ทุกคนในห้องรวมพลกำลังเดินตรงมาหาคานาตะด้วยสายตาที่เคียดแค้นและไม่เป็มิตร มีเพียง S-12 ที่ดูสุขุมเยือกเย็นที่สุด และ A-5 ที่ยืนยิ้มร่าอย่างไม่ปกติอยู่แล้ว
“นายต้องรับผิดชอบแทนพวกมัน” เอเลเซียเอ่ยเสียงแข็ง
“รู้ไหมว่าพวกนักการเมืองมันน่าโดนยิงกบาลทิ้งให้หมด” ฮอน์ลขู่สำทับพร้อมชักปืนขึ้นมาจี้คางคานาตะทันที
“ฉันไม่รู้ว่าพวกคุณไปโกรธแค้นอะไรเขามา แต่ตอนนี้เขาคือลูกทีมของพวกเรา ช่วยให้เกียรติด้วย” S-12 พูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งพร้อมก้าวมายืนขวางทุกคนเอาไว้ไม่ให้เข้าใกล้เด็กหนุ่มไปมากกว่านี้
ฝาแฝดทั้งสองยืนมองสถานการณ์จากมุมห้องเงียบๆ ก่อนจะยอมลดมีดสั้นในมือลงและพยายามไม่คิดอะไรมาก
“ฉันไม่ได้แค้นอะไรมันเป็การส่วนตัวหรอก! แต่แค่เห็นหน้าลูกหลานนักการเมืองแล้วเืมันขึ้นหน้า! ถ้าไม่ได้ฆ่าไอ้หนุ่มนี่... งั้นก็ขอฆ่ายัยโรคจิตตรงนั้นแทนแล้วกัน!” ฮอน์ลหมดความอดทนที่ต้องอยู่ร่วมห้องกับคนที่ทำให้ลูกเมียของเขาต้องตาย เขาหันกระบอกปืนยิงะุเลเซอร์ใส่ A-5 ทันที ทว่า A-5 มาพร้อมกับลูกเล่นล้ำสมัย ทันทีที่ะุพุ่งทะลุตัวเธอ ร่างนั้นกลับโปร่งแสงและผ่านเลยไปราวกับความว่างเปล่า
A-5 หัวเราะเยาะฮอน์ลอย่างบ้าคลั่ง “ฮ่าๆๆ คิดจริงๆ เหรอว่าฉันจะยอมเอาตัวจริงมาโผล่ให้พวกแกฆ่าง่ายๆ? ขนาดไอ้เด็กเปรตคนนั้นยังเคยลองทำมาแล้วเลย”
ภาพโฮโลแกรมย้อนหลังฉายขึ้นกลางห้อง เป็เหตุการณ์่ที่ทุกคนกำลังเดินเข้ามา มันบันทึกภาพตอนที่เอเลเซียล่องหนแฝงตัวเข้ามาและพยายามจะใช้มีดแทงร่างของ A-5 อยู่ก่อนแล้ว
“พวกคุณหยุดมือได้แล้ว ตอนนี้พวกเราลงเรือลำเดียวกันแล้ว และเรือลำนี้ไม่ต้อนรับการหักหลังกันเองภายในกลุ่ม” S-12 พูดเตือนสติเสียงหนัก
“งั้นเหรอ? แสดงว่าฉันก็คงห้ามพวกนายไม่ให้ฆ่ากันตายไม่ได้สินะ ถ้างั้นใครอยากจะฆ่าใครก็เชิญตามสบายเลยแล้วกัน” เรย์ แฝดสาวเอ่ยขึ้นอย่างเ็า
ทันใดนั้น หน้าจอหลักในห้องรวมพลก็สว่างวาบขึ้น พร้อมกับเสียงของจอมพลที่พูดแทรกเข้ามา “ทุกคนพอได้แล้ว! ผมรวมตัวพวกคุณมาเพื่อทำภารกิจ ไม่ใช่มานั่งล้างแค้นกันเอง”
