ในเวลาบ่ายคล้อยของวันหนึ่งนางเหม่ยงีบหลับ่กลางวัน เฟยเฟยก็นั่งทำงานเย็บปักของนางอยู่ภายในห้องจินป๋ายไช่จึงขออนุญาตสาวใช้าุโออกมาเดินเล่น เริ่มจากสวนเล็กใกล้ห้องพักแล้วเตร็ดเตร่จนมาถึงสวนใหญ่ด้านหน้า
“การทำความดีทั้งปวงที่เกิดจากใจคนไม่มีสิ่งใดดีไปกว่าความกตัญญู ดังนั้นความกตัญญูกตเวทีจึงเป็หลักธรรมของฟ้าเป็คุณธรรมของดิน และเป็หลักการดำเนินชีวิตของคน...”
แว่วเสียงท่องโคลงกลอนดังมาให้ได้ยินจินป๋ายไช่จึงค่อยๆ เดินลัดเลาะไปตามพุ่มต้นฝูหยง[1]ที่ตัดแต่งกิ่งสูงประมาณไหล่ของนางจนมาหยุดยืนอยู่ใกล้ๆ ศาลาหยกขาว
พู่ไหมร้อยหยกที่ห้อยตามชายคาไหวด้วยแรงลมอ่อนๆเกิดเสียงหยกกระทบกันสะท้อนดังน่าฟัง บนศาลาหกเหลี่ยมนั้น คุณชายน้อยเจียน-จื่อกำลังท่องบทเรียนให้บิดาของเขาฟัง
“เกิดเป็บุตรให้รู้จักกตัญญูบิดามารดาเกิดเป็ศิษย์ให้รู้จักคารวะครูบาอาจารย์กตัญญูเป็การแสดงออกของจิตใจอันสูงและประเสริฐยิ่งนัก”
เ้าของร่างเล็กค่อยๆยอบกายลงต่ำไม่ให้โผล่พ้นออกมากวนสายตาและสมาธิของบุคคลทั้งสองนางคลานเข้าไปใกล้อีกนิด จินป๋ายไช่ ตั้งอกตั้งใจฟังและจดจำในสิ่งที่คุณชายน้อยกำลังท่อง ที่บ้านนอกนั้นญาติๆ ของนางแม้เป็ผู้ชายก็ไม่มีผู้ใดได้เรียนหนังสือสักคนเพราะค่าเล่าเรียนนั้นถือเป็รายจ่ายเกินความจำเป็เวลามีประกาศของทางการมาติดหน้าหมู่บ้าน คนที่อ่านหนังสือออกล้วนได้รับความสนใจและยอมรับ นับหน้าถือตาให้เป็บุคคลสำคัญของหมู่บ้านเลยทีเดียว
คุณชายเจียนจื่ออายุเพียงแค่สี่ขวบเท่านั้นแต่สามารถท่องจำบทความยาวๆ ได้แล้ว คำว่า ‘กตัญญู’ เขียนอย่างไรหนอ นางก็อยากเขียนอักษรและท่องบทเรียนนี้ได้บ้างเช่นกัน...
ขณะเหม่อลอยปล่อยจิตใจล่วงไปไกลร่างบอบบางที่นั่งยองๆก็เสียหลักซวนเซล้มลงบนกิ่งไม้จนเกิดเสียงดังผสมกับเสียงร้องอย่างใของเ้าตัวทำให้คนบนศาลารู้ว่ากำลังมีคนนอกมาทำตัวลับล่อซุ่มอยู่หลังแนวพุ่มไม้
“ใคร...” เสียงทุ้มทรงอำนาจของเ้าบ้านดังขึ้น
เมื่อศีรษะหนึ่งโผล่ขึ้นเหนือแนวพุ่มไม้ดวงตากลมโตสุกใสแฝงแววลุแก่โทษจ้องมองมาแวบหนึ่งก่อนจะผลุบลงฟู่หลิงเฉินก็รู้ว่าคือผู้ใดที่เข้ามาส่งเสียงรบกวนเวลาเรียนของบุตรชาย
จินป๋ายไช่เดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงบันไดขั้นแรกของศาลาหกเหลี่ยมนางยังคงก้มหน้าอย่างนอบน้อม ก่อนเสียงเล็กจะกล่าวออกมา “คารวะนายท่าน บ่าวคือป๋ายไช่เ้าค่ะ”
“ข้าจำเ้าได้...เข้ามานี่มีธุระอะไรหรือว่ายายเหม่ยของเ้าไม่สบาย”
นางส่ายหน้าจนผมเปียทั้งสองข้างแกว่งไกว“บ่าวมาเดินเล่น พอดีได้ยินคุณชายเจียนจื่อท่องบทเรียนก็เลยเข้ามานั่งฟังอยู่หลังพุ่มไม้เ้าค่ะ”
