แม้เซียวหลงจะประเมินผลลัพท์หลังการหารือกับกั๋วกงไว้ในใจนานแล้วว่าจะต้องไม่ต่างไปจากที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ทว่ายังคงรู้สึกผิดหวังขึ้นมาไม่ได้ แม้ภายนอกสีหน้าของเขาจะไม่ได้แสดงออกมา แต่ในใจกลับเหมือนมีหนามเล็กๆทิ่มแทงอยู่แทบตลอดเวลา
‘ นี่หรือขุนนางสามรัชสมัย รับใช้ฮ่องเต้มาอย่างยาวนาน ’
‘ ที่แท้ก็มีเพียงผลประโยชน์เท่านั้นที่เขาต้องการ ’
ตั้งแต่มีบ่าวชายสองคนของจวนกั๋วกงพาเขาเดินออกมาจากห้องรับรอง เขาก็ไม่ได้เอ่ยวาจาใดกับบิดาที่เดินนำหน้าห่างไปสองสามก้าวของตนเองอีกเลย ในหัวเพียงคิดถึงแต่เรื่องราวในภายภาคหน้า และแผนการณ์ที่จะต้องดำเนินต่อหลังจากนี้เท่านั้น
จวบจนรู้สึกได้ว่า เส้นทางที่เดินกลับ ไม่ใช่เส้นทางเดียวกันกับขามา เขาถึงได้ชะงักฝีเท้า จนในที่สุดก็หยุดเดินไปเสียเฉยๆทันที
แม้เขาจะไม่ได้แสดงท่าทีอย่างโจ่งแจ้ง สายตาไม่ได้จดจ้องเก็บรายละเอียดส่วนใดส่วนหนึ่งของจวนแห่งนี้อย่างออกนอกหน้า แต่เพียงเท่านี้ก็เพียงพอจะบอกได้ว่า จวนกั๋วกงแห่งนี้มีความแตกต่างจากที่อื่นอย่างแท้จริง โดยเฉพาะกับจวนของขุนนางราชสำนักและจวนอ๋องตามหัวเมืองหลัก ซึ่งมักจัดวางห้องรับรองแขกไว้ส่วนด้านหน้า เพื่อสะดวกในการต้อนรับผู้มาเยือน แขกเหล่านั้นหลังจากเดินผ่านประตูใหญ่เข้ามาก็แทบจะถึงห้องรับรองได้ทันที
แต่ที่จวนแห่งนี้กลับต่างออกไป ผู้มาเยือนต้องเดินผ่านสวนหินและริมธารที่บัดนี้กลายเป็นน้ำแข็งขาวโพลนไปหมดด้านข้างก่อน จึงจะถึงเรือนรับรองของจวน สถานที่แห่งนี้ไม่อาจกล่าวได้ว่าไม่โอ้อวดความมั่งคั่ง แม้จะบอกอย่างถ่อมตนว่าเป็นการตกแต่งก่อสร้างตามใจผู้อยู่อาศัย ห้องรับรองแขกจึงถูกวางไว้ไกลจากประตูใหญ่ บังคับให้แขกต้องเดินเข้ามาเกือบครึ่งก้านธูป ระหว่างทางที่ผ่านมาจึงได้เห็นว่าจวนแห่งนี้ถูกตกแต่งประดับประดาทุกอย่างไว้อย่างวิจิตร แต่ขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยอำนาจบารมีของตระกูลขุนนางเก่าแก่ไว้ในทุกๆพื้นที่
ตอนขามาเซียวหลงยังเห็นว่าจวนแห่งนี้ มีการใช้สีเหลืองทองต้องห้าม ซึ่งอนุญาตให้ใช้เฉพาะกับส่วนพระราชฐานเท่านั้นมาประดับตกแต่งซุ้มหลังคา รวมไปถึงบานประตูหน้าต่างอยู่หลายจุด
