บทที่ 60 เป็นฝ่ายปล่อยมือ
หม่าไต้หนานเตรียมจะพุ่งเข้าไปกอดฉินเสี่ยวซู่โดยที่ไม่สนว่าลูกเต็ม จหรือไม่
แต่ฉินเสี่ยวซู่กลับเบี่ยงตัวหลบ
“ลูกแม่! ลูกชายของแม่! แม่เป็นแม่แท้ ๆ ของลูกนะ!” หม่าไต้หนานคร่ำครวญสติแตก
ฉินเสี่ยวซู่ประคองน้องสาวแล้วดันออกเล็กน้อย
เพราะเมื่อกี้ฉินเสี่ยวกั่วกอดเขาอยู่ ถ้าหม่าไต้หนานพุ่งเข้ามาจะเตะน้องสาวเอาได้
ตอนนี้เขาหลบเลี่ยงแล้ว แต่ก็ยังมองไป๋อวี้สลับกับมองจ้าวอิ้งหงอีหลักอีเหลื่อ
คนอื่นก็ไม่รู้ว่าควรทำยังไง
มีแต่แม่สื่อหูที่เอาแต่เอะอะว่า “โธ่ เสี่ยวซู่เอ๋ย เด็กคนนี้มันยังไงกัน นี่มันแม่แท้ ๆ ของแกนะ! แม่แท้ ๆ!”
“ใช่ ๆ แม่เป็นแท้ ๆ ของลูกนะ!” หม่าไต้หนานรีบเอ่ยทันที
ไป๋อวี้ทอดถอนใจ ก่อนจะเดินเข้าไปดันหม่าไต้หนานออก
เธอโน้มตัวลงคุยกับเสี่ยวซู่ “เสี่ยวซู่ หล่อนเป็นแม่ของนาย”
เมื่อกี้ฉินเสี่ยวซู่เอาแต่มองเธอตลอดเวลา สายตาแฝงด้วยความรู้สึกมากมาย
เต็มไปด้วยความสับสน ทำอะไรไม่ถูก ขอความช่วยเหลือ...
ตอนนี้ไป๋อวี้บอกว่าคนนี้เป็นแม่ของเขา เขาก็อึ้งไปเล็กน้อย
ไป๋อวี้พูดอย่างใจเย็น “เสี่ยวซู่ แม่ก็คือแม่ เป็นคนให้กำเนิดนาย นายมองเธอหน่อยสิ ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก”
ฉินเสี่ยวซู่ถึงค่อย ๆ เคลื่อนสายตาไปที่หม่าไต้หนานช้า ๆ
หม่าไต้หนานโมโหขึ้นมาทันที ตอนนี้เขาเชื่อผู้หญิงคนนั้นแล้วอย่างสิ้นเชิง!
แต่ตอนนี้เธอก็ยังมองฉินเสี่ยวซู่อย่างอบอุ่น “ลูกแม่ แม่คิดถึงลูกมาแปดปีแล้ว...”
ฉินเสี่ยวซู่ถอยหลังเล็กน้อย “แล้วทำไมเมื่อก่อนไม่กลับมา”
“แม่...แม่โดนหลอก โดนจับไปขัง!” หม่าไต้หนานกล่าวอย่างรีบร้อน “ไม่เชื่อก็ถามทุกคนดู แม่หนีออกมา หนีมาหาลูกนะ!”
เธอพูดพลางรีบถลกแขนเสื้อขึ้นเผยให้เห็นข้อมือที่ผอมแห้ง
“ลูกแม่ ลูกดูสิแม่ลำบากแค่ไหน แม่ผอมขนาดนี้แล้วเนี่ย!”