ฟู่เจียนจื่อเงยหน้าจากตำราเรียนมองบุคคลที่ยามพบหน้ากันหนแรกก็ทำให้เขาถูกบิดาตีถ้าไม่เพราะท่านย่าที่รักเขามากคอยกันท่าและห้ามไม่ให้บิดาลงมือหนักเื่รังแกลูกนกป่านนี้คงได้นอนทายาอยู่แต่ในห้องแล้วเด็กชายเจียนจื่อจึงลอยหน้าลอยตาและแอบแลบลิ้นใส่สาวใช้ คนใหม่ด้วยความเคืองโกรธที่มีอยู่เป็ทุนเดิม
แม้เพียงมองด้วยหางตาแต่ฟู่หลิงเฉินก็สามารถรับรู้ได้ว่าบุตรชายกระทำสิ่งใด แต่ผู้ที่อยู่ตรงหน้า...นางกลับกล้าถลึงตาโต้ตอบบุตรของผู้เป็นายนับว่านางใจกล้าไม่เบา
“อุ๊ย!” ทุกทีสิน่า จินป๋ายไช่อยากจะเขกหัวตัวเองสักหนึ่งหนกับกิริยาที่ตัวนางมักทำก่อนคิดถึงผลที่จะตามมา
ฟู่เจียนจื่อหัวเราะฮ่าๆออกมาเมื่อเห็นอาการคล้ายเต่ากำลังหดหัวเข้ากระดองของเด็กสาวที่เขาหมายหัวไว้ว่า เป็ตัวนำโชคร้ายมาสู่เขา ตัวเป้าหมายก็อยู่ใต้หลังคาเดียวกันเสียแต่ว่านางเป็หลานของยายเหม่ยที่เขารักนี่สิ จะหาทางแก้เผ็ดนางอย่างไรดี
“เจียนจื่อ...”
เสียงราบเรียบของบิดาทำให้เด็กชายรีบก้มหน้ามองตำราที่กางไว้ทันที
“หากไม่มีอะไรก็ไปได้แล้วคุณชาย้าสมาธิในการท่องหนังสือ” ชายหนุ่มออกคำสั่งบ่าวตัวน้อยจึงถอยหลังแล้วหันกายเดินจากไป ฟู่หลิงเฉินมองตามร่างเล็กที่ดูเหมือนจะมีเนื้อหนังเพิ่มขึ้นกว่าวันแรกๆที่ได้พบหน้ากัน เด็กสาวในชุดแต่งกายสะอาดสะอ้านหางเปียสองข้างที่สอดพันไว้ด้วยเส้นไหมสีสดแกว่งไกวไปตามจังหวะก้าวเดินด้วยความสดใส ร่าเริงนางนบนอบและเชื่อฟังในทุกคำสั่งของเขาเป็อย่างดี ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเอ็นดูหลานนางเหม่ยผู้นี้มากขึ้น
ฟู่หลิงเฉินมีเวลาให้บุตรชายคนเดียวของเขาก็เฉพาะ่บ่ายราวหนึ่งชั่วยามจากนั้นก็พบหน้ากันอีกครั้งที่โต๊ะอาหารมื้อค่ำลับหลังบิดาที่งานในความรับผิดชอบมากมายเกี่ยวพันถึงปากท้องของคนใต้ปกครองและคนงานที่ต้องเลี้ยงดูเกือบร้อยชีวิตเพราะมีย่าที่รักและเลี้ยงดูอย่างตามใจ อยากได้นกก็ได้นกฟู่เจียนจื่อจึงเป็เด็กชายที่ค่อนข้างเอาแต่ใจตนเอง
หากมีเื่รู้สึกขัดใจหรือไม่ได้ดั่งใจในเดี๋ยวนั้นเขาก็จะแสร้งบีบน้ำตาร้องไห้โยเย บ้างลงไปเกลือกกลิ้งปิ่มว่าจะขาดใจสะอึกสะอื้นพร่ำว่าไม่มีใครรักเขา มารดาก็ไม่รักจึงด่วนตายจากส่วนบิดาก็เอาแต่หน้าเคร่งตักเตือนว่ากล่าวจนนางฟู่หลันต้องรีบทำทุกอย่างเพื่อให้หลานรักคลายจากความโศกเศร้าแต่ทั้งหมดนั้นล้วนกระทำได้เพียงตอนบิดาของเด็กน้อยไม่อยู่