เหตุผลที่จางกั๋วกงผู้นี้กล้าใช้สีเหลืองทองตกแต่งจวน คงไม่ใช่เป็นเพราะกำเริบเสิบสาน แต่เป็นเพราะได้รับพระราชทานอนุญาตพิเศษจากฮ่องเต้เสียมากกว่า บางทีนี่อาจเป็นสัณญาณที่จางกั๋วกงพยายามจะสื่อถึงความไกล้ชิดระหว่างเขาและองค์เหนือหัวองค์ปัจจุบันในแบบของเขาเองให้กับขุนนางร่วมรัชสมัยคนอื่นๆได้ตระหนักทางอ้อม
ผิดจากตอนนี้ หลังจากเขาเดินมาสักพัก ถึงเห็นว่าบ่าวชายสองคนนั้นพาเขาเดินอ้อมมายังด้านข้าง
ก่อนจะหยุดลงกลางทางเดินลาดยาวในป่าสวนสนที่ถูกตกแต่งอย่างงดงามอีกแห่งหนึ่ง
“ นายท่านหนาน โปรดตามข้าน้อยมาทางนี้สักครู่ นายท่านสั่งให้บ่าวนำสิ่งของบางอย่างมอบให้ท่านก่อนจะออกจากเรือน “
บ่าวชายผู้นั้นว่าพลางชี้ไปที่เก๋งหกเหลี่ยมขนาดใหญ่ที่เปิดประตูและหน้าต่างไว้ทุกด้าน “ ขออภัยคุณชายสามจริงๆ เฉพาะเรื่องนี้รบกวนให้ท่านต้องเสียเวลารออยู่ที่นี่สักครู่แล้ว “
“ สิ่งของอะไรหรือ “เซียวอี้หลุนเอ่ยถามออกไป เขาไม่คิดว่าระหว่างพวกเขายังมีอะไรจะต้องหารือร่วมกันอีก ไม่ต้องเอ่ยถึงสิ่งของใดๆเลย
“ เรื่องนั้น บ่าวไม่ทราบจริงๆ เพียงแต่ขอให้ท่านผู้อาวุโสไปพบและรับมอบมันกับมือของท่านเท่านั้น “ บ่าวชายอายุน้อยหยิบป้ายหยกประจำตัวของจางกั๋วกงให้เซียวอี้หลุนดู พร้อมกับผายมือเชิญเซียวหลงให้เดินไปทางเก๋งนั้น ในขณะที่เขาใช้สายตานำเซียวอี้หลุนให้เดินตามเขาแยกออกไปอีกทาง
เซียวอี้หลุนมองป้ายนั้นอย่างรวดเร็วปราดหนึ่ง แม้จะมองแค่พริบตา ก็มั่นใจว่าเป็นหยกพกประจำตัวของเจ้าของจวนแห่งนี้จริงๆ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะคิดได้ว่ากำลังเสียกิริยา จึงเปลี่ยนเป็นท่าทีผ่อนคลายลง พร้อมกับหันไปพยักหน้าให้กับเซียวหลงและก้าวเดินนำไปทางด้านที่บ่าวชายผู้นั้นยืนรออยู่ทันที
เซียวหลงที่ถูกทิ้งให้ยืนอยู่คนเดียวกับบ่่าวที่เหลือ ก้าวเข้าในนั่่งในพื้นที่พักผ่อนนั้นอย่างเสียไม่ได้ ใจอยากนึกออกไปจากสถานที่แห่งนี้โดยเร็ว แต่กลับต้องมาเสียเวลารอคอยทั้งอย่างนี้ เขาไม่ได้กังวลว่าจางกั๋วกงจะเล่นตลกอะไรอีก เพราะตระกูลหนานธรรมดาเช่นเขา มีค่าอะไรให้กั๋วกงเช่นเขาเล่นลูกไม้ด้วยกัน
ระหว่างที่คิดสายตาก็พลันมองไปรอบๆตัว โดยมีบ่าวชายด้านข้างรินน้ำชาร้อนที่เตรียมไว้ให้เขาอย่างรู้มารยาท