ทุกคนยอมเดินแยกย้ายกันออกไปและเริ่มแบ่งเกาะกลุ่มกันอย่างชัดเจน ฝาแฝดอยู่ด้วยกัน S-12 และเอเลเซียยืนคู่อยู่ใกล้ๆ ส่วนฮอน์ลแยกไปอยู่คนเดียว เช่นเดียวกับคานาตะและร่างโฮโลแกรมของ A-5 จอมพลที่มองผ่านกล้องเห็นสภาพความแตกแยกเช่นนั้นก็ทำสีหน้าเคร่งเครียดเป็อย่างมากก่อนจะเอ่ยต่อ
“ได้โปรดฟังผมด้วย... พวกคุณทุกคนอาจจะเป็ตัวปัญหาในสายตาของรัฐบาลส่วนกลาง แต่ไม่ใช่สำหรับผม สำหรับผมแล้ว พวกคุณทุกคนคือผู้กอบกู้”
ทว่ายังไม่ทันที่จอมพลจะร่ายยาว ฮอน์ลก็เอ่ยขัดขึ้นมาอย่างไร้เยื่อใย “ช่างเื่น้ำเน่าพวกนั้นเถอะครับ เข้าเื่เลยได้ไหม”
คานาตะมองภาพตรงหน้าพลาลคิดในใจด้วยความกังวล ขนาดจอมพลผู้ทรงอำนาจยังโดนขัดคอได้ง่ายๆ แบบนี้ แล้วกลุ่มที่แทบจะไม่รู้จักกันเลยแถมยังเต็มไปด้วยความแค้นจะร่วมมือกันไปรอดได้ยังไง
จอมพลกระแอมไอแล้วพูดต่อ “ได้ งั้นผมเข้าประเด็นเลย พวกคุณทุกคนจะต้องทำภารกิจตามที่ผมสั่ง และภารกิจแรกของพวกคุณก็คือ...” ภาพบนหน้าจอเปลี่ยนเป็แผนผังยุทธการทางทหาร “...กำจัด Kairyu สามตัวที่รุกล้ำเข้ามาใกล้เขตของ Unbash แผนที่นี้คือพื้นที่บริเวณอาณานิคมเบื้องบนที่ 2 ไคริวทั้ง 3 ตัวนี้มีประวัติร้ายกาจเพราะมันเคยกำจัดหุ่น D.E.P. ของกองทัพไปแล้วถึง 5 เครื่อง ประกอบไปด้วย รหัส Meganus Tianaga, Meganus Vultum และ Meganus Absum”
A-5 ถามขึ้นทันที “ท่านจอมพลพอจะมีข้อมูลขีดความสามารถหรือพลังของพวกมันไหมคะ? หรือว่าได้มาแค่ชื่อเฉยๆ?”
“ผมมีข้อมูลจำกัดเท่าที่กล้องของหุ่น D.E.P. เครื่องที่ถูกทำลายบันทึกไว้ได้เท่านั้น...” จอมพลตอบ “ตัวแรก Tianaga รูปร่างเหมือนงูั์ ความสามารถยังไม่แน่ชัดเพราะมันเคลื่อนไหวไวมาก ตัวที่สอง Vultum รูปร่างคล้ายัติดปีกเจ็ท ส่วนตัวสุดท้าย Absum เป็ไคริวประเภทเดินสองขา มีสองแขนทรงพลัง ข้อมูลเบื้องต้นมีเท่านี้เลย”
S-12 หันไปมองหน้า A-5 และเธอก็มองตอบกลับมา ทั้งสองคนซึ่งเป็ผู้เชี่ยวชาญรู้ทันทีว่าสถานการณ์นี้ตึงมือแค่ไหน ทันใดนั้น เค ฝาแฝดชายก็โพล่งขึ้นมา “ท่านครับ แบบนี้มันส่งพวกเราไปตายชัดๆ! แถมนอกจากพวกทหารเก่า ในนี้ไม่มีใครเคยผ่านการฝึกขับหุ่น D.E.P. มาก่อนเลยนะครับ!”
