รักนี้ดีต่อใจ ============
“อืม....”เสียงทุ้มต่ำครางเครือ ดวงตาคู่คมขยับๆเบาก่อนจะเปิดขึ้นคิ้วขมวดเข้าหากันเมื่อรู้สึกถึงความว่างเปล่าข้างกาย
“พริ้ง!” เสียงทุ้มร้องเรียกดังเมื่อตื่นดีร่างสูงผุดลุกจากเตียงกวาดมองรอบห้องก่อนจะวิ่งออกไปด้านนอกทันทีเมื่อไม่เห็นคนที่ควรจะอยู่ในยามเช้าขนาดนี้
ปัง!
กึก
ร่างสูงที่กวาดตาหาคนคุ้นตาทั่วคอนโดชะงักกึกเมื่อเห็นร่างบอบบางนั่งอยู่บนโต๊ะกินข้าวมือบางคนข้าวต้มในมือไปมาอย่างเหม่อลอย
“ฟู่......”คีตาเปาลมออกจากปากอย่างเบาใจ
ก็ยังดีที่อย่างน้อยก็ไม่ได้หนีหน้ากลับห้องไปอย่างที่เขาคิดไม่งั้นคงจับมาคุยกันยาก
“ข้าวไม่อร่อยหรือคะพี่ทำให้ใหม่ไหม” เสียงทุ้มเอ่ยทักเมื่อเหลือบเห็นซองโจ๊กสำเร็จรูปอยู่ในถังขยะร่างสูงโปร่งสาวเท้าเข้าไปในโซนครัว
เสียงทักคุ้นหูที่เรียกให้คนเหม่อสะดุ้งก่อนจะหันไปตามเสียงที่ได้ยินแก้มขาวๆขึ้นสีแดงยามเมื่อสบสายตาเข้ากับคนพูด ก่อนจะหันกลับมามองจานตรงหน้ามือเรียวชะงักช้อนที่คนไปคนมาก่อนจะวางลง แล้วตอบเบา “ไม่ใช่หรอกค่ะ”
ท่าทางที่ทำให้ชายหนุ่มสาวเท้าเข้ามาประชิดตัวก่อนทรุดกายลงนั่งข้างๆคนที่หลบสายตาเขา
“พริ้งเื่เมื่อคืนพี่......” เสียงทุ้มชะงักเมื่อยังไม่ทันจบประโยคดีมือบางก็จับเข้าที่แขนแกร่ง บีบเบาพร้อมกับส่ายหน้า เสียงหวานใสพึมพำเบา
“อย่าเพิ่งพูดถึงมันได้ไหมคะ”
คีตามองคนที่ก้มหน้าอยู่กับโต๊ะนิ่งมือใหญ่อีกข้างวางทับมือบางที่วางอยู่บนแขนเขาก่อนจะบีบเบาๆ
“ก็ได้ค่ะงั้นเดี๋ยวพี่หาอะไรให้กินดีกว่าเนอะ” ชายหนุ่มทอดเสียงอ่อนก่อนจะลุกจากเก้าอี้จัดการดึงชามที่วางอยู่หน้าหญิงสาวมาไว้ในมือ แล้วเอาไปวางทิ้งไว้บนซิงค์ล้างจานจากนั้นจึงผละไปเปิดหาของสดในตู้เย็นด้วยท่าทางคล่องแคล่ว
ท่าทางหยิบจับของในครัววุ่นวายทำให้คนที่นั่งก้มหน้าอยู่เงยกลับมามองแผ่นหลังกว้างของร่างสูงโปร่งที่กำลังแสดงฝีมืออยู่หน้าเตา
ริมฝีปากบางเม้มสลับคลายคิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นเข้าหากันอย่างสับสนมือบางจับแก้มที่เริ่มร้อนขึ้นของตัวเองพร้อมๆกับหัวใจที่เต้นแรงยามเมื่อมองแผ่นหลังของชายหนุ่มดวงตากลมโตปิดลงแต่ก็ไม่อาจลบเลือนภาพเมื่อคืนออกจากใจ
ทั้งเสียงกระซิบรักแ่เบานั่นไหนจะรอยจูบทั่วซอกคอขาวและไหล่บอบบางอีกทั้งสายตาร้อนแรงบนใบหน้าคมเข้มที่จ้องมองเธอราวกับจะกลืนกลินเธอทั้งตัวนั่นอีก
ทั้งหมดทั้งมวลนั่นทำให้เธอ......ใจสั่น
เธอไม่ได้โกรธเคืองคนตรงหน้าหรอกเพราะเมื่อคืนเป็เธอเองต่างหากที่โอนอ่อนยอมตามน้ำไปเธอรู้ตัวแต่ก็ห้ามตัวเองไม่ได้เหมือนกัน
หากแต่ที่ยังนั่งเงียบๆไม่พูดอะไรอยู่ตรงนี้เพราะใจเธอยังสงบไม่ได้เลยั้แ่ลืมตาตื่น
ทุกครั้งที่มองหน้าชายหนุ่มหัวใจเธอก็สั่นแรง หน้าก็ร้อนวูบวาบไม่ต้องให้ใครบอกก็รู้ว่าแดงแน่ๆ
และเมื่อชายหนุ่มเอ่ยถึงขึ้นมาเธอจึงไม่สามารถให้เขาพูดอะไรได้มากกว่านั้นเพราะกลัวว่าหน้าตัวเองอาจจะร้อนจนะเิหรือไม่ก็หัวใจก็อาจจะเต้นแรงจนทะลุออกมานอกอกก็เป็ได้
กับพี่คีย์เธออาจจะจูบกันกอดกันบ่อยจนเป็เื่ปกติ หากแต่ััแบบเมื่อคืนเธอเพิ่งเคยจะได้รับเป็ครั้งแรก
ทั้งวาบหวามและร้อนรุ่มล่อลวงใจให้โอนอ่อนยอมตกลงไปในหลุมพรางของห้วงอารมณ์อย่างง่ายดาย