สถานที่แห่งนี้ ประดับตกแต่งด้วยพรรณไม้เมืองหนาวที่แม้อากาศจะหนาวเย็นสักแค่ไหน สวนนี้ก็ยังคงมีใบไม้สีเขียว แต้มสีแดงให้เห็น กระทั่งต้นไม้พุ่มเตี้ยบางต้นถึงกับมีดอกสีแดงเล็กๆ แซมออกมาประปราย
กระถางดินปั้น รวมถึงหินประดับสวน ตกแต่งไว้อย่างลงตัว หินทรายหลายตัวถูกสลักเป็นรูปของนักบวชตัวเล็กๆ แต่มีขนาดเท่ากับเด็กน้อยคนหนึ่งจริงๆ ตั้งวางเรียงรายไว้ตามมุมต่างๆอย่างลงตัว รวมถึงหินรูปนักสัตว์อีกหลายแบบ ทำให้ที่แห่งนี้ดูมีสีสันมากกว่าสวนที่เขาเดินผ่านมาเมื่อครู่อยู่มาก
ท่ามกลางหมอกสีขาวจางๆ ลอยเลียดพื้นกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ
หากเขามีโอกาส ก็อยากจะทำสวนเช่นนี้ให้กู้เซียนเซียนบ้างเหมือนกัน นางดูจะชอบเลี้ยงแมว เขาน่าจะหาลูกแมวไว้ให้นางเล่นสักหลายๆตัว เอากระต่ายมาปล่อยไว้ในสวนให้นางได้วิ่งไล่จับบ้าง บางทีตัวเขาควรจะฝึกกระบี่หรือดีดพิณอยู่ทางฟากโน้น..
‘ ทางฟากนั้น บางที ควร .. ? ’
เซียวหลงชะงักไปกับความคิดฟุ้งซ่านเรื่อยเปื่อยของตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง หมู่นี้เขาเองก็ไม่เข้าใจความคิดอ่านของตนเองอยู่เช่นกัน ชั่วขณะที่มีเวลาว่างเพียงน้อยนิด เขามักไพล่ไปคิดถึงเด็กสาวรูปร่างผอมบางขี้ริ้วขี้เหร่คนนั้น
แค่เห็นทิวทัศน์งดงามตรงหน้า ถึงกับมีความคิดตะเลิดล่องลอยไปไหนต่อไหน ช่างน่าละอายยิ่งนัก ที่นี่ไม่ใช่กระทั่งจวนของตัวเองเสียด้วยซ้ำ แม้จะแค่คิดอยู่ในใจ เขาก็ยังรู้สึกละอายอยู่ดี บางทีอาจเป็นเพราะเขาเป็นห่วงนางมากเกินไป ดีร้ายอย่างไร นางก็เป็นลูกศิษย์คนเดียวของเขามาหลายปี ยิ่งสุขภาพย่ำแย่เช่นนี้ด้วยแล้ว จะให้ไม่กังวลถึงเลยคงไม่ได้เช่นกัน
เซียวหลงได้แต่พยายามหาคำตอบและพยายามทำความเข้าใจตัวเองไปเรื่อยๆระหว่างที่รอบิดากลับมา
จอกชาที่ตั้งวางอยู่ยังอุ่นร้อน แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้ดื่มมันลงไป เขาทำเพียงยื่นมือไปวางประกบที่ฐานของกาน้ำชา ตรงหน้าเพื่อขับไล่ความหนาวเย็นออกไปจากปลายนิ้วมือเท่านั้น นั่งรอเช่นนี้ไปอีกเกือบสองเค่อ ถึงได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างตัว
“ คุณชายสาม “ เสียงบ่าวชายคนใหม่ที่เพิ่งเดินมาถึงเอ่ยเรียกเขาขึ้นมาเบาๆ หลังจากที่หางตาของเซียวหลงเห็นว่าเขาแอบไปกระซิบกระซาบกับบ่าวที่เคยยืนเป็นเพื่อนเขามาก่อนหน้า
