บทที่สาม
ความจริงกระจ่าง
หลังจากที่กลุ่มวัยรุ่นผมหงอกนั่งพูดคุยกันอย่างสนุกปากถึงเื่คนนู้นทีคนนี้ทีจนคอแห้ง ซึ่งเวลาก็ล่วงเลยมาจนถึง่เย็นเข้าไปแล้ว ต่างก็ลุกขึ้นแยกย้ายกันกลับบ้านของตัวเองไป
แต่ก็ยังไม่วายนัดแนะไปเจอกันอีกครั้งที่วัด เพื่อไปนั่งฟังพระสวดอภิธรรมในงานศพของเก้า ตามธรรมเนียมของคนในหมู่บ้าน ที่มักจะแวะเวียนเข้าไปอยู่เป็เพื่อนญาติของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เพราะต่างก็รู้จักมักคุ้นกันเป็อย่างดี
“จะไปไหมมึงน่ะ” ยายมะลิหันมาเอ่ยถามหลานสาวที่กำลังนั่งส่องกระจกอยู่ไม่ไกล
“ไปจ้ะยาย แต่ขอฉันอาบน้ำแต่งตัวใหม่ก่อนนะ หน้ามันแผล็บแถมตัวก็มีแต่กลิ่นควันไฟ” แบมแบมเอ่ยตอบกลับผู้เป็ยาย น้ำเสียงไม่ค่อยสดใสเท่าไหร่นัก
“ก็รีบเข้า แล้วก็ไม่ต้องแต่งหน้าทาปากแดงเหมือนตูดลิงอีกล่ะ งานสีดำเอ็งก็ไม่ต้องสวยอะไรให้มันมากมาย” ยายมะลิเอ่ยเตือนหลานสาวเอาไว้ล่วงหน้า เพราะรู้จักนิสัยที่รักสวยรักงามของเ้าตัวดี
“รู้แล้วน่ะยาย ฉันไปอาบน้ำแล้ว” แบมแบมเอ่ยตอบเสียงแข็ง ก่อนจะผุดลุกขึ้นเดินหันหลังให้ญาติผู้ใหญ่คนเดียวที่มีอยู่ของตัวเอง
แบมแบมและยายมะลิมักจะเป็ไม้เบื่อไม้เมากันอยู่ตลอด เพราะชีวิตนี้ก็มีกันอยู่แค่สองคน หันซ้ายหันขวาไม่เจอใครคนอื่น ก็หันมาประฝีปากกันเองอยู่เป็ประจำ เพื่อให้มันชีวิตมันดูไม่เงียบเหงาจนเกินไป แม้จะดูไม่ค่อยลงรอยกัน หากแต่ก็ไม่คิดที่จะทิ้งกันไปไหน เพราะก็เหลือกันเพียงแค่นี้แล้ว
ตัวแบมแบมเองก็พอจะรู้ว่าที่ยายพูดยายบ่น นั่นก็เป็เพราะอีกฝ่ายหวังดี แต่กับเด็กที่อยู่ในวัยสาวสะพรั่งอย่างเธอ และเริ่มมีความคิดความอ่านเป็ของตัวเอง ในบางครั้งก็เผลอรำคาญให้กับความหวังดีเ่าั้อยู่บ่อยครั้งเช่นกัน
แบมแบมเข้าไปห้องไปอาบน้ำสระผมและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียใหม่ ใช้เวลาไปก็ร่วมครึ่งชั่วโมง ก่อนจะเดินออกมาจากห้องด้วยชุดเดรสสีดำที่ยาวจนคลุมเข่า และแต่งหน้าบาง ๆ เพียงเท่านั้น เพื่อไม่ให้ตัวเองดูหม่นหมองจนเกินไป
“ไปกันเถอะ จะได้ไปช่วยหยิบจับอะไรในงานบ้าง” ยายมะลิที่จัดการตัวเองเรียบร้อยแล้วเช่นกัน เอ่ยชักชวนหลานสาว
สองยายหลานนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์คันใหม่ ที่แบมแบมใช้เงินเก็บของตัวเองไปซื้อมาด้วยเงินสด มุ่งหน้าตรงไปวัดที่เป็สถานที่จัดงานศพของเก้า เมื่อมาถึงก็ได้รับการต้อนรับขับสู้จากเ้าภาพที่มายืนรอต้อนรับแเื่อยู่ด้านหน้าทางเข้าเป็อย่างดี
“เสียใจด้วยนะกิ่งแก้ว” ยายมะลิเอ่ยขึ้นกับผู้เป็น้าของคนที่จากไปแล้ว มือเหี่ยวย่นตบลงบนไหล่เล็กของหญิงสาวเบา ๆ