นี่ต่างหากที่ทำให้เธอมองหน้าคนตรงหน้าไม่ติด
พี่คีย์จะมองว่าเธอใจง่ายเหมือนกับผู้หญิงที่เขาเคย‘ผ่าน’ มาไหม
เสียงร้องที่ก้องอยู่ในใจเสียงที่มาพร้อมๆกับความอายทำให้เธอไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับเื่นี้ดีจนได้แต่หนีออกมานั่งนิ่งๆอยู่เป็ชั่วโมงั้แ่เช้าตรู่แบบนี้
“ออมเล็ท ไส้กรอก กับขนมปังปิ้งร้อนๆเสิร์ฟพร้อมกับนมอุ่นๆค่ะ”จานใบใหญ่ถูกวางแทนที่ถ้วยโจ๊กเมื่อครู่ทำให้คนที่ตกอยู่ในภวังค์ของตัวเองสะดุ้งอีกครั้งดวงตาคู่สวยเหลือมองคนที่ยืนเท้าโต๊ะพร้อมกับส่งรอยยิ้มมาให้ก่อนจะพึมพำเบาแล้วหลุบตาต่ำ
“ขอบคุณค่ะ”
ท่าทางที่ชายหนุ่มโคลงหัวไปมามือเรียววางแปะบนหัวเล็กๆที่สะดุ้งก่อนจะลูบเบาๆ เสียงทุ้มอ่อนโยนเอ่ยต่อพร้อมกับดวงตาพราวระยับมองคนที่แก้มแดงอยู่อย่างอิ่มใจ“พริ้งทานไปก่อนละกันค่ะ พี่ไปอาบน้ำก่อนดีกว่า”
ไม่มีเสียงตอบจากร่างบางของคนหน้าหวานมีเพียงการพยักหน้ารับเบาทำให้ชายหนุ่มขยี้มือบนหัวทุยๆนั่นอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากครัวไป
============ รักนี้ดีต่อใจ ============
คีตาเงยหน้ามองคนที่นั่งอยู่บนโซฟาตัวยาวเป็รอบที่เท่าไรแล้วก็ไม่อาจนับนับจาก่เวลาอาหารเช้า ดวงหน้าคมชะงักกึกก่อนรอยยิ้มจะปรากฎที่ริมฝีปากอิ่มยามเมื่อเห็นร่างบอบบางนอนขดอยู่บนโซฟากลางห้องหนังสือที่เ้าตัวเอามาอ่านวางทับอยู่ครึ่งหน้าของคนที่หลับอยู่เรียกรอยเอ็นดูได้จากดวงตาคู่คมเปลือกตาสีอ่อนปิดสนิทบ่งบอกว่าเ้าตัวกำลังเข้าสู้ห้วงนิทรา ดวงตายิ้มได้เหลือบมองนาฬิกาบนผนังห้องแล้วขยับตัว
ขายาวก้าวไปหยิบผ้าห่มผืนบางจากในตู้ก่อนจะเดินตรงไปหาคนที่หลับอยู่ปลายนิ้วเรียวคลี่ผ้าผืนบางคลุมร่างเล็กที่อยู่ในนิทราอย่างเบามือมือใหญ่หยิบหนังสือที่จะหล่นมิหล่นแหล่ออกจากดวงหน้าสวยจัดการคั่นหน้าก่อนจะวางไว้บนโต๊ะ ทรุดกายลงนั่งจนใบหน้าหวานอยู่ในระดับเดียวกับสายตา
มือใหญ่ใช้หลังมือแตะพวงแก้มนิ่มเบาๆอย่างทะนุถนอมรอยยิ้มแต่งแต้มบนริมฝีปากอิ่ม ก่อนจะโน้มตัวไปจูบเบาๆที่หน้าผาก“หวังว่าตื่นมาแล้วจะเลิกเมินพี่สักทีนะคะ”
เสียงทุ้มเอ่ยบอกกับคนที่หลับอย่างอ่อนหวานก่อนจะผละออกไปยังระเบียงกว้างมือใหญ่คว้าโทรศัพท์มากดโทรออกก่อนจะร่ายคำสั่งยาว
============ รักนี้ดีต่อใจ ============
เสียงคุยโทรศัพท์ไกลๆหูทำให้คนฟุบหลับขยับตัวดวงตากลมโตกระพริบปริบก่อนจะผุดลุกขึ้นนั่ง มือจับผ้าผืนบางที่คลุมอยู่บนตัวคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันก่อนจะคลายออกเมื่อรู้ว่าเป็ฝีมือใครดวงหน้าหวานกวาดมองหาผู้เป็เ้าของห้องก่อนจะชะงักกับภาพตรงหน้า
แสงอาทิตย์ยามเย็นที่ทอดลงบนร่างของคนตัวสูงใบหน้าคมเข้มสะท้อนแดดยิ่งทำให้ดูดีกว่าเดิมเรียกให้แก้มขาวๆของคนมองเริ่มแดงระเรื่อริมฝีปากอิ่มที่คอยแย้มยิ้มบัดนี้ขยับพูดไม่หยุดกับคนปลายดวงตายิ้มได้ที่มักจะมีประกายวาววับกลับนิ่งสนิทแฝงด้วยอันตรายล้ำลึกที่ยากจะหยั่งรู้ความรู้สึกของเ้าของแต่ก็ทำให้ภาพที่เห็นดึงดูดสายตาไม่ต่างจากยามแย้มยิ้ม
อ่อร่าความหล่อร้ายยามที่ชายหนุ่มนั่งพิงบนระเบียงสนทนาโทรศัพท์อยู่ก็ทำให้คนที่ยังไม่กลับสู่สภาพปกติรู้สึกเหมือนถูกกระชากใจให้ตกหลุมพลางคนตัวโตกว่าอีกครั้ง