ชายหนุ่มร่างสูงจึงรีบลุกขึ้นยืน หันไปมองทางบ่าวผู้นั้น เห็นเขาผายมือเชื้อเชิญไปที่ทางแยกอีกด้าน เซียวหลงจึงเลิกคิ้วเล็กน้อย
“ คุณชาย นายท่านเซียวหนาน ให้มาตามคุณชาย ข้าจะพาท่านออกไปทางประตูข้างเลย พวกเราเรียกรถม้าของจวนท่านมารอไว้แล้ว “ เขาเอ่ยยิ้มๆด้วยท่าทีสุภาพอย่างมาก ประโยคเดียวก็แจงแจงความสงสัยของเซียวหลงได้หมด
เซียวหลงตอบรับเบาๆก่อนยืดตัวเต็มความสูง แล้วก้าวขาเดินตามบ่าวคนนั้นออกไป อาจเพราะเขารู้สึกไม่คุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้ ประกอบกับที่แห่งนี้แปลกประหลาดอย่างยิ่ง ยิ่งเดินหมอกอุ่นๆก็แทรกสลับกับไอเย็นมากขึ้นเรื่อยๆ เดินมาได้ไม่ถึงร้อยก้าว หมอกกลับยิ่งลงหนากว่าเดิม เซียวหลงจึงเรียกให้บ่าวคนนั้นให้มาเดินนำหน้า เปลี่ยนเป็นเขาเดินตามหลังแทนเพราะเกรงจะเดินไปผิดทาง
แม้ว่าจะบอกว่าเดินไปออกประตูข้าง แต่เขากลับสัมผัสได้ว่าสถานที่แห่งนี้อยู่ลึกเข้ามาด้านใน กระทั่งต้องผ่านประตูหินโค้งสลักงดงามอ่อนช้อย จนกระทั่งทะลุมาถึงบ่อน้ำร้อนอีกด้าน
‘ ถึงกับมีบ่อน้ำร้อนด้านในเป็นพื้นที่ส่วนตัวเลย ?’ บ่อน้ำร้อนนั้นหากจะครอบครองได้ จำต้องขออนุญาติจากกองงานราชเลขาธิการก่อน ทั้งยังต้องจ่ายภาษีสูงลิ่วให้กับราชสำนักต่อเนื่องทุกปีไปจนเกือบครบยี่สิบปีจึงจะสามารถครอบครองเป็นสินทรัพย์ส่วนตัวได้ สำหรับคนทั่วไปนั้นจำเพาะแค่ต้องขออนุญาติก็แทบจะเรียกได้ว่าปิดโอกาสแล้ว และสำหรับบ่อน้ำพุร้อนหรือลำธารร้อนอื่นๆนั้น หากราชสำนักไม่สร้างพระราชวังสี่ฤดูสำหรับเชื้อพระวงศ์คร่อมไว้บริเวณส่วนต้นน้ำ ส่วนที่เหลือจึงจะให้เป็นสัมปทานสำหรับพ่อค้า หรือขุนนางที่มีตำแหน่งสูงไว้หารายได้เข้าคลังอีกทางหนึ่ง เพียงแต่อย่างหลังจะไม่สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ตลอดไปเท่านั้น
ชายหนุ่มคิดว่าสำหรับจวนกั๋วกง ความเป็นไปได้คืออย่างแรกเสียมากกว่า
เสียงน้ำไหลเอื่อยๆ ผสานกับหมอกอุ่นๆ ผสานกลิ่นกำมะถันจางๆ ทำให้เซียวหลงรู้สึกไม่สบายตัวสักเท่าไหร่ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ชื่อชอบความสวยงามของสถานที่แห่งนี้ แต่เพราะเขาไม่ถูกใจกับกลิ่นของกำมะถันต่างหาก