ฮอน์ลเอ่ยขัด “ฉันเคยขับโว้ยไอ้หนู”
S-12 เสริมขึ้น “ฉันเองก็ผ่านสมรภูมิรบกับพวกมันมานาน”
“เื่ฝีมือการขับพวกคุณไม่ต้องกังวล...” จอมพลกล่าว “เพราะเทคโนโลยีที่เราติดตั้งลงไปไม่ใช่ระบบกลไกห้องนักบินธรรมดา แต่มันคือระบบควบคุมอัจฉริยะรุ่นใหม่ล่าสุดในชื่อ AVENEXIS (อเวเน็กซิส) มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแบกรับคนขับที่เป็มือใหม่อย่างพวกคุณโดยเฉพาะ และทำงานคู่กับหุ่น D.E.P. รุ่นปรับปรุงพิเศษ ทว่าเนื่องจากโครงการนี้เพิ่งถูกเปิดใช้งานด่วน ณ ตอนนี้กองทัพจึงมีหุ่นที่พร้อมรบเพียงแค่สามเครื่องเท่านั้น ได้แก่ McProton ของฮอน์ลที่ได้รับการพัฒนาใหม่, Cylig Aeronic ของ S-12 และหุ่นรบตัวต้นแบบรหัส ANX-01” จอมพลพูดจบก็ทิ้ง่ให้ลูกทีมได้คิดทบทวน
คานาตะขมวดคิ้วแล้วถามขึ้น “หุ่นมีสามเครื่อง ทหารเก่ามีสองคน... หมายความว่ามีหุ่นอีกหนึ่งเครื่องที่ยังไม่มีคนขับใช่ไหมครับ?”
ทุกคนในห้องหันมามองหน้ากันเองทันที ก่อนจะจับจ้องไปที่จอมพลพรางคิดตามว่าใครในบรรดามือใหม่จะเป็ผู้แบกรับหน้าที่ขับหุ่นต้นแบบเครื่องนั้น
“ฉันจะเป็คนขับมันเอง” เค อาสา
“ไม่... นายไปอยู่แนวหลังซะ ฉันต่างหากที่จะขับ” เรย์ พูดขัดน้องชาย
“เอาน่า... เดี๋ยวถ้าใครสักคนตายไป ก็สลับสับเปลี่ยนหาเ้าของใหม่ได้เองนั่นแหละ~” A-5 พูดยิ้มๆ อย่างไร้หัวใจ
ในขณะที่ฝาแฝดกำลังถกเถียงกัน เอเลเซียก็ยังมีท่าทีหวาดกลัวและไม่พร้อมรบ ส่วน A-5 เองก็ไม่สนใจจะไปขับหุ่นโง่ๆ อยู่แล้ว S-12 ที่ยืนประเมินสถานการณ์อยู่จึงหันสายตาไปมองเป้าหมายเดียวที่เหลืออยู่... ชายหนุ่มผู้เป็ลูกนักการเมืองที่ทุกคนเกลียดชัง ทว่ายังไม่ทันที่ S-12 จะได้ออกปากเสนอชื่อ คาวบอยเฒ่าก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“งั้นก็ส่งไอ้ลูกคนรวยนี่ไปขับซะสิ” ฮอน์ลพูดขึ้นพลางชี้ไปทางคานาตะ “ดูจากสภาพแล้วในหมู่มือใหม่ไม่มีใครพร้อมสักคน มีแต่ไอ้หมอนี่แหละที่ดูไม่มีอะไรจะเสียที่สุด ถ้ามันขับแล้วรอดก็ถือว่าเราได้คนแบกเพิ่ม แต่ถ้ามันขึ้นไปโดนเหยียบตาย... ก็ถือเป็ผลดีกับฉันอยู่ดี”
คำพูดของฮอน์ลทำให้ทุกคนในห้องเงียบกริบลงทันที
ณ อู่เก็บหุ่น D.E.P. โซน A (ห่างจากศูนย์กลาง Unbash 34 กิโลเมตร)
“ว้าว... ไม่ได้เจอกันนาน ดูหน้าตาดีขึ้นเยอะเลยนะเพื่อนยาก” ฮอน์ลเดินแบกสัมภาระเข้ามาในโถงซ่อมบำรุงขนาดใหญ่ สายตาจับจ้องไปยัง McProton หุ่นรบคู่ใจของเขา