พี่คีย์ทำอะไรกับใจพริ้งคะเนี่ย
พริ้งพราวค่อนขอดในใจแม้ยามนี้ความกระดากอายจะเบาบางลงบ้างจากเมื่อเช้าแล้วแต่ก็ยังไม่เข้าที่เข้าทางขนาดที่เธอจะเอาตัวเข้าไปใกล้กับชายหนุ่มได้แบบเดิม
เธอถอนหายใจหนักๆอย่างไม่ชอบใจตัวเองนักทั้งที่วันนี้ทั้งวันคีตาเพียงแค่นั่งมองเธออยู่ห่างๆ ไม่เข้าใกล้ ไม่แตะต้องไม่แม้แต่จะเอ่ยปากถึงเื่ที่เธอขอเลยสักนิด เธอก็ยังไม่ปกติอยู่ดี
แล้วคืนนี้จะทำใจกล้าไปนอนข้างๆเขาได้ไหมล่ะเนี่ย
อีกครั้งที่เธอได้แต่ทอดถอนใจร่างบอบบางพับผ้าห่มผืนบางก่อนจะวางไว้ข้างตัวแล้วลุกไปล้างหน้าล้างตาเงียบๆ
============ รักนี้ดีต่อใจ ============
ความเคลื่อนไหวที่เห็นผ่านหางตาทำให้คนที่สั่งงานลูกน้องอยู่ขยับตัวรอยยิ้มกระตุกขึ้นที่มุมปากเมื่อเห็นร่างบอบบางที่เดินเซน้อยๆเข้าไปในห้องน้ำ
“ฝากปิดร้านด้วยนะคิมวันนี้ไม่เข้า คิดว่าพรุ่งนี้ก็น่าจะไม่เข้าเหมือนกัน”
“[แล้วคุณมีนที่เ้านายนัดไว้ล่ะครับไหนจะคุณวีร่าอีก]”ปลายสายท้วงถึงสองสาวที่เ้านายหนุ่มไปโปรยเสน่ห์ไว้เมื่อคืน
คำถามที่ทำให้ดวงหน้าคมคายนิ่งไปนิดก่อนจะเอ่ยปัด“ยกให้เลย จัดการให้ด้วยละกัน”
“[ว่าแล้วเชียว]” ปลายสายว่าพลางกลั้วหัวเราะ “[ขอค่าแรงเพิ่มด้วยครับผมบอกเลยว่าสองสาวนี้จัดการไม่ง่ายนะเ้านาย]”
“เออน่า”ชายหนุ่มรับคำอย่างรำคาญใจ “จะเบิกเพิ่ม หรือจะขออะไรก็ว่ามา ปัดให้พ้นฉันก็พอ”
“[อ่ะแหนะ ปัดขนาดนี้คนข้างตัวตกลงปลงใจด้วยแล้วหรือครับ]” ปลายสายยังว่าอย่างยียวน
“ยุ่ง!” เสียงทุ้มดุเอ่ยตอบรุ่นน้องปลายสายอย่างงุ่นง่าน“ไปเปิดร้านได้แล้วไป พูดมากๆระวังจะอดหมดทั้งค่าแรงทั้งของ”
“[โอเคครับ ผมไม่แซวพี่แล้วก็ได้]”ปลายสายว่าด้วยน้ำเสียงรื่นเริงไม่ขาด “[เอาเป็ว่าไอ้คิมคนนี้รับบัญชาเดี๋ยวจัดการให้ครับ เ้านายไม่ต้องห่วง อยู่กับคุณพริ้งได้อย่างสบายใจเลยครับผม]”
“ไอ้คิม!”เสียงะโลั่นโทรศัพท์ที่ไปไม่ถึงปลายสายเมื่อลูกน้องตัวดีกดตัดสายทันทีที่แซวเขาจบคีตาพึมพำเบาขณะเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋าตัวเอง “ฝากไว้ก่อนเถอะ”
หมายหัวคนที่อยู่ปลายสายอีกครั้งก่อนจะเดินกลับเข้ามายังห้องที่มีใครบางคนนั่งขัดสมาธิอยู่บนโซฟาขายาวที่ก้าวเข้าไปใกล้ชะงักก่อนจะถอยตัวเองออกมานั่งหน้าโน๊ตบุ๊คดังเดิมเมื่อเห็นว่าร่างบางๆนั่นกำลังคุยโทรศัพท์
“เอาเถอะไว้คุยก่อนนอนทีเดียวก็ได้”
============ รักนี้ดีต่อใจ ============
“[นี่อยู่ห้องพี่คีย์เหรอ]” ปลายสายว่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
พริ้งพราวยู่หน้ากับน้ำเสียงเพื่อนก่อนจะเอ่ยตอบอย่างไม่เต็มเสียงนัก“อือ”
“[ฮั่นแน่ ชักยังไงๆแล้วน้ารินไปเที่ยวทีไร พริ้งก็ไปอยู่กับพี่คีย์ทุกทีเลยน้า]”
“ไม่ใช่อย่างที่หนูรินคิดหรอกนะก็แค่......” ร่างบอบบางลากเสียงก่อนจะเงียบลง
“[ก็แค่อะไร มาต่อให้จบเลยนะพริ้ง]”น้ำเสียงใคร่รู้แกมตื่นเต้นที่ลอดผ่านสายเข้ามาทำให้เธอส่ายหน้ากับอาการของเพื่อนรัก
“ไม่มีอะไรหรอก”เธอบอกปัดก่อนจะเรียกชื่อเพื่อนเบาๆ “หนูริน”
“[หือ?]” ปลายสายคส่งเสียงตอบกลับก่อนจะเอ่ยถามจริงจังความเป็ห่วงเริ่มเข้าครอบคลุมหัวใจเมื่อได้ยินเสียงอ่อนระโหยโรยแรงจากเพื่อน “[เป็อะไรไหมพริ้งให้รินกลับไปหาไหม]”