นี่หากว่าเขาจะต้องหาบ่อน้ำพุร้อนสักที่ไว้ในเรือนสำหรับให้กู้เซียนเซียนไว้แช่ขาแล้ว เขาคงต้องเลือกบ่อที่มีกลิ่นพวกนี้ให้ลดน้อยลงสักหลายส่วนเสียหน่อย กลิ่นฉุนเช่นนี้ไม่เหมาะกับสุขภาพของนางจริงๆ เขาคิดพลางนิ่วหน้ายกชายเสื้อขึ้นมาปิดจมูกเสริมเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง
แต่พอเผลอไผลไปคิดถึงเรื่องลูกศิษย์ของตัวเอง มุมปากของเขาพลันกระตุกยกขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
เพราะบ่าวชายด้านหน้าเดินนำเขาไปอย่างรวดเร็ว เสียงฝีเท้าแผ่วเบาลงเรื่อยๆ จนกลืนหายเข้าไปในหมอกหนารอบตัว
แต่เซียวหลงมิได้นำพา แค่กำลังจะคิดหันหลังเดินออกไปจากสถานที่แห่งนี้ด้วยตนเอง กลับได้ยินเสียงหญิงสาวนางหนึ่งร้องตะโกนขึ้นมาก่อน “ นั่นใคร !”
ตามมาด้วยสีฝีเท้าเบาๆที่ฟังดูก็รู้ว่าเป็นเสียงฝีเท้าของสตรีหลายคน กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้
ในขณะที่ปลายเท้าด้านหน้าของเขาก็พลันแตะเข้ากับขอบบ่อน้ำร้อนขนาดใหญ่ตรงหน้าพอดี โชคดีที่เขารั้งตัวเองไว้ได้ทันจึงไม่ได้ก้าวพลาดตกลงไป
มิน่าเล่า ตั้งแต่เดินเข้ามาใกล้บริเวณนี้ ยิ่งเต็มไปด้วยหมอกหนา ไอเย็นปะทะความร้อนจากบ่อมารวมกันที่จุดนี้นี่เอง.. ไวกว่าความคิด เสี้ยวขณะนั้นเองกำลังภายในขุมหนึ่งพุ่งเข้ามากระแทกอย่างแรงที่กลางหลังของเขา จนทำให้เขาเซไปทางด้านหน้าทันที ตามมาด้วยเสียง “ ตู้ม ! “ ดังสนั่นไปทั่วบริเวณ
“ อ๊ะ ช่วย..ด้วย.. ! ” เสียงหวีดร้องขวัญเสียเปล่งออกมาจากกลางบ่อน้ำแล้วขาดหายไป ก่อนจะตามมาเสียงร้องตกใจของสตรีคนอื่นๆ ที่กำลังเร่งสืบเท้าเข้ามาไกล้
“ ใครก็ได้ ช่วยด้วย ! “
“ มีคนบุรุก ! “
เหตุการณ์ชุลมุนภายใต้หมอกควันหนาบริเวณขอบบ่อน้ำร้อนเริ่มต้นขึ้นพร้อมๆกับ เสียงสตรีอ่อนหวานที่กรีดร้องอยู่กลางบ่อและเสียงกระเพื่อมของน้ำที่ดังตัดกันอย่างชัดเจน
“ ไม่..เจ้า เจ้า… แค่กๆๆๆ ออกไปนะ ถอยไป ! “
“ ใครก็ได้ ช่วยด้วย “
บ่าวหญิงห้าหกคนที่วิ่งกรูกันเข้ามา ต่างมีใบหน้าซีดขาว เมื่อเห็นชายหนุ่มร่างสูงในชุดขาวกอดร่างของสตรีที่แต่งกายไม่เรียบร้อยอยู่กลางบ่อ
หากจะบอกว่ากอดกันก็ไม่ค่อยจะถูกต้องนัก
