สารพันเมนูเด็ด กลเม็ดสาวทะลุมิติ [นิยายแปล]

    บทที่ 41 ปล่อยนางไป (เปิดฟรี 31/08/2568)

    บทที่ 41 ปล่อยนางไป (เปิดฟรี 31/08/2568)

     

    ขณะที่หลิ่วชิงเฟิงกล่าว ดวงตากวาดมองหาเงาของหนิงเสี่ยงเสี่ยงไปด้วย หนิงเสี่ยงเสี่ยงที่ถูกพี่สาวเตือนเอาไว้ก่อนหน้านี้กลัวว่าหากหลิ่วชิงเฟิงถามเขาอีก แล้วเขาอาจเผลอหลุดปากบอกความจริง จึงรีบโบกมือห้ามทันที ก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดอะไรออกมา “อย่าถามข้าเลย ข้าไม่รู้จริงๆ” พูดจบก็รีบวิ่งออกไปดูอาการของต้าฮุยทันที

            โชคดีที่ต้าฮุยได้ดื่มน้ำพลังชีวิตเข้าไป ตอนนี้พลังชีวิตของมันกำลังฟื้นฟูอย่างช้าๆ อีกทั้งหลิ่วชิงเฟิงยังช่วยทายาให้ ทำให้ตอนนี้สภาพของต้าฮุยดีขึ้นกว่าตอนที่เพิ่งกลับมามาก

            เมื่อเห็นหนิงเสี่ยงเสี่ยงพยายามเลี่ยงการตอบคำถาม หนิงเวยก็ยิ้มพลางกล่าวกับหลิ่วชิงเฟิง “ข้าบอกแล้วว่านี่เป็นสูตรลับของบ้านพวกข้า ต่อให้ให้เจ้าคิดทั้งวัน ก็ไม่มีทางเดาถูกหรอก”

            “ข้าไม่เชื่อ! ให้เวลาข้าอีกหน่อย ข้าต้องเดาออกแน่” หลิ่วชิงเฟิงกล่าวอย่างมั่นใจ

            หนิงเวยไม่ได้กังวลว่าเขาจะเดาออก จึงยื่นนิ้วชี้ไปยังอาหารที่ทำให้เขาถึงกับน้ำตาไหลเพราะความเผ็ด ถามว่า “แล้วเนื้อชิ้นนี้ล่ะ เจ้ากินไปไม่น้อย พอจะรู้หรือไม่ว่ามันคือเนื้ออะไร”

            โชคดีที่หนิงลั่วเคยบอกไว้ว่าเนื้อนี้มีราคาถูกมาก หนิงเวยจึงกล้าให้หลิ่วชิงเฟิงกินได้อย่างใจกว้าง ไม่เช่นนั้นนางคงไม่มีวันยอมแบ่งให้เขาแน่

            “นี่เป็นเนื้ออะไรหรือ รสสัมผัสประหลาดดี นุ่มนวลแต่กลับให้รสชาติแบบเนื้อสัตว์” หลิ่วชิงเฟิงถาม

            “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเป็นเนื้ออะไร” หลิ่วชิงเฟิงหันไปถามเว่ยเหมิง แต่กลับเห็นอีกฝ่ายกำลังคีบหมูเกาลัดเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย เต็มไปด้วยความพึงพอใจในอาหารมื้อนี้จนแทบอยากกระโดดโลดเต้น

            “รสชาตินี้ช่างวิเศษนัก ข้าไม่เคยกินหมูเกาลัดที่อร่อยเช่นนี้มาก่อนเลย!” เว่ยเหมิงกล่าว

            เนื้อนุ่มจนแทบติดฟัน กัดเข้าไปแล้วให้ความรู้สึกหนึบหนับ แถมยังชวนให้ลิ้มรสไม่รู้ลืม

            ไม่รู้ว่าเป็นเพราะปากของเขาถูกความอร่อยของเนื้อมัดไว้ หรือเพราะมันอร่อยจนเขาไม่อยากอ้าปาก เว่ยเหมิงทำได้เพียงส่ายหน้าไปมา ปากอ้าเพียงเล็กน้อย

            “อืม ข้าไม่รู้จริงๆ” ความจริงแล้ว เว่ยเหมิงเคยรู้สึกแปลกใจกับอาหารที่นี่อยู่บ้าง เพราะเป็นอาหารที่พวกเขาไม่ได้เตรียมมาเอง แต่เมื่อได้ลิ้มลองไปแล้ว เขากลับมีเพียงความคิดเดียวในใจ โชคดีที่พวกเขาช่วยหนิงเสี่ยงเสี่ยงไว้ และยิ่งโชคดีที่หนิงเสี่ยงเสี่ยงชวนพวกเขามากินมื้ออาหารนี้ มิฉะนั้นพวกเขาคงไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสอาหารอันโอชะเช่นนี้แน่