เวลานี้ทุกคนได้เห็นโฉมหน้าอันดุดันของหุ่นรบทั้งสองเครื่องแล้ว ทว่าหุ่นตัวต้นแบบกลับไม่ได้จอดอยู่ในบริเวณนี้ “แล้วหุ่นรุ่นทดสอบหายไปไหน?” S-12 เอ่ยถามเมื่อเห็นความว่างเปล่าตรงกลาง ก่อนที่จอมพลจะเดินนำทีมเ้าหน้าที่ออกมาจากประตูอีกด้าน
“ANX-01 กำลังอยู่ในขั้นตอนการขนย้ายด่วนพิเศษ อาจต้องใช้เวลาอีกสักนิด แต่รับรองว่ามันจะมาถึงทันเวลาเปิดศึกแน่นอน” จอมพลตอบย้ำความมั่นใจ
“สรุปคือ... พวกเราจะไม่มีการซ้อมรบหรือทำความคุ้นเคยกับระบบก่อนขึ้นบินเลยใช่ไหมครับ?” คานาตะถามด้วยความกังวล และ S-12 ก็ปรายตามองเขาช้าๆ ราวกับััได้ถึงบางอย่างในตัวชายหนุ่ม
“สถานการณ์บีบคั้นเกินกว่าจะมานั่งซ้อมขึ้นบิน ถ้ามัวแต่ชักช้าพวกไคริวอาจจะพังอาณานิคมชั้นบนราบคาบเสียก่อน ศึกนี้พวกคุณต้องไปตายเอาดาบหน้าอย่างเดียวเท่านั้น” จอมพลตอบอย่างเด็ดขาด ก่อนจะผายมือไปยังประตูทางเดินด้านหลัง “เอาล่ะ ตามผมมา เดี๋ยวผมจะพาไปยังห้องพักส่วนตัวของแต่ละคน”
ทุกคนเดินตามจอมพลแยกย้ายกันไป มีเพียง เค ที่ยังคงยืนเหม่อมองหุ่นรบั์ทั้งสองเครื่องอยู่ชั่วครู่ด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะสาวเท้าตามกลุ่มไปทีหลัง โดยห้องพักของทุกคนถูกจัดวางตามลำดับชั้นอย่างเป็ระบบ:
“แบ่งห้องพักตามนี้ ขนสัมภาระเข้าห้องตัวเองให้เรียบร้อย และนักบินทั้งสามคนกรุณาสวมชุดนักบินทันที” จอมพลสั่งการทิ้งท้ายก่อนจะเดินจากไป
คานาตะรู้สึกใและตื่นตระหนกมากที่ทุกอย่างมันบีบคั้นกะทันหันขนาดนี้ แต่ในเมื่อไร้ทางเลือก เขาจึงได้แต่ถอนหายใจยาวแล้วเดินเข้าห้องพักไปเพื่อเตรียมตัว
เวลาผ่านไปสักพักในความเงียบ จู่ๆ เสียงเคาะประตูห้องของคานาตะก็ดังขึ้น ก๊อก... ก๊อก...
“ใคร?” คานาตะเอ่ยถาม ทว่ากลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ เขาจึงตัดสินใจเดินไปเปิดประตู และต้องชะงักเมื่อพบ เค ยืนอยู่หน้าห้อง
“นายเองเหรอ... หนึ่งในแฝด มาทำอะไรที่ห้องฉัน?”
เคไม่ตอบคำถาม แต่กลับเดินเข้ามาในห้องพลางหยิบมีดวางลงบนโต๊ะกลางห้องอย่างเยือกเย็น ก่อนจะหันมาสบตาคานาตะ “ฉันรู้ว่านายเข้าใจดี... ในหน่วย ARCUS ไม่มีใครญาดีกับพวกนักการเมืองหน้าเืหรอก เพราะงั้นฉันจะขอถามนายตรงๆ ...” เคเดินสืบเท้าเข้ามาประชิดตัวคานาตะ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในแววตาของเด็กหนุ่ม “นาย... ถูกใครส่งมาแฝงตัวในกลุ่มนี้กันแน่?”