“ไม่ต้องเลยเดี๋ยวพี่ซีนก็งอนอีกหรอก”ประโยคกระตือรือล้นจากเพื่อนเรียกให้คนที่ยังวุ่นวายใจโวยออกมาเสียงดัง
“[พี่ซีนไว้ง้อทีหลังก็ได้รินเป็ห่วงพริ้งนี่ เสียงพริ้งไม่ค่อยดีเลยนะ]” ปลายสายว่าอย่างดื้อดึงประโยคที่ไม่กลัวเ้าของชื่อได้ยินทำให้เธอถอนหายใจ
ก็เป็ซะแบบนี้ไอ้พี่ซีนคนดีเลยมาส่งสายตาน้อยอกน้อยใจใส่เธออยู่บ่อยๆนี่ไง
“ไม่เป็ไรจริงๆไม่ต้องกลับมานะ ไปเที่ยวให้สนุกเถอะ”พริ้งพราวยืนยันกับเพื่อนขันแข็งก่อนจะเอ่ยต่อ “แค่พริ้งไม่รู้จะทำยังไงเฉยๆ”
ประโยคต่อมาทำให้รินลดานิ่งแล้วรอฟังเพื่อนสนิทตัวเองอย่างใจเย็น
“รินรู้สึกยังไงตอนถูกพี่ซีนจูบ”
“[หา...........]”คำถามที่เรียกเสียงใจากปลายสายได้เป็อย่างดี ก่อนที่สมองจะประมวลผลอย่างรวดเร็วแล้วเอ่ยกลับไป“[พี่คีย์จูบพริ้งเหรอ]”
“..........”คำถามที่ถูกถามกลับมาทำให้พริ้งพราวกัดริมฝีปากฉับ ไม่เอ่ยตอบใดๆกลับไป
“[พริ้งอย่ามาเงียบใส่เราตอนนี้นะไม่งั้นเรากลับไปหาตอนนี้แน่ๆ เล่ามาเลย]” รินลดาว่าพลางขู่
“ก็......”คำขู่ดูเหมือนจะได้ผลเมื่อคนหน้าสวยเริ่มลากเสียงอีกครั้ง “ก็ไม่เชิงอ่ะคือพริ้งไม่รู้จะบอกยังไง เริ่มไม่ถูก”
“[อ่ะๆ ไม่ต้องเล่าตอนนี้ก็ได้เดี๋ยวรินกลับไปค่อยไปซักฟอกพริ้งอีกที]” เสียงใสปลายสายว่า “[คำถามที่พริ้งถามรินน่ะพริ้งตอบมาก่อนสิ ว่าตอนนี้พริ้งรู้สึกยังไงล่ะ ถึงเสียงเป็แบบนี้]”
“คือ.....”พริ้งพราวอ้ำอึ้ง ริมฝีปากบางเม้มสลับคลายอย่างไม่รู้จะว่ายังไงร่างบอบสูดหายใจลึกก่อนจะเอ่ยตอบรวดเดียว “มันแปลกๆอ่ะตอนนี้พริ้งมองหน้าพี่คีย์ไม่ได้เลย หน้าจะร้อนๆเหมือนจะสุก ใจก็เต้นกระหน่ำไม่หยุดเลยนี่พริ้งนั่งสงบสติมาทั้งวันแล้วนะไม่ดีขึ้นเลยพริ้งไม่ชอบที่ตัวเองเป็แบบนี้เลยนะ”
ท้ายประโยคสั่นเครืออย่างไม่มั่นใจขั้นหนักจนเื่ที่ไม่เคยถึงหูเพื่อนซี้ก็หลุดออกไปอย่างที่ปลายสายถึงกับอึ้งหนัก
“พริ้งควรทำยังไงดีอ่ะหนูรินปกติแล้วพริ้งก็จูบก็กอดกับพี่คีย์บ่อย แต่ก็แค่ใจเต้นเบาๆ หน้าร้อนแปปๆก็หายแล้วอ่ะแต่เมื่อคืน มันไม่เหมือนกันน่ะหนูริน ใจพริ้งสั่นจะตายอยู่แล้วทั้งหน้าทั้งตัวก็ร้อนวูบๆอยู่นั่นล่ะ พริ้งจะทำไงดี”
============ รักนี้ดีต่อใจ ============
“พริ้งควรทำยังไงดีอ่ะหนูรินปกติแล้วพริ้งก็จูบก็กอดกับพี่คีย์บ่อย แต่ก็แค่ใจเต้นเบาๆหน้าร้อนแปปๆก็หายแล้วอ่ะ แต่เมื่อคืน มันไม่เหมือนกันน่ะหนูรินใจพริ้งสั่นจะตายอยู่แล้ว ทั้งหน้าทั้งตัวก็ร้อนวูบๆอยู่นั่นล่ะ พริ้งจะทำไงดี”
ประโยคสุดท้ายจากเพื่อนทำให้รินลดาอ้าปากค้างก่อนภาพความสนิทสนมของเพื่อนตัวเองและเพื่อนแฟนที่เธอเคยเห็นผ่านตาจะไหลเข้าสมองราวกับก็อกแตก
มิน่าล่ะถึงได้สนิทกันได้ขนาดนั้น
ไปไกลถึงขั้นจูบแล้วหรือนี่
คนที่รับรู้เพียงว่าเพื่อนไปค้างกับชายหนุ่มบ่อยๆยามที่เธอไม่อยู่ห้องถึงกับชะงักก่อนใบหน้าน่ารักจะหลุดยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงคำเพื่อน
พี่คีย์ทำอะไรเพื่อนเธอเนี่ยถึงได้เป็ขนาดนี้
ความคิดพิเรนทร์ที่ดูจะติดเรทเกิดขึ้นในหัวของหญิงสาวทำให้รินลดาส่ายหัวแล้วบอกปัดความคิดตัวเอง
คิดอะไรบ้าๆ
“นี่แอบคบกันแล้วปิดรินหรือ”รินลดาไม่ตอบคำถามเพื่อน หากเอ่ยถามออกไปอีกเพื่อทดสอบอะไรเพิ่มเติม