พอฉินเสี่ยวซู่เห็นสภาพเธอกลับยิ่งทำอะไรไม่ถูกไปกันใหญ่
เด็กในวัยอย่างเขามีเรื่องราวมากมายที่เหมือนจะเข้าใจแต่จริง ๆ แล้วไม่เข้าใจ
ยังไม่ยอมรับคนคนนี้จากใจจริง แต่ถึงจะรู้ว่าเป็นแม่แท้ ๆ ก็ไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับการบอกเล่าความทุกข์ของเธอยังไง
เขาไม่รู้ว่าควรแสดงออกยังไง
ความจริงนอกจากไป๋อวี้ที่อดทนสังเกตอารมณ์ความรู้สึกของเขา คนอื่นก็ไม่รู้ว่าควรทำตัวยังไงเหมือนกัน…
แม่สื่อหูยังอยากจะกระโดดอีกสักสองที แต่ไป๋อวี้ก็ถลึงตามองเธออย่างดุดัน เธอเลยหดตัวกลับไป
“อย่ายืนคุยกันหน้าบ้านเลย เข้ามาข้างในเถอะ” ไป๋อวี้ว่าพลางโอบเสี่ยวซู่เอาไว้
เสี่ยวซู่ถึงได้รู้สึกปลอดภัยขึ้นมานิดหน่อย เกาะติดเธอแจเงียบ ๆ
……
ไป๋อวี้เก็บกวาดจัดการลานบ้านมาร่วมเดือนแล้ว
ไม่ได้มีแค่แปลกปลูกผักกับพวกเล้าไก่ เธอยังให้ฉินต้าซานทำซุ้มปลูกผักไว้ในสวนด้วย เริ่มมีใบเขียวนานาชนิดไต่ขึ้นตามราวแล้ว
ตั้งโต๊ะเตี้ยกับเก้าอี้ไว้ใต้ซุ้มปลูกผักที่เป็นสีเขียวธรรมชาติ
ครอบครัวพวกเขามักจะกินข้าวที่นี่เป็นประจำ
ทุกคนต่างก็ชอบซุ้มปลูกผักอันนี้กันมาก พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจะทำเหมือนกัน
ฉะนั้นตอนนี้ไป๋อวี้เลยไม่ได้ให้ทุกคนเข้าไปในบ้าน แต่นั่งกันอยู่ในลานบ้าน
อารมณ์ของหม่าไต้หนานสงบลงบ้างแล้ว คอยนั่งมองเสี่ยวซู่บ่อย ๆ อยู่ตรงนั้น
เธอเริ่มอธิบายทุกอย่าง คำพูดก็เป็นสิ่งที่เอ่ยไปก่อนหน้านี้ บอกว่าตอนเธอสาวไม่รู้ประสา และถูกผู้ชายคนนั้นหลอก
ผู้ชายคนนั้นทำไม่ดีกับเธอ ลักพาตัวเธอไปต่างถิ่นแล้วกักขังเธอไม่ให้ไปไหน
แถมยังบอกด้วยว่าเธอนึกเสียใจตั้งแต่ปีที่สองหลังหนีไป อยากกลับมาก็หนีออกมาไม่ได้
ผลปรากฏว่าในที่สุดเธอก็หนีออกมาได้ เพราะอยากเจอลูกชายเลยขอทานมาตลอดทางจนถึงฉินเจียถุน
เรื่องราวของเธอเล่าได้ยอดเยี่ยมน่าประทับใจ ชวนให้น้ำตาไหล
แต่ผลลัพธ์ไม่ได้ดีอย่างที่หม่าไต้หนานคิด
มีแค่แม่สื่อหูที่รำพัน ‘โธ่ๆ’ อยู่อย่างนั้น คนอื่นไม่มีใครปริปาก
อากัปกิริยาของฉินเสี่ยวซู่ค่อนข้างแตกต่างไป เขายืนเงียบอยู่ข้างๆ ตลอดเวลา ก้มหน้ามองพื้นไม่สบตาใคร
หม่าไต้หนานเล่าจบแล้ว สุดท้ายสรุปว่า “ตอนสาวฉันไม่รู้ความจริงๆ...ใครๆ ก็เคยเป็นเด็กไม่รู้เรื่องรู้ราว ทุกคนว่าจริงไหมล่ะ”
เอ่ยเสร็จก็มองไป๋อวี้แวบหนึ่ง
จ้าวอิ้งหงกับป้าเฉินเข้าข้างไป๋อวี้มาตลอด แต่ตอนนี้กลับรู้สึกอัดอั้นตันใจอย่างไม่ทราบสาเหตุ
มีแต่ไป๋อวี้ที่นิ่งเฉยที่สุด
เธอพูดกับหม่าไต้หนานว่า “เธอแจ้งความหรือยัง”
หม่าไต้หนาน “...ฮะ”
“เขาไม่ปล่อยเธอเท่ากับผิดกฎหมาย กักขังหน่วงเหนี่ยวผู้หญิงต้องเข้าค่ายแรงงาน” ไป๋อวี้เอ่ยอย่างใจเย็น “เธอหนีออกมาได้แล้ว แล้วแจ้งความหรือยัง”
หม่าไต้หนานรีบเอ่ยอย่างลนลาน “ฉัน...ฉันไม่รู้เรื่องพวกนี้”
จ้าวอิ้งหงรีบกล่าวทันควัน “ไม่เป็นไร เธอบอกมาว่าเขาอยู่ไหน ทำอะไรอยู่ เดี๋ยวพวกฉันช่วยจัดการเอง!”