คำถามนั้นทำให้คานาตะรู้ทันทีว่า ในสายตาของทุกคน เขายังคงเป็ลูกนักการเมืองที่น่าสงสัยและอาจเป็สายสืบที่กุมประวัติของทุกคนไว้ในมือ
“หมายความว่ายังไงที่ว่าถูกส่งมา? นายคิดจริงๆ เหรอว่าคนอย่างฉันอยากจะเอาชีวิตมาทิ้งในที่แบบนี้ด้วยตัวเอง?” คานาตะสวนกลับด้วยน้ำเสียงเรียบแต่กำลังค่มความไม่มั่นใจอยู่
“ก็จริงของนาย ถ้านายถูกเบื้องบนส่งมาเป็สาย นายคงเลือกสิ่งที่ดีกว่านี้ไปแล้ว แต่เท่าที่ฉันสังเกต... นายกลับดูไร้ทางเลือกและจนตรอกยิ่งกว่าพวกเราอีก งั้นขอเปลี่ยนคำถาม...” เคขยับตัวเข้าใกล้ คำถามถัดมาของเขาคมกริบยิ่งกว่ามีดที่วางอยู่บนโต๊ะ “...ในเมื่อไม่มีทางเลือก ทำไมนายถึงยังอยากจะขึ้นไปช่วยพวกมนุษย์เบื้องบนอีกล่ะ?”
“น-นายรู้อะไรเกี่ยวกับตัวฉันมางั้นเหรอ? ทำไมถึงปักใจเชื่อว่าฉันอยากจะเสนอหน้าไปช่วยคนอื่นขนาดนั้น?” คานาตะถามกลับ น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยในตอนแรกก่อนที่เขาจะรีบสูดหายใจลึกเพื่อเก็บอาการ
“เพราะั้แ่ที่ฉันจับตาดูนายมา... นายไม่มีคุณสมบัติเลวๆ เหมือนพวกนักการเมืองเลยสักนิด ไม่เห็นแก่ตัว ไม่พูดจาโอ้อวด สุขุม และที่สำคัญที่สุดคือนายไม่เคยปฏิบัติหรือมองพวกเรายีนกลายพันธุ์ว่าเป็ตัวประหลาดเลยด้วยซ้ำ” เค เอ่ยปากชมตรงๆ
“และภารกิจพลีชีพแบบนี้เป็งานประเภทที่พวกนักการเมืองไม่มีวันยอมลดตัวลงมาทำเด็ดขาด แต่นายกลับมายืนอยู่ตรงนี้ ทั้งที่รู้เต็มอกว่าอาจจะถูกใครสักคนในทีมแอบฆ่าทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้” เค พูดต่อ
“เื่ที่มีใครส่งมาน่ะ... ไม่มีหรอก แต่ถ้านับว่าฉันเป็คนตัดสินใจเดินเข้ามาในกรงขังนี้ด้วยตัวเองก็คงไม่ผิด ส่วนเื่ที่นายบอกว่าฉันไม่เหมือนพวกนักการเมือง... บางทีมันอาจจะไม่จริงอย่างที่นายคิดก็ได้..” คานาตะตอบพรางหันไปมองมีดบนโต๊ะ “แล้วสรุปทำไมเมื่อกี้ตอนเข้าห้องมา นายไม่แทงฉันให้ตายคามือไปเลยล่ะ?”