น่าจะต้องบอกว่ากอดรัด เพื่อรั้งตัวเองให้มั่นคงจะเหมาะกว่า ทว่าการกอดรัดครั้งนี้ก็ทำให้สตรีผู้นั้นตกใจจนหน้าซีด เพราะร่างของคนทั้งคู่ถูกกดจมๆลอยๆไปมาสองสามรอบ กว่าที่จะพยุงตัวเองขึ้นมาได้อย่างมั่นคง
โชคดีที่น้ำในบ่อแห่งนี้ไม่ลึกมากนัก เพียงเลยช่วงเอวมาเท่านั้น แต่ในความโชคดีก็แฝงไว้ด้วยความอับโชคเช่นกัน เพราะทำให้ร่างของคนทั้งคู่ที่แม้จะสวมเสื้อสีขาวไว้ แต่เนื้อผ้าก็บางเบาจนแทบจะโปร่งแสง เผยให้เห็นสัดส่วนร่างกายบริเวณส่วนที่อยู่เหนือน้ำได้อย่างชัดเจน
เห็นได้ชัดว่าร่างที่สูงกว่าประคองหญิงสาวไว้จนสามารถยืนได้อย่างมั่นคงแล้ว
เหตุการณ์ทั้งหมด เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนคนอื่นๆที่รีบเดินเข้ามายังตั้งรับไม่ทัน
“ รีบไปประคองคุณหนูขึ้นมาเดี๋ยวนี้ มัวแต่เหม่ออะไรกัน ! “ เสียงบ่าวหญิงแลอาวุโสตะโกนสั่งการเหล่าสตรีบริวารให้รีบเร่งเข้าช่วยเหลือ
"มัวแต่เหม่ออะไรกันอยู่ได้ ! " สายตาของหมัวมัวมองไปยังเหล่าผู้คนที่ยืนนิ่งอึ้งอยู่ริมน้ำด้วยความไม่พอใจ
ภาพตรงหน้าปรากฏร่างบางระหงส์ยังคงถูกสวมกอดอยู่กลางบ่อน้ำ นางสวมเพียงเสื้อสีขาวบางเบาจนมองเห็นเนื้อหนังสีชมพูระเรื่อ หลังคนอื่นๆได้สติต่างรีบเร่งเข้าไปประคองร่างของนางขึ้นจากน้ำอย่างระมัดระวัง
ความงุนงงและตกใจ ปรากฏชัดบนใบหน้าของพวกนาง
‘ เกิดอะไรขึ้นกับคุณหนู? ทำไมถึงตกไปอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้ ? ’
‘ แล้วชีวิตของพวกนาง จะยังคงเหลือรอดให้เห็นแสงตะวันของวันพรุ่งนี้หรือไม่ ’
คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในใจ ของบ่าวสตรีทั่วบริเวณนั้น แต่กลับไม่มีใครกล้าเอ่ยถามออกมา
พวกนางได้แต่รีบเร่งพาคุณหนูกลับไปขึ้นมาบนฝั่ง ด้วยความกังวลใจ
เย่วโลวยังคงตัวสั่นราวกับลูกนกที่บาดเจ็บ ขาเรียวขาวดุจหิมะเดินย่ำก้อนหินที่ถูกทำเป็นขั้นบันไดก้าวขึ้นมาช้าๆ
“ ทำไม ? ที่นี่ถึงมีบุรุษเข้ามาได้ “ นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก แววตาหวาดผวา ไม่ได้ทำกระทั่งจะหันหลังกลับไปมองที่กลางบ่ออีก
“ รีบไปแจ้งท่านตา เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ข้าไม่ยอม ข้าไม่ยอมจริง ๆ “ นางแค่นเสียงสั่นระรัวราวกับไม่ได้รับความอยุติธรรมไปแล้ว น้ำเสียงเจือแววโศกเศร้าอาดูรยิ่งนักชวนให้คนรู้สึกอยากปกป้องทะนุทะนอมขึ้นไปอีก