เพราะเธอทำงานกลุ่มสตรีแม่บ้าน สตรีแม่บ้านมากมายไม่รู้ว่าควรปกป้องตัวเองยังไง
จ้าวอิ้งหงเลยค่อนข้างอ่อนไหวกับเรื่องนี้
หม่าไต้หนานตื่นตระหนกขึ้นมาอีก แล้วพูดเป็นพัลวัน “คือว่าฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาไปไหน เขาย้ายบ้านอีกแล้ว”
ทุกผู้ทุกคนพากันมองเธอด้วยความแปลกใจ
หม่าไต้หนานเอ่ยอย่างลุกลี้ลุกลน “เขาไม่มีงานอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอัน ชอบย้ายไปนั่นไปนี่ ฉัน
ฉวยโอกาสตอนเขาย้ายบ้านหนีออกมานี่แหละ”
จ้าวอิ้งหงอยากพูดว่าคิดว่าเราโง่หรือไง พาเธอย้ายบ้านไปทั่วเธอใช้เวลาตั้งแปดปีเลยเหรอกว่าจะหนีออกมาได้
ไป๋อวี้เอ่ยยิ้ม ๆ “อย่างงี้นี่เอง น่าเสียดาย ไม่งั้นคนชั่วแบบนี้ควรจะจับส่งเข้าค่ายแรงงานซะให้เข็ด”
เธอเหมือนกับไม่เข้าใจอะไรเลย แต่จ้าวอิ้งหงโมโหจะตายอยู่แล้ว!
หม่าไต้หนานนึกว่าตบตาสำเร็จแล้วก็เหมือนยกภูเขาออกจากอก มองฉินเสี่ยวซู่ด้วยใบหน้าที่เปี่ยมความห่วงใยอีกครั้ง
“ตอนนี้รอดมาได้แล้ว ฉันไม่ถือสาเอาความเรื่องพวกนั้นแล้ว ขอแค่ได้เห็นลูกชายฉันก็สบายใจแล้ว”
ฉินเสี่ยวซู่เองก็รำคาญใจเลยเบือนหน้าหนีซะเลย
หม่าไต้หนานยังคิดจะลุกขึ้นมารั้งเขาไว้
ไป๋อวี้กลับขัดจังหวะ “อีกหลายวันกว่าต้าซานจะกลับ บ้านเราก็ไม่มีห้องว่าง พี่หม่าจะไปอยู่ไหนล่ะ”
แม่สื่อหูโพล่งทันที “เตียงบ้านเธอกว้างขนาดนี้ แบ่งหล่อนนอนสักหน่อยสิ”
ป้าเฉินที่เงียบมาตั้งแต่แรกทนไม่ไหวแล้ว ฉุนเฉียวขึ้นมาทันที
“พูดอะไรของแก! ให้มันสองคนนอนเตียงเดียวกัน ต้าซานกลับมาแล้วนอนแทรกตรงกลางพวกมันหรือไง!”
ไป๋อวี้ “...”
แม่สื่อหูยิ้มแหย ไม่พูดอะไรอีก
จ้าวอิ้วหงพูดหน้าขึงขัง “บ้านฉันมีห้องว่าง มานอนบ้านฉันแล้วกัน รอต้าซานกลับมาค่อยว่ากัน”
ในตอนนั้นเองไป๋อวี้ก็ลุกขึ้นมา “ฉันต้องไปทำธุระที่ติดค้างไว้ก่อน ชิงชิงคอยฉันอยู่แน่ะ”
ฉินเสี่ยวซู่รีบพูดทันที “ฉันจะไปด้วย!”
เขาไม่รู้ว่าเหมาะสมหรือเปล่า แต่ตอนนี้เขาไม่อยากอยู่ที่นี่!
“เสี่ยวซู่!” หม่าไต้หนานกระวนกระวายแล้ว!
ฉินเสี่ยวซู่วิ่งเข้าไปหาไป๋อวี้แล้ว
ไป๋อวี้โบกมือปัดไม่ให้คนอื่นเข้ามา
เธอดึงเสี่ยวซู่ไปอีกทางแล้วกดเสียงให้เบาลง “นายกลัวเธอเหรอ”
ฉินเสี่ยวซู่ทำคอตั้ง “เหลวไหล ฉันไม่ได้กลัวซะหน่อย!”
ไป๋อวี้ลูบหัวเขาทีหนึ่ง แล้วเขาก็เบี่ยงศีรษะหลบอย่างมีน้ำโห
“ต่อให้เธอจะกลับมาแต่ฉันก็ยังอยู่นี่นา” ไป๋อวี้เผยปมในใจเขาด้วยประโยคเดียว “นายไม่ต้องห่วง ต่อไปฉันจะทำอาหารให้นายกินเหมือนเดิม”
ฉินเสี่ยวซู่กลัวเรื่องนี้แหละ…
เขากำพร้าแม่ตั้งแต่เด็ก แน่นอนว่ากับแม่เขาย่อมใฝ่หาและใคร่รู้
แต่เขาก็กลัวว่าพอคนนั้นมา คนที่อยู่ในบ้านคนนี้จะหนีไป
พอไป๋อวี้เปิดเผย เขาก็ทำหน้าถมึงทึง ดุดัน
“ใครสนกัน! ชิ!”
พูดจบก็วิ่งกลับไป