“ไอ้โง่... ถ้าฉันแทงนายตายตรงนั้นแล้วฉันจะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา? ต้องไปฝืนขับหุ่นรบต้นแบบที่ตัวเองไม่รู้ว่าจะคุมมันอยู่ไหมงั้นเหรอ?” เคหลุดหัวเราะในลำคอก่อนที่แววตาจะอ่อนแสงลง “ที่จริงแล้ว... ลึกๆ ฉันยังอยากจะเชื่อว่ามันยังมีนักการเมืองที่เป็คนดีหลงเหลืออยู่ใน Unbash บ้าง ถึงพี่สาวของฉันจะคอยด่าบ่อยๆ ว่าความคิดนี้มันไร้สาระก็เถอะ... แต่พวกเราที่เป็มนุษย์กลายพันธุ์ไม่อยากเห็นเด็กๆ รุ่นหลังต้องเกิดมาเผชิญความทุกข์ทรมานเหมือนพวกเราอีกแล้ว ถ้าพวกเราร่วมมือกันพานายกรุยทางขึ้นไปเป็นักการเมืองแทนที่พ่อนายได้... บางทีมันอาจจะช่วยเปลี่ยน Unbash ให้ดีขึ้นมาได้บ้าง” เค ยิ้มที่มุมปากอย่างขมขื่น ใบหน้าแสดงความเศร้าหมองจากาแในอดีต
“มันเป็ไปไม่ได้หรอก...” คานาตะก้มหน้ากำหมัดแน่น “...ฉันเองก็เคยคิดเพ้อฝันแบบนั้นเหมือนกัน แต่วิธีคิดแบบนั้นมันทำให้แม่ของฉันต้องตาย... และมันคือความรับผิดชอบอันหนักอึ้งที่ฉันยอมรับมันไม่ได้... ฉัน—”
ทว่ายังไม่ทันที่คานาตะจะระบายความในใจจบ เสียงประกาศตามสายอันแหลมสูงของ A-5 ก็ดังแทรกขึ้นทั่วลำโพงอาคาร สั่งการให้คานาตะรีบไปรวมยังห้องปฏิบัติการ
คานาตะสบตากับเคชั่วครู่ ก่อนที่ทั้งสองจะพากันวิ่งตรงไปยังห้องปฏิบัติการชั้นกลางของ A-5 ทันที เมื่อคานาตะก้าวเท้าเข้ามาในห้อง ฮอน์ลพูดขึ้นทันที “มาช้าชะมัด! นึกว่าไอ้ลูกคุณหนูมันจะหนีทหารไปซะแล้ว!”
“เป็ความผิดของฉันเอง อย่าไปโทษเขาเลย ฉันเป็คนชวนเขาคุยเื่ไร้สาระนานไปหน่อย” เค พูดแทนคานาตะ
“เหอะ... เดี๋ยวนี้นายหช่วยพวกนักการเมืองแล้วหรอ?” เรย์ หันไปเอ่ยประชดประชันน้องชายของเธอ
คานาตะก้าวสืบเท้าเดินไปหยุดอยู่ตรงกลางวงล้อมของทุกคนก่อนจะพูดขึ้น “พอได้แล้ว... ฉันรู้ดีว่าพวกนายมองฉันยังไง และฉันก็ไม่สนด้วย แต่สิ่งสำคัญในตอนนี้คือการปกป้องชีวิตผู้คนบนโลกเบื้องบน นั่นคือภารกิจเดียวของเรา ถ้าพวกเรายังมัวแต่แตกคอกันเองั้แ่อยู่ในห้องแคบๆ แบบนี้... พวกเราก็คงไม่ต่างจากพวกนักการเมืองพวกนั้นหรอก...”
คำพูดของคานาตะทำให้ S-12 พยักหน้าช้าๆ อย่างพึงพอใจและเห็นว่าทีมเลือกคนได้ถูกต้องมากๆ แม้คนอื่นๆ จะยังมีอารมณ์ขุ่นมัวอยู่บ้างแต่ก็ยอมเงียบลง
“รายงานแผนการมาได้เลย A-5” คานาตะหันไปสั่งการ
A-5 ทำสีหน้าเหวอและใเล็กน้อยเพราะไม่คาดคิดว่าจะโดนเด็กหนุ่มออกคำสั่งใส่ “อะ... เอ๋? แผนการงั้นเหรอ? ไม่มีหรอก! หน้าที่ของพวกนายก็แค่ขึ้นไปสู้แล้วเก็บข้อมูลดิบของพวกไคริวกลับมาให้ฉันวิจัยเพิ่มก็พอ อ้อ... แล้วฉันแนะนำให้รีบๆ ตายกันไวๆ ด้วยนะ มันน่าสนุกดี! ฮิๆๆ”
เอเลเซียเอ่ยพร้อมขมวดคิ้วเล็กน้อย “ถ้าไม่มีแผนรับมือแบบนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับภารกิจฆ่าตัวตายชัดๆ เลยไม่ใช่เหรอ? แล้วถ้าอสุรกายพวกนั้นมันหาทางเชื่อมถล่มแนวป้องกันด่านหน้าพังลงมาถึงเมือง Unbash ใต้ดินได้... พวกเราทุกคนไม่ตายกันหมดงั้นเหรอ?”