“ขอบใจมากค่ะน้ามะลิ” กิ่งแก้มเอ่ยตอบกลับ ก่อนจะพยายามฉีกยิ้มขอบคุณไปให้กับยายมะลิ
แบมแบมที่ไม่ได้มีบทบาทใดในวงสนทนา กวาดตามองไปรอบ ๆ งาน ก่อนจะต้องสะท้อนความรู้สึกใจหายขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อสายตาไปหยุดอยู่ที่โลงศพที่วางเด่นอยู่กลางศาลา ดวงตากลมโตกวาดมองไปรอบ ๆ ด้วยความรู้สึกที่ใจหาย
ภาพความทรงจำที่เคยมีต่อกันไหลย้อนเข้ามาในความคิดไม่หยุด ดวงตากลมโตกวาดมองจนพบเจอเข้ากับคนคนหนึ่ง ก่อนจะต้องขมวดคิ้วเข้าหากัน เมื่อเห็นว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังนั่งร้องไห้คร่ำครวญด้วยความเสียใจอยู่ไม่ห่างจากโลงศพของผู้ชายที่มาติดพันเธออยู่เป็ระยะเวลาครึ่งปี
“แฟนสาวของเ้าเก้าน่ะ ยังทำใจไม่ได้ เพราะปลายปีผู้หลักผู้ใหญ่ก็คุยกัน ว่าจะให้ตบแต่งกันให้เป็เื่เป็ราว” กิ่งแก้วที่มองตามสายตาของเด็กสาวที่ไม่คุ้นหน้า เอ่ยพูดขึ้นเสียงเศร้า
“จ้ะ น่าเห็นใจเขานะจ๊ะ” แบมแบมเอ่ยตอบกลับ พยายามที่จะข่มอารมณ์ความโกรธของตัวเองเอาไว้กับความจริงอีกข้อที่พึ่งได้รับรู้จากปากญาติของผู้ตาย
ร่างเล็กที่ดูอวบอิ่มหันไปสบตากับผู้เป็ยายนิ่ง ดวงตาของเธอวาวโรจน์เพราะความรู้สึกโกรธเคือง มือเล็กกำเข้าหากันแน่นด้วยความลืมตัว เมื่อได้รู้ถึงเหตุผลที่แน่ชัด ว่าทำไมเธอถึงมักจะได้รับแต่คำตอบบ่ายเบี่ยงจากเก้าอยู่ตลอดใน่เวลาที่ผ่านมา
นั่นก็เพราะอีกฝ่ายนั้นมีใครบางคนที่อยากจะตบแต่งและยกย่องออกหน้าออกตาอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่วายที่จะมาหาเศษหาเลยเอากับเธอ หลอกให้ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ เธอไปในแต่ละวัน
“แฟนเ้าเก้าเป็เด็กบ้านไหนล่ะแม่กิ่ง ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเลย” ยายมะลิที่แม้จะรู้สึกไม่ดีร่วมไปกับหลานสาวของตัวเองที่โดนิ่เกียรติ ถูกหลอกให้ไปยุ่งเกี่ยวกับคนที่มีเ้าของแล้วโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เอ่ยถามคนที่ยังอยู่ในอาการเศร้าไม่ต่างกับคนที่กำลังนั่งคร่ำครวญอยู่ข้างโลงศพ
“เป็สาวเมืองกรุงนู่นค่ะน้ามะลิ พวกแกคบหากันตอนเ้าเก้าย้ายไปเรียนอยู่ที่นู่น” กิ่งแก้วเอ่ยตอบไปตามสิ่งที่ตัวเองมีโอกาสได้รับรู้มาจากปากของหลานชาย ในวันที่เ้าตัวยังมีชีวิตอยู่
“น่าเอ็นดูเธอนะ ยังเด็กด้วยกันทั้งคู่ ก็หมดบุญวาสนาต่อกันแล้ว” ยายมะลิเอ่ยพูดตามประสาคนแก่ที่ผ่านเื่ราวมาเยอะ ไม่ได้ตั้งแง่อคติกับหญิงสาวอีกคนแต่อย่างใด