“[เปล่านะ ไม่ได้คบกัน คือพริ้งกะ...ก็ไม่รู้อ่ะ]” ท้ายเสียงตะกุกตะกักอย่างไม่มั่นใจอยู่แบบเดิม
“งั้นรินถามใหม่พี่คีย์เป็อะไรสำหรับพริ้ง” รินลดาเอ่ยถามเพิ่มหากแต่เพื่อนสาวยังงอแงไม่ยอมตอบให้ผิดมาดของพริ้งพราวหญิงสาวผู้มาดมั่นในตนเองเสมอมา
“[มะ...ไม่รู้]”
“ไม่รู้กับไม่ยอมรับต่างกันนะพริ้งคิดดีๆ” รินลดาว่าเสียงนิ่งก่อนจะถามซ้ำอย่างจริงจัง “พี่คีย์เป็อะไรสำหรับพริ้ง”
ความเงียบจากปลายสายไม่ทำให้รินลดาย่อท้อเธอถือสายรอเพื่อนเงียบๆสักพักก่อนที่เสียงหวานใสของเพื่อนจะเอ่ยตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสั่นๆและแ่เบา
“[พะ...พี่คีย์เป็.....เป็.....]”เสียงหวานใสเอ่ยอย่างตะกุกตะกักก่อนจะเอ่ยออกมารวดเดียวราวกับกลั้นใจ “[คนสำคัญสำหรับพริ้ง]”
คำตอบที่เรียกให้ดวงตาคู่สวยของคนฟังเบิกขึ้นน้อยๆก่อนรอยยิ้มหวานจะปรากฎบนริมฝีปากบาง
เธอดีใจที่เพื่อนเธอเห็นคนอื่นมีความสำคัญนอกเหนือจากเธอ
ความสำคัญที่พริ้งพราวอาจจะไม่ทันสังเกตุตัวเองถึงได้ทำให้ตอนนี้คนมาดมั่นกลายเป็คนตะกุกตะกักอยู่แบบนี้
เธอโตมาด้วยกันสองคน เป็ที่พึ่งพากันและกันเพียงสองคนการที่จะมีใครที่มีความสำคัญเพิ่มเข้ามาในชีวิตเป็เื่ยากสำหรับเธอทั้งคู่
เธอจึงเข้าใจสิ่งที่เพื่อนกำลังรู้สึกเพราะเธอก็เคยเผชิญกับมันมาก่อนตอนที่พี่ซีนก้าวเข้ามาในชีวิตเธอใหม่ๆ
หากแต่.......
พี่ซีนค่อยๆขยับเข้ามาในชีวิตเธอทีละเล็กละน้อยดังนั้นความรู้เธอจึงค่อยๆปรับเปลี่ยนตามความเปลี่ยนแปลง
แต่กับเพื่อนเธอนั้นไม่ใช่
พี่คีย์กระโจนเข้ามาในชีวิตของเพื่อนเธอในตอนที่พริ้งพราวเหงาคนเหงาที่ไร้ที่พึ่งเมื่อพบกับความอบอุ่นสาดซัดเข้ามาในจิตใจก็เหมือนกับคนจมน้ำที่เจอขอนไม้ลอยน้ำมาก็พุ่งเข้าไปเกาะไว้โดยที่ไม่ได้เอะใจถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิต
จริงๆแล้วพี่คีย์ก็คงค่อยเป็ค่อยไปอย่างที่พี่ซีนทำกับเธอนั่นแหละหากแต่ความสัมพันธ์ที่ก้าวเร็วของคนทั้งคู่ทำให้การค่อยเป็ค่อยไปใช้เวลาน้อยกว่าที่ควรพอพี่คีย์แสดงออกมาตรงๆ เพื่อนเธอก็มืดสนิทไร้ทางไป
ความคิดที่ทำให้เธอถอนใจออกมาเบาๆ แล้วเอ่ยปลอบเพื่อน “รินดีใจนะที่ได้ยินแบบนี้”
“[ดีใจอะไรเล่า]”ปลายสายว่าเสียงขุ่นเมื่อการสนทนาของเพื่อนไม่วกกลับมาเื่ที่เธอกลัดกลุ้มอยู่เสียที
“ดีใจที่พริ้งยอมรับใจตัวเองบ้างแล้วน่ะสิ”รินลดาย้อนเพื่อนก่อนจะเอ่ยต่อแบบที่ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้เถียง“เมื่อพริ้งยอมรับใจตัวเองแล้ว พริ้งก็รู้ไว้นะว่าที่เป็อยู่น่ะ เขาเรียกว่าเขินส่วนวิธีที่จะทำให้หายเขินอ่ะเหรอ ไปจัดการกับใจตัวเองซะ”
รินลดาว่าก่อนวางสายขณะเพื่อนที่อึ้งสนิทไปแล้ว
เธอมีอีกคนที่ต้องสะกิดให้รู้เหมือนกัน
ร่างบอบบางของรินลดาก้าวออกไปยังริมสระน้ำทีมีใครอีกคนนั่งทำงานอยู่ก่อนจะทรุดกายลงข้างๆแล้วเอ่ยปากบอกสิ่งที่เกิดขึ้นกับแฟนตัวเอง
============ รักนี้ดีต่อใจ ============
หลังจากมื้อเย็นที่ดูเหมือนคนหน้าหวานจะหลบตาหนักกว่าเก่าทำให้คีตาถอนใจมือใหญ่เก็บจานใบสุดท้ายแล้วเช็ดมืออีกครั้ง ขายาวสาวไปยังโน๊ตบุ๊คคู่ใจเตรียมจะทรุดกายลงทำงานต่อ
กะเอาว่าเข้าไปดึกๆให้คนที่หลบหน้าเขาหลับเสียก่อนจะได้ไม่ต้องทำหน้าลำบากใจหากต้องนอนด้วยกัน