“ไม่หรอก...” น้ำเสียงเย็นเฉียบไร้อารมณ์ของ S-12 เอ่ยแทรกขึ้น “เราอยู่ห่างจาก Unbash มาก พวกมันไม่มีทางทะลวงลงมาได้ง่ายๆ หรอก แต่สิ่งที่น่าห่วงคือหากพวกเรารอดกลับมาได้ เสบียงสำรองของฐานนี้มีจำกัดจำเขี่ยแค่สำหรับ 1 เดือนเท่านั้น ยิ่งถ้าต้องคำนวณอัตราการใช้พลังงานและการปันส่วนอาหาร ยังไม่นับรวมเื่ความขัดแย้งที่อาจฆ่ากันเองเพราะอาหารหมดในอนาคตด้วยซ้ำ”
ทุกคนในห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง ก่อนที่จะมีสัญญาณเรียกสายแทรกเข้ามาจากหน้าจอสื่อสารหลัก “เหล่านักบินพร้อมกันหรือยัง? ตอนนี้อาวุธยุทโธปกรณ์ตัวสุดท้ายและหุ่นรบต้นแบบส่งมาถึงอู่ซ่อมบำรุงของพวกเธอเรียบร้อยแล้ว” จอมพลเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“พวกเราพร้อมแล้วครับท่านจอมพล” คานาตะตอบรับทันที ก่อนจะหันกลับไปสบตากับสมาชิกในทีมทุกคนที่ยังไม่รู้จะทำอะไรกันสักอย่าง “ทุกคนฟังให้ดี... ถึงยัยวิทยาศาสตร์โรคจิตนี่จะไม่มีแผนให้ แต่พวกนายทุกคนต่างมีความสามารถเฉพาะตัวติดมาด้วย เอเลเซีย เธอคอยสแตนด์บายร่วมกับ A-5 และฝาแฝด เค-เรย์ ไปประจำตำแหน่งที่หน้าจอมอนิเตอร์ตรงนั้น คอยแจ้งสถานการณ์และการเคลื่อนไหวของไคริวแต่ละตัวขึ้นมาให้พวกฉัน A-5 คุณต้องคอยสแกนโครงสร้างและรายงานมาหาพวกเราทันทีที่พบจุดอ่อนหรือพลังงานเอเอ็นในตัวพวกมัน... ส่วนคุณ S-12 คุณกับผมจะเป็แนวหน้าดึงความสนใจเพื่อเปิดช่องว่างให้ฮอน์ลคอยยิงสนับสนุนจากระยะไกล... ทุกคน! ขอให้ทำตามที่บอกด้วยครับ!” คานาตะก้มหัวลงอย่างนอบน้อม ขอร้องให้ทุกคนช่วยร่วมมือทำตามยุทธวิธีที่เขาเพิ่งวางสดๆ
S-12 เป็คนแรกที่ขยับตัวและก้าวเดินออกไปจากห้องปฏิบัติการ “รับทราบ... ฉันจะไปประจำที่ทันที” สมาชิกคนที่เหลือหันมามองตากันเงียบๆ ก่อนจะยอมสลายตัวแยกย้ายไปประจำจุดยุทธศาสตร์ตามที่คานาตะมอบหมาย
“ทำได้ไม่เลวนี่ไอ้หนู สติและการตัดสินใจเฉียบขาดรวดเร็วดี... ฉันว่าฉันจะเก็บแกไว้เป็รายชื่อคนสุดท้ายในเดดลิสต์ ที่ฉันจะไปฆ่านักการเมืองแล้วกัน” ฮอน์ลเดินตาม S-12 มุ่งหน้าสู่อู่เก็บหุ่น
[DEP-AX92 : McProton]
“ฮอน์ล แม็คเนส ประจำตำแหน่ง... McProton พร้อมทะยานสู่พื้นผิว!” คาวบอยเฒ่าส่งสัญญาณผ่านวิทยุสื่อสาร