จะให้ไปเ้าคิดเ้าแค้นเอากับคนที่ตายไปแล้ว มันก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไร มิหนำซ้ำแฟนสาวของเ้าตัวเอง ก็คงจะไม่ได้ล่วงรู้ถึงความเ้าชู้ของเก้าแม้แต่น้อย ซึ่งก็ถือว่าเป็อีกคนที่น่าเห็นใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
“ค่ะ น้ามะลิเข้าไปนั่งด้านในเถอะค่ะ หนูขอตัวไปรับแขกด้านนู่นก่อนนะคะ ทยอยมากันเรื่อย ๆ แล้ว”
“ตามสบาย มีแต่คนที่คุ้นชินกันทั้งนั้น แม่กิ่งไปทำหน้าที่ของตัวเองเถอะ ไม่ต้องห่วงน้า” ยายมะลิเอ่ยตอบกลับพร้อมกับส่งยิ้มที่เต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจให้กับอีกฝ่าย
เมื่อเ้าภาพเดินจากไปแล้ว ยายมะลิก็ผินใบหน้ากลับมามองหลานสาวตัวดีที่อยู่ในอาการหน้าบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด ทำเอาผู้เป็ยายถึงกับรู้สึกเครียดไปกับความเ้าคิดเ้าแค้นนั้นของหลานสาว
“ใบบัวเอ๊ย อโหสิกรรมให้กันเถอะ ยังไงเขาก็ตายจากไปแล้ว โกรธเกลียดกันไปก็รังจะทำให้ตัวเองเป็ทุกข์เสียเปล่า” ผู้เป็ยายเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนใจ
“แต่หนูเสียหายนะยาย เกือบเสียตัวให้มันไปแล้ว” แบมแบมเอ่ยตอบด้วยความโกรธ
ยายมะลิเข้าประชิดตัวหลานสาวทันที เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายพูดเสียงดัง มือเหี่ยวย่นรวบกระชับข้อมือของคนที่โกรธจนตัวสั่นเข้าหาตัว เพราะกลัวว่าอาจจะเกิดเื่งามหน้าขึ้นกลางงานศพจากการที่หลานสาวยังไม่มีสติอยู่แบบนี้
“แล้วก็ให้มันแล้วไป เอ็งยังสาวยังสวย อย่าคิดทำอะไรที่มันจะทำให้ชีวิตมีจุดด่างพร้อย เื่ระหว่างเอ็งกับมัน หากเอ็งไม่พูด คนตายมันก็ตื่นมาพูดไม่ได้ เข้าใจที่ยายพูดไหม” ยายมะลิเอ่ยกระซิบกระซาบหลานสาวเสียงแข็ง
แบมแบมที่โกรธจนตัวสั่น ช้อนตาขึ้นสบตากับผู้เป็ยาย ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ พยายามที่จะปรับอารมณ์ที่คุกรุ่นของตัวเองให้กลับมาเป็ปกติ ร่างเล็กสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด ก่อนจะปรับเปลี่ยนสีหน้าของตัวเองให้กลับมาสดใสดังเดิม
เพราะมันก็จริงอย่างที่ยายพูด หากเื่คาว ๆ ของเธอและเก้าที่เคยเกิดขึ้นลับหลังแฟนสาวของอีกฝ่าย เธอไม่เป็คนปริปากพูดออกไป ยังไงเื่นี้ก็จะยังถูกเก็บเอาไว้เป็ความลับไปจนวันตาย เพราะเื่นี้มีแค่เธอและเก้าเท่านั้นที่รู้ และอีกฝ่ายก็ไม่มีทางที่จะลุกขึ้นมาพูดเื่นี้ให้เธอเสียหายได้อีกต่อไปแล้ว