ใช่ว่าฟู่หลิงเฉินจะไม่รู้ไม่เห็น หรือละเลยการอบรมบุตร เจียนจื่อเป็ลูกคนเดียวที่เกิดจากภรรยารักมองหน้าลูกคราใดด้วยความรักและสงสารต่อชะตากรรมของลูกน้อยก็ย่อมต้องใจอ่อนยอมผ่อนปรนอยู่เรื่อยไปแต่ก็มีหลายครั้งที่เขาได้ออกปากห้ามมารดาคอยให้ท้ายในการกระทำผิดของหลานชายไม่ให้เขาข่มเหงใช้อำนาจกับบ่าวในบ้านอย่างไร้มารยาทเกินเด็ก มารดาเขาก็จะยกเหตุผลมาอ้างว่าเจียนจื่อยังเล็กไม่ค่อยรู้ประสาหรือไม่ก็เพราะเจียนจื่อขาดแม่ที่จะคอยให้ความรักและการอบรม เขาถึงได้เป็แบบนี้หากจะหาทางแก้ไขวิธีเดียวเท่านั้นก็คือเขาต้องแต่งงานหาผู้หญิงสักคนมาเป็แม่ของลูกชายครั้นพอเขาออกปากคัดค้านความคิดของมารดานางก็จะเริ่มคร่ำครวญว่าเขาได้กลายเป็ลูกอกตัญญูไม่เชื่อฟังมารดาไปเสียแล้ว
เพราะความเห็นที่สวนทางกันวิธีเดียวที่เจียนจื่อจะเป็เด็กดีเชื่อฟังทั้งต่อหน้าและลับหลังได้ของนางฟู่หลันจึงดูเหมือนเป็วิธีสุดท้ายในชีวิตที่ฟู่หลิงเฉินจะนำมาใช้จัดการกับบุตรชายของเขา
บ่ายคล้อยของทุกวันหลังจากที่ฟู่หลิงเฉินกลับจากตรวจตรากิจการโรงเตี๊ยมเขาจะจัดเวลานั่งฟังบุตรชายท่องเื่ราวความรู้ที่ได้เล่าเรียนมาจากท่านครูซึ่งเขาได้จ้างเป็พิเศษให้มาสอนหนังสือแก่บุตรชายใน่เช้าของวัน เป็เวลาสี่วันในหนึ่งสัปดาห์เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมเข้าสำนักศึกษาเมื่อฟู่เจียนจื่ออายุได้เจ็ดขวบ
และหากว่าวันใดที่จินป๋ายไช่เผอิญเดินเข้าไปสู่อาณาบริเวณที่คุณชายน้อยบ้านกำลังท่องหนังสืออยู่ด้วยความใฝ่รู้ นางจะทำตัวให้ลีบเล็กและพยายามไม่ส่งเสียงดัง เพื่อจะได้นั่งฟังและจดจำบทเรียนไปพร้อมกับเขา
เพราะจินป๋ายไช่เป็หลานสาวของนางเหม่ยเวลาที่ฟู่เจียนจื่อมาเยี่ยมหญิงชราจึงมักจะได้พบนางด้วยเสมอคุณชายน้อยแสดงออกแบบเด็กๆ โดยการเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่หน้านางอยู่บ่อยๆและจินป๋ายไช่ที่ไม่ค่อยจะยอมโตตามอายุเท่าไรก็มักตอบโต้เล็กๆ น้อยๆ ด้วยการแสดงท่าทางไม่ยี่หระใส่เขา
ด้วยว่าเป็คนอาศัยร่วมชายคาเดียวกันหนไหนที่ปะหน้าพบเจอกันโดยบังเอิญ ฟู่เจียนจื่อก็จะออกคำสั่งลับๆให้คนของเขากลั่นแกล้งรังแกนาง ผลักบ้าง ดึงหางเปียของนางบ้างพอรู้ว่ามีลูกบ่าวสองสามคนกลายมาเป็เพื่อนสนิทกับนางคุณชายน้อยก็ใช้อำนาจที่มีในมือขู่บังคับไม่ให้เด็กเ่าั้คบค้าสมาคมกับคนที่กล้าทำตัวกระด้างกระเดื่องไม่ลงให้เขา แต่จินป๋ายไช่กลับไร้ซึ่งความทุกข์ร้อนอันใดนางก็ยังอยู่ของนางได้ ไม่มีร้องห่มร้องไห้เสียน้ำตาให้ใครเห็นนานวันเข้าก็ต่างคนต่างอยู่พอหมดเื่เล่นสนุกและคิดได้ว่ายังมีคู่อาฆาตอยู่ทั้งคนเด็กชายถึงกลับมาหาเื่นางใหม่
[1] ต้นพุดตาน