หมัวมัวร่างอวบรีบใช้เสื้อคลุมหนาห่อร่างนางไว้อย่างมิดชิด หลังจากนั้นจึงเข้ามากอดนางเบาๆ ก่อนที่เย่วโลวจะซบหน้าลงกลางอกของบ่าวอาวุโสคนสนิท แล้วส่งเสียงสะอื้นไห้ออกมาเบาๆ
“ ข้า… ข้าอยากตาย “ นางยังคงร้องไห้อย่างน่าเวทนา ท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวาย เหล่าบ่าวสตรีได้รีบรวมตัวกันล้อมรอบร่างบางระหงส์ของหญิงสาวเอาไว้
พวกนางสร้างกำแพงจากร่างกายของพวกนางเอง เพื่อปกปิดเรือนร่างของคุณหนูจากสายตาของเหล่าองครักษ์ในจวน ที่พากันวิ่งกรูเข้ามายืนล้อมรอบสระน้ำแห่งนี้ด้วยอาการตื่นตะลึง
บุรุษผู้โชคร้าย ยังคงยืนนิ่งก้มหน้าอยู่กลางสระน้ำ ไม่กล้าขยับเขยื้อนไปไหน
เขาตระหนักดีถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ กระทั่งยังไม่รู้แน่ว่าเหตุการณ์นี้จะบานปลายไปสู่ทิศทางใด
“ คุณหนู นายท่านจะต้องให้ความยุติธรรมกับท่านอย่างแน่นอน “ หมัวมัวใช้ฝ่ามือตบลงไปบนหลังมือของสตรีในอ้อมแขนเบาๆ ปากก็เอ่ยปลอบโยนไปด้วยตลอดเวลา
“ ข้า .. จะมีหน้าไปพบใครได้อีก … ฮือๆๆ “ เสียงตัดพ้อสะอึกสะอื้นชวนให้ผู้คนรอบตัวปวดใจยิ่งนัก
“ พวกเจ้ายังยืนเฉยอะไรอยู่อีก รีบไปจับตัวเจ้าคนป่าเถื่อนขึ้นมา ลากมันไปขอความเป็นธรรมกับนายท่านเดี๋ยวนี้ “ เสียงหญิงอาวุโสสั่งการเฉียบขาด แม้จะมีฐานะเป็นบ่าวไพร่เหมือนกัน แต่ด้วยลำดับขั้นสูงสุดของบ่าวในเรือนนี้ ก็เพียงพอที่เหล่าองครักษ์จะรีบลงไปตะครุบตัวบุรุษผู้นั้นในทันที
เขาไม่ได้ขยับตัวถอยหนี กลับค่อยๆเดินขึ้นมาริมฝั่งเองหลังได้ยินเสียงสั่งการนั้น
สตรีที่ร้องไห้อยู่เมื่อครู่ หลังได้ยินเสียงน้ำถูกแหวกออก จึงค่อยๆหดคอลงต่ำคล้ายอับอายกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างมาก ปากก็รีบเอ่ยบอกสตรีที่กอดตนอยู่ “ เรา … เรา ไปจากที่นี่กันเถอะ ข้าจะไปพบท่านตาเอง ได้โปรดอย่าเพิ่งทำร้ายเขาเด็ดขาด “
หมัวมัวได้แต่พยักหน้ารับ และตะโกนสั่งองครักษ์ที่กำลังดึงชายหนุ่มขึ้นมาจากน้ำ
“ พวกเจ้าได้ยินแล้วใช่หรือไม่ จับตัวไว้ก่อน รอคุณหนูไปพบนายท่านพร้อมคนผู้นี้แล้วค่อยตัดสิน “
พูดจบนางก็ประคองคุณหนูของนางออกไปจากบริเวณบ่อน้ำร้อนทันที