[DEPX-127 : Cylig Aeronic]
“Synthetic หมายเลข 12... Cylig Aeronic ประจำจุดปล่อยตัว ยืนยันความพร้อมระบบ ดีดตัวขึ้นสู่พื้นผิวโลก” S-12 รายงานด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิทตามกลไก
และสุดท้าย ไฟตรงกลางระหว่างหุ่นทั้งสองเปิดขึ้นเผย
[ANX-01]
“คานาตะ ฮิมารุ... ประจำเครื่อง ANX-01 ระบบพร้อมทำงานครับ!” เสียงของเด็กหนุ่มรายงานกลับมา แม้จะเต็มไปด้วยความประหม่าทว่าก็พยายามฝืนทำใจดีสู้เสือ
A-5 ยิ้มโรคจิตผ่านหน้าจอควบคุม “ในเมื่อพร้อมกันแล้ว... งั้นก็ออกไปตายกันให้หมดได้เลย~” เธอกตปุ่มเดินเครื่องส่งหุ่นรบทั้งสามเครื่องทะยานพุ่งขึ้นสู่ชั้นผิวโลกทันที
ระยะทางแนวดิ่งจากนครใต้ดิน Unbash ไปถึงเปลือกโลกเบื้องบนมีความลึกอยู่ราวๆ 7 ถึง 9 กิโลเมตร ท่อดีดตัวใช้พลังงานควอนตัมของเตาปฏิกรณ์ M.T.I. ในการตรึงมลสารและสร้างสนามพลังลดแรงกดดันมหาศาลรอบตัวหุ่นเอาไว้ พร้อมใช้ความเร็วพุ่งทะยานสูงถึง Mach 2.04 ดีดร่างเหล็กั์ขึ้นสู่สมรภูมิเบื้องบนภายในเวลาเพียง 10 วินาทีเท่านั้น ซึ่งหากไม่มีระบบพลังงาน M.T.I. คอยดูดซับแรงจลน์สะท้อนกลับ มนุษย์และหุ่นรบภายในอุโมงค์ส่งจะแหลกเหลวกลายเป็เศษซากในพริบตาจากความเร็วระดับเหนือเสียงนี้
บนหน้าจอมอนิเตอร์ภายในห้องนักบินและห้องปฏิบัติการขึ้นตัวเลขคอยนับถอยหลังสีส้ม: -8 วินาที... -5 วินาที... -1 วินาที...
ทันทีที่ตัวเลขดีดเหลือ 0 แผ่นเหล็กกั้นชั้นผิวโลกก็เปิดออก แสงสว่างนวลตาจากดวงจันทร์บนฟากฟ้าที่ประชาชนใต้พิภพไม่เคยเห็นมาตลอดชีวิต สาดส่องลงมากระทบร่างเหล็กกล้าของหุ่นทั้งสามเครื่องในรอบศตวรรษ
“นี่เหรอ... โลกเบื้องบน...” เอเลเซียพึมพำเสียงแ่ขณะจับจ้องภาพทิวทัศน์ผ่านหน้าจอมอนิเตอร์ในห้องควบคุมใต้ดิน
คานาตะเบิกตากว้างจนพูดอะไรไม่ออก แสงจันทร์สะท้อนเข้าสู่ดวงตาของฝาแฝด เค-เรย์ ผ่านหน้าจอควบคุมจนเกิดประกายแวววับ ขณะที่ A-5 ยังคงนั่งฮัมเพลงไม่รู้สึกอะไรกับภาพตรงหน้า
“เอาล่ะเด็กๆ ... ได้เวลาไปขยี้พวกไคริวกันแล้ว” ฮอน์ลพูดและบังคับหุ่น McProton ชักปืนลูกโม่ขึ้นมาควง จากนั้นเสียงก้าวเท้าอันหนักหน่วงของจักรวาลรบทั้งสามเครื่องก็ดังสนั่นไปทั่วพื้นปฐี มุ่งหน้าฝ่าความมืดออกไปตามหาอสุรกายั์เป้าหมายทันที...