            ตอนนี้เขาเริ่มเชื่อแล้วว่า นายน้อยของเขาคงไม่ได้เข้าใจผิด วันนั้นเด็กสาวที่พวกเขาพบบนภูเขาอาจเป็นยอดฝีมือด้านการทำอาหารโดยแท้ เว่ยเหมิงอดรอให้เด็กสาวผู้นั้นกลับมาไม่ไหวแล้ว เขาอยากเห็นฝีมือของนางกับตาตัวเองจริงๆ

            ทว่าจนกระทั่งพวกเขาทานอาหารเสร็จ และออกจากลานบ้านของตระกูลหนิง หนิงลั่วก็ยังไม่กลับมา

            หลิ่วชิงเฟิงกับเว่ยเหมิงกินไปพลาง คุยกับหนิงเวยไปพลาง แม้ว่านางจะยังพูดจาแข็งกระด้างอยู่บ้าง แต่ท่าทีของนางก็ดีขึ้นกว่าเมื่อแรกพบ พวกเขาหวังว่าหนิงลั่วจะกลับมาเร็วๆ เพื่อจะได้พูดคุยถึงเรื่องที่ค้างคาใจ แต่รอแล้วรอเล่า หนิงลั่วก็ยังไม่กลับมา

            สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ การเดินทางขึ้นภูเขาของหนิงลั่วในวันนี้กลับไม่ราบรื่นเลย นางรู้สึกได้ทันทีที่มาถึงว่าบรรยากาศของภูเขาในวันนี้ดูแปลกไป ราวกับมีไอสังหารแผ่ออกมา

            ขณะที่กำลังเก็บผลชาน้ำมันอยู่เพลินๆ เมื่อเก็บได้ครึ่งหนึ่ง จู่ๆ ก็มีกลุ่มคนโผล่ออกมาล้อมรอบหนิงลั่ว จากนั้นพวกเขาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบกระชากย่ามใส่ผลชาน้ำมันจากมือของนางทันที

            “ของอยู่ไหน เอาออกมาเดี๋ยวนี้!” ชายคนหนึ่งชักดาบคมกริบขึ้นมาจ่อที่ลำคอของหนิงลั่ว

            นี่เป็นครั้งแรกที่หนิงลั่วรู้สึกว่าความตายอยู่ใกล้นางแค่เอื้อม

            “ค้นตัวนางให้หมด!” ชายที่เป็นหัวหน้าสั่ง

            เมื่อเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ดูดุดันกำลังจะลงมือค้นตัว ความกลัวแล่นขึ้นมาจับขั้วหัวใจของหนิงลั่ว แม้นางจะเคยใจเย็นมาตลอด แต่ครั้งนี้หัวใจกลับเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ นางไม่มีทางยอมให้พวกหยาบช้าเหล่านี้แตะต้องตัวเองเป็นอันขาด สัญชาตญาณแรกคือยกแขนขึ้นปกป้องอกของตนเอง ความคิดถัดไปคือหาทางหนี และเตรียมเรียกเสี่ยวอู่มาช่วย

            แต่ยังไม่ทันที่แผนการหนีของนางจะเริ่มต้นได้ จู่ๆ ก็มีร่างสูงใหญ่พุ่งลงมาจากฟากฟ้า

            ชายหนุ่มผู้นี้งามสง่าอย่างยากหาใครเปรียบ เพียงแค่เห็นแวบแรกก็รู้ว่าความงามของเขานั้นเป็นสิ่งที่ยากจะลืมเลือนไปชั่วชีวิต ใบหน้าคมคายเต็มไปด้วยความองอาจ โดยเฉพาะหว่างคิ้วที่เปี่ยมไปด้วยราศีของชนชั้นสูง

            ชายหนุ่มสวมอาภรณ์แพรไหมสีดำ คาดเข็มขัดหยก รองเท้าหนังสัตว์แสดงถึงวิถีของนักรบ ก้าวเดินอย่างองอาจ ดุดัน และเปี่ยมไปด้วยอำนาจ จนไม่มีใครกล้าประมาท

            “ปล่อยนางไป นางไม่ใช่คนที่พวกเจ้าต้องการ” เสียงของเขาทุ้มลึก แต่สำหรับหนิงลั่วในยามนี้ ช่างเป็นเสียงที่ราวกับมาจากสวรรค์

            ทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น หนิงลั่วก็รู้สึกเหมือนพบทางรอด จึงไม่รอช้า รีบกระโดดไปยืนซุกตัวหลบอยู่ด้านหลังของเขาในทันที

            เมื่อคนที่อยู่รอบๆ เห็นเช่นนั้น ก็มีคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า “หัวหน้า แต่พวกเราตามรอยมาตลอดทาง ก็เห็นเพียงนางคนเดียวอยู่แถวนี้ กลางป่ารกร้างเช่นนี้ เหตุใดถึงมีเด็กสาวตัวเล็กเพียงลำพังได้ หรือว่ามีเล่ห์กลแอบแฝง”

            “ข้าบอกว่าไม่ใช่ก็คือว่าไม่ใช่ พวกเจ้าไปค้นหาที่อื่นให้ทั่ว” ชายหนุ่มกล่าว

            “รับทราบ!”

            เห็นได้ชัดว่ากลุ่มคนเหล่านี้เชื่อฟังชายหนุ่มอย่างยิ่ง เมื่อได้รับคำสั่ง พวกเขาก็รับคำอย่างรวดเร็ว ก่อนจะส่งสัญญาณมือให้กัน และเพียงชั่วพริบตา ร่างของพวกเขาก็สลายหายไปในความมืด ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่มาก่อน มีเพียงเสียงใบไม้ไหวยามสายลมพัดผ่านเท่านั้นที่ยังคงอยู่

            หนิงลั่วถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ คนพวกนี้เป็นใครกัน ทำไมถึงเคลื่อนที่เร็วราวกับภูตผี นี่จะต้องเป็นกลุ่มคนจากสำนักลึกลับแน่ๆ การฝึกฝนของพวกเขาช่างเป็นระเบียบและแข็งแกร่งเกินไปแล้ว

            “ขอบคุณท่านมากที่ช่วยชีวิตข้า” หนิงลั่วกล่าวขอบคุณด้วยใจจริง หากไม่มีชายหนุ่มผู้นี้มาช่วยไว้ทันเวลา ตอนนี้นางอาจถูกคนพวกนั้นจับไปแล้วก็เป็นได้

            แต่คิดไม่ถึงว่าพอเงยหน้าขึ้นมอง คนที่เพิ่งช่วยชีวิตนางก็หายไปแล้ว

            รอบตัวเงียบสงัด ไม่มีแม้แต่เงาของผู้ใด นอกจากต้นชาน้ำมันและแมกไม้ที่ไหวตามสายลม ก็มีแค่หนิงลั่วคนเดียว

            เอ่อ...นี่ข้าถูกเมินเฉยไปแล้วอย่างนั้นหรือ

            นี่เป็นครั้งแรกที่หนิงลั่วรู้สึกหมดหนทาง บุคคลเหล่านี้เป็นใครกันแน่ ทำไมถึงแปลกประหลาดถึงเพียงนี้! แต่แล้ว นางก็สะบัดความคิดเหล่านั้นออกไป แล้วหันไปเก็บผลชาน้ำมันต่อ

            หลังจากเก็บเสร็จ หนิงลั่วเตรียมจะไปขุดซานเย่าเพิ่ม ทว่าไม่ไกลจากจุดที่นางยืนอยู่ กลับเห็นชายหนุ่มในชุดดำที่ช่วยนางไว้ก่อนหน้านี้กำลังถูกกลุ่มคนล้อมโจมตี

            นี่เกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือเขากำลังฝึกซ้อม หรือว่าเขากำลังตกอยู่ในอันตรายจริงๆ

            แต่เมื่อสังเกตเห็นกลุ่มชายสี่คนที่ล้อมเขาไว้ ต่างถือดาบโค้งขนาดใหญ่ แกว่งไปมาอย่างหนักหน่วง ทุกกระบวนท่าล้วนเป็นท่าจู่โจมถึงชีวิต ดูแล้วไม่น่าจะเป็นเพียงการซ้อม นางจึงตัดสินใจปีนขึ้นไปนั่งอยู่บนต้นไม้เพื่อชมการต่อสู้แทน

            ไม่น่าเชื่อเลยว่าชายหนุ่มในชุดดำ นอกจากจะหน้าตาดีแล้ว ฝีมือยังร้ายกาจยิ่งนัก เพียงไม่กี่กระบวนท่า เขาก็จัดการศัตรูจนกระเจิง หนึ่งในนั้นถึงกับสลบเหมือดไป ส่วนอีกสามคนที่เหลือก็พากันแบกพรรคพวกที่หมดสติหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