มึงทำตัวเองนะคีตา เพราะฉะนั้นต้องให้เวลาน้องเขา
เสียงที่ดังขึ้นในหัวทำให้ชายหนุ่มส่ายหน้าเบาอย่างขับไล่ความคิดที่วุ่นวายอยู่ในหัวแล้วลงมือทำงานต่อ
RRRRRRR~~~~~
ชายหนุ่มเหลือบตามมองเครื่องมือสื่อสารข้างตัวก่อนจะเลิกคิ้วเมื่อเห็นชื่อที่ปรากฎอยู่หน้าจอ
ปลายนิ้วเรียวยกโทรศัพท์แนบหูก่อนจะเอ่ยทักทายปลายสาย“โทรหากูเนี่ยมีอะไรให้กูรับใช้อีก”
"[โอ้โหเพื่อนคำทักทายมึงน่าวางสายใส่มาก กูอุตส่าห์จะมาช่วยแท้ๆ]" ปลายสายว่าพลางหัวเราะเบา
คำพูดที่ทำให้คนฟังขมวดคิ้วมุ่นแม้ว่าปลายนิ้วเรียวจะยังพิมพ์โต้ตอบอีเมลหลายฉบับอยู่ก็ตาม “กูทำงานอยู่ถ้าจะกวนตีนเอาไว้ทีหลัง”
"[ทำงานดับทุกข์ในใจหรือวะ]"อีกฝ่ายยังเอ่ยด้วยประโยคกลั้วหัวเราะ
“”ไอ้x#%#%&” ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งสบถใส่เพื่อนทันที
"[สงสัยจะทุกข์จริง ด่ากูเต็มยศเชียว]" ศิรวัฒน์ยังคงยียวนไม่เลิกร่ำๆให้คีตาขยับจะตัดสายทิ้งแต่เหมือนกับปลายสายจะรู้ทันเสียงทุ้มกลั้วหัวเราะจึงเอ่ยแทรกขึ้นมาออย่างจริงจัง “[มึงไปทำอะไรน้องพริ้ง เขาถึงได้โทรมางองแงกับแฟนกูเนี่ย]”
“กูปละ....”
"[ไม่ต้องมาเปล่า ตอบมาไม่งั้นกูไม่ช่วยนะ ปล่อยให้น้องมันหลบหน้ามึงต่อไปนั่นแหละ]"
“Fuxk!” คนถูกดักคอสบถอีกรอบแล้วถอนใจเบา “โทษที กูไม่ได้ด่ามึง”
"[ด่าตัวเองสิท่า ว่ามาว่าไปทำไรน้องเขา]"ศิรวัฒน์เอ่ยอย่างเข้าใจ คีตาไม่เคยด่าเพื่อนด้วยคำหยาบถ้ามันหยาบคายหมายถึงว่ามันหงุดหงิดตัวเอง
“เมื่อวานพริ้งไปที่ร้าน มีคนมองน้องเยอะ กุเลยหงุดหงิดนิดหน่อย” คีตาพึมพำเล่าอย่างไม่เต็มเสียงนั่น
“[แล้ว?]”
“เกือบปล้ำน่ะสิ”ชายหนุ่มรวบคำสั้น
"[ชิบหายแล้ว!]" คราวนี้ปลายสายสบถกลับมาบ้าง
“กูหยุดทัน แต่ก็นั่นแหละ รอยเต็มคอเลย”คีตาว่าเสียงขุ่นอย่างหงุดหงิดตัวเองยังไม่หาย “เมื่อเช้านึกว่าจะหนีกลับห้องแล้วแต่ก็ยังอยู่ กูก็ว่าจะเคลียร์ แต่พริ้งก็ขอว่ายังไม่อยากคุยแล้วก็หลบหน้าหลบตากูมาจนถึงตอนนี้เนี่ย”
"[ห่าเอ้ย]" ปลายสายเพื่อนยังด่าซ้ำ "[กูบอกแล้วไงว่าให้มึงใจเย็นๆไงน้องสองคนนี้ไม่เหมือนคนอื่นนะเว้ย]"
“อารมณ์มันพาไปนี่หว่า กูกะว่าแค่จูบเฉยๆเหมือนทุกทีรู้ตัวอีกทีอยู่บนเตียงแล้วเนี่ย” คีตาว่าพลางยีหัวตัวเองอย่างเจ็บใจ
เสียงทอดถอนใจจากปลายสายทำให้ศิรวัฒน์นึกรู้ว่าเพื่อจะต้องโมโหตัวเองมากกว่าที่แสดงออกใส่เขาอีกร้อยเท่า
"[เออๆ ช่างแม่ง มันเกิดไปแล้ว มึงถือสายรอแปปกูคุยกับน้องรินก่อน]"
ปลายสายที่เงียบไปของเพื่อนทำให้ชายหนุ่มปิดงานตรงหน้าลงถอนหายใจฟึดฟัดอย่างหงุดหงิด
ซีนมันรู้เหมือนที่เขารู้นั่นแหละ
เขาไม่ได้โทษอะไรหรือใคร แต่โกรธตัวเองมากกว่าที่ไม่ยั้งตัวเอง
หยุดแค่นี้ยังหนีหน้าเป็วันถ้าทำลงไปจริงๆ หนีหายเข้ากลีบเมฆชนิดตามไม่เจอแน่ๆไอ้คีตาเอ้ย
ชายหนุ่มสบถกับตัวเองในใจ
"[เฮ้ยคีย์ มึงเลิกหงุดหงิดงุ่นง่านแล้วไปคุยกับน้องเดี๋ยวนี้เลย]"เสียงปลายสายที่ส่งกลับมาเรียกให้คนที่อยู่ในห้วงความคิดของตัวเองกลับมาสนใจคนที่อยู่ปลายสาย
“กูว่ากูบอกชัดอยู่นะว่าน้องเขาไม่อยากคุย” คีตายังทวนประโยคเดิมเมื่อเพื่อนทำเหมือนไม่ได้ยินที่เขาพูด
"[เออกูรู้แต่กูจะบอกให้ว่าที่น้องมันไม่คุยกับมึงไม่ใช่เพราะโกรธมึงหรอก]"
“อะไรนะ!”