“ไปไหว้ที่หน้าศพ อโหสิกรรมให้มันเสีย แล้วเอ็งก็ไปนั่งเล่นรอยายอยู่แถวนี้สักพัก ยายก็คงจะอยู่ไม่นาน” ยายมะลิลูบไหล่เล็กของหลานสาวด้วยเห็นใจ อย่างไรเื่ทุกอย่างมันก็เกิดขึ้นแล้ว และจะจบลงในวันนี้เช่นกัน ด่าทอหลานสาวของตัวเองไปก็รังแต่จะกลายเป็การซ้ำเติมมากกว่าการสั่งสอน
แบมแบมพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ก่อนจะเดินตามผู้เป็ยายเข้าไปในศาลาที่มีโลงศพวางเด่นอยู่ และรับธูปมาจากคนที่พึ่งจะได้รู้ ว่าเป็แฟนสาวของคนที่เธอคิดจะป่ายปีนเตียงนอนขึ้นไปเป็เมียด้วยท่าทางที่เป็ปกติ
ร่างเล็กส่งยิ้มเศร้าที่เต็มไปด้วยความเห็นใจให้กับคนที่น้ำตายังนองหน้า อดสงสารอีกฝ่ายไม่ได้ที่ไม่เคยรู้ถึงความเลวของชายอันเป็ที่รักเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะแหงนใบหน้าขึ้นมองรูปตั้งหน้าศพของผู้ชายที่หน้าไหว้หลังหลอกผู้หญิงสองคนพร้อม ๆ กันมานานหลายเดือนเขม็ง
“ฉันอโหสิกรรมให้ก็แล้วกันนะพี่เก้า ชาติหน้าเกิดมาก็อย่าทำตัวเหี้ยแบบนี้อีกก็แล้วกัน” แบมแบมเอ่ยพูดขึ้นในใจ ก่อนจะปักธูปลงที่กระถางธูป
ร่างเล็กที่อยู่ในชุดที่เรียบร้อยกว่าทุกวัน ผุดลุกขึ้นและเดินหันหลังให้โลงศพและหญิงสาวที่ไม่รู้ถึงความมักมากของคนรักโดยทันที สาวเท้าเดินออกมาด้วยจิตใจที่ปลอดโปร่งมากขึ้น เพราะยอมที่จะปล่อยวางในเื่ที่ตัวเองโดนเอาเปรียบ
บทเรียนครั้งนี้ถือว่าเป็บทเรียนราคาแพงให้กับเธอเลยก็ว่าได้ ว่าต่อไปจะคิดทำอะไรหรือจะคบหากับผู้ชายคนไหน ก็ควรที่จะตรวจสอบให้แน่ชัด ว่าเขาไม่ได้มีใครอยู่ก่อนแล้วจริง ๆ จะได้ไม่กลายเป็มือที่สามของความรักคนอื่นแบบที่ไม่รู้ตัวเช่นนี้อีก
ครั้งนี้ก็ยังถือว่าโชคดีไป ที่เธอไม่ด่วนตัดสินใจยอมพลีกายให้กับอีกฝ่ายไปั้แ่ที่โดนวิงวอนขอซ้ำ ๆ ไม่อย่างนั้นก็คงจะรู้สึกเสียใจไปตลอดชีวิต กับการที่ยอมมอบความบริสุทธิ์ให้กับคนที่ไม่ได้คิดจริงใจกับตัวเองเลยแม้แต่เศษเสี้ยวเดียวของหัวใจ
………………………………………………….
เอ้าคือเป็อย่างนั้นไปได้ล่ะ อาจจะเป็เหตุผลที่เก้าต้องตุยตั้งแรกแรกละมั้ง เดา ๆ
ว่าแต่ตอนที่สามเข้าไปแล้ว พระเอกของเราอย่างกำนันคล้าว ยังไม่ได้ฤกษ์งามยามดี เปิดตัวให้นักอ่านได้ทำความรู้จักอีกหรอ เล่นตัวจริง ๆ พ่อหนุ่มคนนี้
อ่านแล้วอย่าลืมคอมเม้นท์ส่งฟีดแบคกลับมาหานักเขียนอย่างเลดี้หน่อยนะคะ อยากบอกว่าการได้อ่านคอมเม้นท์ มันเป็แรงผลักดันในการอัพนิยายมาก ๆ เลย // อ้อน
และอย่าลืมกดเข้าชั้น กดหัวใจ และที่สำคัญอย่าลืมกดติดตามนามปากกาอิสตรีเริงรมย์กันเอาไว้นะคะ เพราะตอนนี้กำลังเร่งสานต่อพล็อตมากมายที่ได้ทำการดองเอาไว้ในไหแบบเร่งด่วน และแพลนที่จะปล่อยงานในตอนนี้ก็ยาวทั้งปี ฮือออ // กระพริบตาปริบ ๆ