            “หึ ไร้ฝีมือจริงๆ” หนิงลั่วดูจนพอใจแล้วก็กระโดดลงจากต้นไม้ แบกย่ามของตนเองขึ้นบ่า เตรียมจะขุดซานเย่าแล้วรีบกลับบ้าน ภูเขานี้ช่างอันตราย นางไม่อยากอยู่ที่นี่นาน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย้อนกลับมาเห็นนางเข้า ชีวิตของนางอาจจะไม่ปลอดภัย

            แผนการของหนิงลั่วดำเนินไปอย่างราบรื่น นางขุดซานเย่าได้มากมาย และกำลังจะหอบกลับบ้าน ขณะเดินกลับ กลับสะดุดบางสิ่งจนล้มลง “อะไรขวางทางข้า”

            เมื่อก้มลงมอง ก็เห็นมือเรียวยาวข้างหนึ่งยื่นออกมาจับขากางเกงของนางไว้แน่น

            “ช่วยข้าด้วย...” เสียงนั้นเป็นของบุรุษ แฝงไปด้วยความอ่อนแรงและเจ็บปวด

            แม้หนิงลั่วจะเป็นคนกล้าหาญ แต่ทันทีที่ได้เห็นภาพตรงหน้า ก็ขนลุกไปทั้งร่าง “กรี๊ด!”

            หรือว่าชายคนนี้จะเป็น ‘ซอมบี้’ ที่เพิ่งปีนออกมาจากสุสาน หรือบางทีอาจจะเป็นพวกโจรป่าที่ไล่ล่าฆ่าฟันกันมาก่อนหน้า ใบหน้าของพวกเขาดูเหี้ยมเกรียม ไม่น่าจะเป็นคนดีนัก

            “เจ้าอย่ามายุ่งกับข้า! ข้าไม่รู้จักเจ้า!” หนิงลั่วตัดสินใจเด็ดขาด สะบัดมือของชายแปลกหน้าทิ้งอย่างไม่ลังเล จากนั้นกระชับย่ามใส่ซานเย่าของตนเอง ก้มหน้าก้มตาเร่งฝีเท้าเดินจากไปทันที

            เมื่อเดินออกไปได้สิบกว่าก้าว ก็เห็นว่าชายผู้นั้นไม่ได้ตามมา หัวใจของหนิงลั่วจึงค่อยสงบลงเล็กน้อย รู้สึกลังเลอยู่บ้าง ชายคนนั้นไม่ได้ตามนางมา ดังนั้นเขาไม่น่าจะเป็นซอมบี้ แต่ก่อนหน้านี้เขาร้องขอความช่วยเหลือ นางควรช่วยเขาหรือไม่

            ช่างเถอะ เดินมาไกลขนาดนี้แล้ว จะหาเรื่องใส่ตัวไปทำไม แต่พอเดินไปได้อีกไม่กี่ก้าว เสี่ยวอู่ก็กล่าวขึ้น “เฮ้ การช่วยชีวิตคนหนึ่งครั้ง มีค่าเท่ากับสร้างวิหารเจ็ดชั้นเชียวนะ ท่านเห็นคนกำลังจะตายแล้วยังใจดำไม่ช่วยอีกหรือ”

            “ใครบอกว่าข้าไม่ช่วย ข้าแค่กำลังคิดอยู่ต่างหาก ข้ายังไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ถ้าเกิดเป็นคนร้ายล่ะ เจ้ารู้จักนิทานเรื่องตงกั๋วเซิง[1]หรือไม่ ข้าไม่อยากเป็นตงกั๋วเซิงหรอกนะ” หนิงลั่วเหลือบมองเสี่ยวอู่ด้วยความไม่พอใจ แม้มันจะเป็นเพียงกวางตัวหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่กวางธรรมดา นางจึงคุยกับมันเหมือนคุยกับสหายคนหนึ่ง

            “ข้าบอกได้เพียงว่า หากท่านช่วยเขา ท่านจะมีแต่ได้ ไม่มีเสีย” เสี่ยวอู่เอ่ยพลางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ราวกับรู้อะไรบางอย่าง

            “จริงหรือ เจ้าไม่ได้หลอกข้านะ” หนิงลั่วถาม

            “ถ้าข้าหลอกเจ้าก็ให้ข้าเป็นกวาง!” เสี่ยวอู่กล่าว

            “พูดอะไรของเจ้า เจ้าก็เป็นกวางอยู่แล้วไม่ใช่หรือไร” หนิงลั่วถอนหายใจอย่างปวดหัว คำพูดของเสี่ยวอู่ไม่มีน้ำหนักเอาเสียเลย