"[พริ้งไม่ได้โกรธพี่คีย์จริงๆนะคะ]"เสียงปลายสายเปลี่ยนไปเมื่อดูเหมือนใครอีกคนจะพูดไม่ทันใจ
“ไม่โกรธแต่ไม่มองหน้าพี่เลยเนี่ยนะครับ”คีตาลดความรุนแรงของเสียงลงเมื่อปลายสายกลายเป็สาวร่างเล็กอีกคน
"[พริ้งบอกรินว่าที่ไม่มองหน้าพี่คีย์เพราะมองแล้วมันร้อนไปทั้งหน้าแถมใจจะทะลุออกมาข้างนอกนะคะแบบนี้พี่คีย์จะยืนยันว่าเพื่อนรินโกรธพี่อีกหรือเปล่าคะ]"ประโยคยาวๆจากรินลดาเรียกให้ชายหนุ่มขมวดคิ้วเข้าหากันก่อนที่ดวงหน้าหวานที่หลบสายตาเขาทั้งวันจะลอยเข้าสมองใบหน้าแดงๆของคนที่หลบตบยังติดอยู่ในหัวชัดเจน
ไม่ได้โกรธแต่........
“น้องรินกำลังจะบอกพี่ว่าพริ้งกำลังเขินอยู่หรือครับ”ชายหนุ่มสรุปเสียงเบา รอยยิ้มค่อยๆประดับบนใบหน้าคมยามเมื่ออีกฝ่ายยืนยันหนักแน่น
“พี่เข้าใจแล้ว ขอบคุณนะครับ”คีตาว่าด้วยน้ำเสียงที่ดีขึ้นกว่าตอนต้นเป็กอง “พี่วางก่อนนะครับ”
ชายหนุ่มตัดสายสิ้นอย่างไม่รอคำตอบกลับร่างสูงก้าวพรวดๆตรงไปยังนอนก่อนจะเปิดเข้าไปทันที
============ รักนี้ดีต่อใจ ============
เฮือก!
เสียงเปิดประตูทำให้คนที่นอนคุดคู้อยู่บนเตียงสะดุ้งดวงหน้าหวานหลับตาปี๋พร้อมกับขดตัวเข้าหากัน
ท่าทางที่ทำให้คนเปิดเข้ามายิ้มในหน้าร่างสูงสาวเท้ามาชิดเตียงแล้วจ้องคนที่นอนหันหลังให้เงียบๆ
ยวบ
เตียงนุ่มที่ยวบลงตามน้ำหนักของคนที่ทรุดกายลงทำให้คนที่แกล้งหลับถึงกับเกร็งตัวแล้วยิ่งเกร็งหนักขึ้นยามมือรู้สึกถึงไอร้อนของใครอีกคนอยู่ด้านหลัง
คีตากระตุกยิ้มมุมปากเมื่อเห็นคนที่พยายามแกล้งหลับวงแขนแข็งแรงจัดการช้อนตัวคนที่นอดคุดคู้อยู่ขึ้นแนบอกเสียงทุ้มกระซิบพร่าริมหูของคนที่หลับตาแน่นอย่างชอบใจ “หมดเวลาหนีแล้วค่ะลุกมาคุยกับพี่ได้แล้ว”
หากแต่คนที่เกร็งตัวอยู่ก็ยังพยายามนิ่งต่อไปแบบที่คีตาก็ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจกับท่าทางดังกล่าวร่างสูงยังคงประคองคนตัวเล็กไว้แนบอก ปลายนิ้วเรียวจับแก้มคนที่หลับตาอยู่เบาๆ
“ถ้าไม่ยอมลุกดีๆพี่จูบนะคะ” เสียงทุ้มหากแต่อ่อนหวานยังคงว่าเรียบเรื่อย
ความเงียบยังคงเป็คำตอบเรียกร้อยยิ้มกว้างให้ฉายชัดบนใบหน้าของชายหนุ่มในขณะที่โน้มหน้าลงไปใกล้จนลมหายใจอุ่นปะทะเข้ากับแก้มขาวๆ
“พริ้งขา......” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกชื่อเธออย่างอ่อนหวาน
คนถูกเรียกค่อยๆเปิดตาขึ้นทีละข้างก่อนที่จะ
ฉ่า...