            คิดอยู่ครู่หนึ่ง หนิงลั่วก็ตัดสินใจเลือกทางสายกลาง นางซ่อนของที่แบกมาไว้ในพุ่มไม้ แล้วเดินย้อนกลับไปดูชายคนนั้นสักครั้ง อย่างน้อยก็ลองเอาน้ำให้เขาดื่ม หากเขาไม่มีท่าทีคุกคาม ก็อาจลองช่วยเขาดู มิฉะนั้นนางคงรู้สึกผิดไม่น้อย ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นคนที่ร้องขอความช่วยเหลือจากนาง หากคิดกลับกัน ถ้าวันนี้ไม่มีชายหนุ่มชุดดำช่วยนางไว้ ป่านนี้นางก็คงไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็นอย่างไรแล้วเช่นกัน

            “เฮ้! เจ้ายังอยู่หรือไม่” หนิงลั่วตะโกนถาม

            คิดไม่ถึงว่าชายคนนั้นจะระมัดระวังตัวไม่น้อย ถึงกับรู้จักซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ เหมือนว่าเขาเพิ่งเห็นนางเดินเข้ามา จึงค่อยยื่นมือออกมาเพื่อร้องขอความช่วยเหลือ

            หนิงลั่วอดไม่ได้ที่จะคิดไปต่างๆ นานา ภาพเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ทำให้นางขนลุกเกรียว หากชายผู้นี้ไม่ใช่ผู้บาดเจ็บจริงๆ แต่เป็นโจรเคราดกที่ซุ่มปล้นอยู่ล่ะ

            ยิ่งคิดก็ยิ่งหวาดระแวง ดูเหมือนว่าครั้งต่อไปหากขึ้นเขาเพียงลำพัง จะต้องหาคนติดตามมาด้วย ไม่เช่นนั้นอาจเป็นอันตรายได้

            หนิงลั่วกำไม้ในมือแน่น ค่อยๆ ยื่นเข้าไปสำรวจพุ่มไม้ทีละน้อย แล้วก็ได้เห็นร่างของชายคนหนึ่งซ่อนตัวอยู่ในนั้นจริงๆ

            เสื้อคลุมไหมสีดำ...แปลกนัก ทำไมถึงรู้สึกคุ้นตาเสื้อตัวนี้อย่างไรชอบกล เมื่อหนิงลั่วหันไปมองมือของเขา นิ้วยาวเรียว กระดูกข้อนิ้วเด่นชัด เหมือนที่เพิ่งเห็นมาก่อนหน้านี้ไม่ผิดเพี้ยน

            ทันใดนั้น หนิงลั่วรู้สึกคอแห้งผาก ดวงตากระตุกยิก หัวใจก็เต้นแรงผิดจังหวะขึ้นมาในทันที

            สวรรค์! นี่ท่านจงใจส่งบุรุษรูปงามมาให้ข้าหรือ นี่มันฉากคลาสสิกในนิยายที่ชายหญิงพบกันโดยบังเอิญชัดๆ ไม่นึกเลยว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นกับข้าจริงๆ!

            “เสี่ยวอู่ เจ้ารู้ตัวตนของเขามาก่อนใช่หรือไม่? รีบบอกข้ามาเถอะว่าชายผู้นี้เป็นใครกันแน่!” หนิงลั่วถาม

            ใครจะคิดว่าเสี่ยวอู่กลับเมินเฉยต่อคำถามของนาง มันเพิ่งค้นพบแหล่งน้ำพุที่แผ่กลิ่นอายพลังวิญญาณออกมา จึงกระโจนไปสำรวจอย่างตื่นเต้น ปล่อยให้หนิงลั่วพูดอยู่คนเดียว

            หนิงลั่วบ่นใส่อากาศอยู่พักใหญ่โดยไม่มีใครตอบกลับ “เสี่ยวอู่! เจ้าอย่าคิดว่าจะหนีพ้นนะ! รอกลับไปถึงบ้านก่อนเถอะ ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปแน่!”


    [1] ตงกั๋วเซิง เป็นนิทานพื้นบ้านจีนที่สื่อถึงความใจดีเกินเหตุจนกลายเป็นโทษต่อตัวเอง

    คล้ายกับเรื่องสารพันเมนูเด็ด กลเม็ดสาวทะลุมิติ [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    เทพมารลิขิตฟ้า

    เทพมารลิขิตฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    72K 42
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    บุตรอสูรบรรพกาล

    บุตรอสูรบรรพกาล

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    553K 714
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    จอมกระบี่กบฏสวรรค์

    จอมกระบี่กบฏสวรรค์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    5.35M 1277
    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    นิยาย แฟนตาซี
    312K 292
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841