แก้มใสร้อนจัดทันทีที่ประสานสายตาเข้ากับดวงตาคู่คมที่อยู่ในระยะประชิดดวงหน้าหวานหลบตาลงก่อนจะซุกหน้าลงอกกว้างของคนที่กอดเธอไว้
ท่าทางที่ชายหนุ่มได้แต่กอดรัดร่างในอ้อมแขนแน่นขึ้นก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยประโยคที่ทำให้คนฟังอยากะเิตัวเองตายด้วยความเขิน
“เลิกเขินพี่ได้แล้วค่ะ ถ้าไม่เลิกพี่จะทำบ่อยๆจนหายเขินเลยนะ”
คนฟังสั่นหน้าเบาทั้งยังซุกหน้าอยู่แบบเดิม คีตาขยับยิ้มแล้วเอ่ยต่อ“พริ้งได้ยินเสียงหัวใจพี่หรือเปล่าคะ”
คำถามที่มีเพียงความเงียบเป็คำตอบทำให้ชายหนุ่มเอ่ยต่อ“ดังพอจะสู้ของพริ้งได้ไหมคะ”
คำถามที่ทำเอาคนซุกหน้าอยู่ชะงักก่อนจะค่อยๆเงยหน้าที่แดงก่ำขึ้นมาสบตาคนพูดท่าทางที่คีตายิ้มใส่ตาคนตรงหน้า “พริ้งไม่ได้เป็อยู่คนเดียวหรอกนะคะเวลาอยู่ใกล้พริ้ง ใจพี่ก็เต้นแรงไม่แพ้พริ้งหรอก”
ชายหนุ่มไม่ว่าเปล่าจับมือเล็กมาแนบที่อกตัวเองแล้วถามซ้ำ“พริ้งรู้สึกได้ใช่ไหมคะ”
เธอพยักหน้าเบาๆเมื่อััได้ถึงหัวใจที่เต้นรัวของอีกฝ่าย จังหวะการเต้นของหัวใจที่อาจจะสัมพันธ์กับจังหวะหัวใจของเธอ
คีตาจับมือที่วางทาบอยู่บนอกตัวเองแน่นก่อนจะยกขึ้นมาจรดที่ริมฝีปากดวงตายิ้มได้หวานหยาดเยิ้มยามที่เอ่ยบอกคนตรงหน้า “ความรู้กสึกพี่เมื่อคืนคือเื่จริงนะคะพี่ได้ไม่พูดตามแรงอารมณ์เลย มันคือความจริงจากหัวใจพี่”
“แต่พี่ก็รู้ว่าพริ้งยังไม่พร้อมที่จะรับมัน”ชายหนุ่มเอ่ยต่อเมื่อดวงหน้าสวยหวานหันมาสบตาเต็มที่“พริ้งยังไม่ต้องตอบพี่ก็ได้ค่ะ ปล่อยให้มันเป็เื่ของเวลาเมื่อไรที่พริ้งแน่ใจและมั่นใจ วันนั้นพี่จะบอกความรู้สึกพี่อีกครั้งและจะขอคำตอบจากพริ้งตอนนั้นแทน”
“พี่คีย์จะรู้ได้ยังไงคะว่าพริ้งจะพร้อมให้คำตอบ”เสียงหวานใสเอ่ยถามเบาๆ
“เชื่อเถอะค่ะว่าพี่จะรู้” คีตาว่าพลางยกมือเล็กขึ้นมาจูบอีกครั้ง“แต่ตอนนี้ ปล่อยให้มันเป็แบบที่เคยเป็ พริ้งอยากทำอะไรก็ทำ พี่อยากทำอะไรก็ทำทำแค่สิ่งที่เราพอใจกันทั้งคู่ เราจะเดินไปด้วยกันแบบนี้เรื่อยๆพริ้งจะมีพี่อยู่ข้างๆแบบนี้เสมอ พี่ขอแค่นี้ได้หรือเปล่าคะ”
ชายหนุ่มทอดเสียงหวาน ดวงตาคู่คมจ้องมองคนตรงหน้าอย่างสื่อความหมาย
พริ้งพราวพยักหน้ารับช้าๆแล้วเอ่ยเบา “ตกลงค่ะ”
คีตายิ้มรับคำตอบตกลง ดวงตาคู่มพราวระริกอย่างดีใจก่อนจะเอ่ยเื่ต่อไป
“ส่วนเื่นี้”ปลายนิ้วเรียวปล่อยมือเล็กออกแล้วชี้ไปยังรอยแดงรอบๆคอทำให้คนฟังหน้าแดงเห่อขึ้นมาอีกรอบ ดวงตาคู่สวยเตรียมเสหลบหากแต่คีตาก็ขัดขึ้นอย่างรู้ทันปลายนิ้วเรียวคลึงเบาๆตามรอยช้ำ “พี่ไม่รับปากว่าพี่จะไม่ทำมันอีกแต่พี่จะพยายามหยุดแค่จูบ ตกลงไหมคะ”
คำรับปากที่ทำให้คนฟังพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะเอ่ยปากบ้าง“วันหลังพริ้งจะข่วนหน้าพี่คีย์ถ้าพี่คีย์ทำอีก”
“ก็ถ้าทำพี่ลงก็แล้วแต่พริ้งเลยค่ะ” ริมฝีปากอิ่มว่าพร้อมยิ้มใส่ตาคนพูดคำพูดที่เรียกค้อนวงโตได้จากดวงหน้าสวย “เื่สุดท้าย......”
“คะ?” ร่างบอบบางรับคำอย่างงุนงงว่ายังเหลือเื่อะไรอีก
“ถ้าพริ้งเขิน พริ้งก็บอกพี่ตรงๆนะคะ อย่าเมินหน้าพี่แบบวันนี้อีกพี่จิตตก”
“ง่ะ” คำพูดที่หญิงสาวร้องประท้วงเบา ดวงตาคู่สวยฉายแววละอายใจเมื่อเห็นแววตากังวลจากคนตรงหน้ารอยยิ้มจางหายจากดวงหน้าคม
“นะคะ ใจพี่จะขาดเวลาที่พริ้งเมินแบบนี้ อย่าทำอีกเลยนะ”
“ขอโทษค่ะ”เสียงหวานเอ่ยบอกเบาก่อนจะขยับตัวขึ้นไปจูบปลายคางของคนตัวโตเบาๆ“แทนคำขอโทษจากพริ้งนะคะ”
“ขอโทษแบบนี้ไม่ผ่านนะคะเนี่ย” ััแ่เบาทำให้คีตาขยับยิ้มได้อีกครั้งก่อนจะเอ่ยเย้าคนตรงหน้า“คราวหลังเอาที่ปากนะคะ แต่วันนี้ยกประโยชน์ให้จำเลยก็ได้ค่ะ”
“พี่คีย์บ้า”หญิงสาวพึมพำแ่เบาก่อนจะซุกตัวลงหาอ้อมกอดอุ่นอย่างที่ทำประจำหัวใจดวงน้อยที่เต้นรัวแรงมาั้แ่เช้ายังคงเต้นอยู่หากแต่เบาลงจนหญิงสาววางใจดวงหน้าสวยหวานยังขึ้นสีจัดหากแต่ไม่ขยับออกจากร่างสูงตรงหน้า
ความเหงา ความกังวลต่างๆที่เคยมีจางหายไปยามเมื่อมีอ้อมอกอุ่นของชายหนุ่มผู้นี้อยู่ข้างกาย
============ รักนี้ดีต่อใจ ============