เมื่อสิ่งมีชีวิตสีดำปรากฏ ่เวลานั้นผู้คนต่างหยุดชะงักจากสิ่งที่ตัวเองกำลังจะทำราวกับเวลาได้ถูกหยุดเอาไว้
ไม่มีใครกล้าส่งเสียง....
ไม่มีใครกล้าขยับเขยื้อน....
ผู้คนต่างหวาดกลัว....
และเบิกตากว้างด้วยร่างกายที่สั่นเทา....
บุรุษผ้าคลุมสีดำแบกเคียวด้ามยาวประทับบนไหล่คือจุดเริ่มต้นของสาเหตุทั้งหมด
ไม่มีใครกล้าจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีโลหิตของบุรุษปริศนาผู้นั้น เพราะถ้าเผลอจ้องมองเมื่อไหร่จะพบกับความเ็ปแสนสาหัสประดุจดวงิญญาถูกกระชากออกจากร่างก็ไม่ปาน
ยิ่งไปกว่านั้นบุรุษผ้าคลุมสีดำมีร่างกายเป็โครงกระดูกไม่ใช่มนุษย์ รอบตัวปกคลุมไปด้วยหมอกทมิฬที่แผ่กระจายออกมากัดกร่อนทุกสรรพสิ่งจนเป็เถ้าธุรีแลดูน่าหวาดหวั่น บวกกับแรงกดดันอันมหาศาลทำให้ผู้คนรอบวิหารสั่นกลัวคุกเข่าศิโรราบต่อสิ่งมีชีวิตเบื้องหน้าโดยไม่รู้ตัว
" ข้ามารับดวงิญญาของพวกเ้าตามสัญญา..."
เสียงอันน่าขนลุกเปล่งออกมาจากบุรุษถือเคียวเป็ครั้งที่สอง แม้จะเป็คำพูดสั้นๆ แต่ผู้คนต่างเข้าใจความหมายของคำพูดเมื่อครู่ได้ไม่ยาก เพราะยังจำสิ่งที่ชายฉกรรจ์ทั้ง 3 คนเคยลั่นวาจาเอาไว้ว่าจะใช้ิญญาเป็เครื่องสังเวยเพื่อเรียกเทพแห่งความตายออกมา
พอเห็นบุรุษผ้าคลุมสีดำยกนิ้วที่มีแต่กระดูกชี้ไปทาง 3 ชายฉกรรจ์และเอ่ยทวงสัญญา จุดนั้นยิ่งทำให้ผู้คนมั่นใจมากขึ้นไปอีกว่าบุรุษคนนั้นจะต้องเป็....
เทพแห่งความตาย!
" เป็ไปไม่ได้!! ิญญาเทพแห่งความตายควรจะดับสูญั้แ่มหาาเทพมารเมื่อ 1 แสนปีก่อนแล้วสิ!! "
ชายฉกรรจ์ 2 คนพยายามวิ่งหนีเมื่อรู้ว่ามัจจุราชมาเพื่อเอาชีวิตของตน ทว่าวิ่งไปได้ไม่นานก็มีโซ่ปลายแหลมคมพุ่งมาทิ่มแทงร่างกายและดึงลากเข้าหายมทูต
" อย่า....อย่าฆ่าข้า! " ชายฉกรรจ์ทั้งสองกรีดร้องอย่างหวาดกลัว
แต่ช่างน่าเสียดายที่ยมทูตไม่ได้สนใจ ก่อนจะยกเคียวในมือตัดสายใยสุดท้ายระหว่างดวงิญญาและกายหยาบของชายฉกรรจ์ทั้งสองพร้อมกลืนกิน
อึก!
ชายฉกรรจ์คนสุดท้ายกลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบากเมื่อเห็นอดีตเพื่อนโดนดึงเอาดวงิญญาไปต่อหน้าต่อตา
' บ้าเอ้ย!! ทำไมเทพแห่งความตายไม่ได้ถูกทำลายดวงิญญาเหมือนที่ตำราเคยกล่าวเอาไว้ล่ะ! '
เหงื่อเย็นไหลชโลมทั่วใบหน้าของชายฉกรรจ์ เขาพยายามคิดหาหนทางเพื่อหลุดพ้นจากสถานการณ์ตรงหน้า..
' จริงสิ! ถ้าจำไม่ผิดตำราโบราณเขียนบอกเอาไว้ว่าเวทมนตร์ธาตุแสงเป็ปรปักษ์กับเทพแห่งความตาย ' มุมปากของชายฉกรรจ์ยกขึ้นอย่างมีความหวังเพราะเขาคือผู้เชี่ยวชาญเวทมนตร์ธาตุแสง
" เ้าโครงกระดูกบัดซบ! วันนี้แหละข้าจะทำให้เ้าตายอีกครั้งเหมือนเมื่อ 1 แสนปีที่แล้ว!! "
ชายฉกรรจ์ร่ายเวทมนตร์ทรงพลังที่สุดของเขาออกมาหมายจะโค่นล้มเทพแห่งความตาย
" มหาเวทย์อาณาเขตแห่งการชำระล้าง!! "
่เวลาที่เวทมนตร์ถูกร่ายจนจบ ตอนนั้นทั่วทั้งวิหารได้ส่องสว่างไสวปกคลุมด้วยแสงสีทองศักสิทธิ์ชำระล้างความมืดและสิ่งชั่วร้ายด้วยแสงอันทรงพลัง
" ฮ่าฮ่าๆๆๆๆ เป็ไงล่ะ!! ต่อให้เ้าเป็เทพข้าก็ไม่กลัว...อัก!!....อ...อะไรกัน? "
ชายฉกรรจ์พูดยังไม่ทันขาดคำ จู่ๆ ก็รู้สึกเ็ปจึงก้มหน้ามองท้องของตัวเองเห็นโซ่ทมิฬทิ่มแทงปักอยู่ไม่ต่างจากสหายทั้งสองที่เคยโดนก่อนหน้านี้
" ท...ทำไม? ทำไมเวทมนตร์ที่ทรงพลังที่สุดของข้าถึงใช้ไม่ได้ผล.." ชายฉกรรจ์ถามหาคำตอบแต่ก็ต้องเงียบปากลงในทันทีเมื่อสังเกตเห็นความมืดอันไร้จุดสิ้นสุดซ่อนอยู่ภายในดวงตาของยมทูต
เวทมนตร์ธาตุแสงที่เคยคิดว่าทรงพลังแต่เมื่อเอามาเปรียบเทียบกับความมืดที่ซ่อนเร้น มันไม่ต่างจากเทียนเล่มเล็กที่อยู่ท่ามกลางจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลไม่มีทางทำให้จักรวาลอันมืดมิดส่องสว่างด้วยเทียนเล็กๆ เพียงเล่มเดียว
' พลังแตกต่างกันเกินไป....ข้าไม่มีทางเอาชนะสัตว์ประหลาดนั่นได้ั้แ่แรกอยู่แล้ว แม้แต่แสงยังต้องศิโรราบสยบต่อความมืดงั้นเหรอ..'
ชายฉกรรจ์เริ่มส่งเสียงหัวเราะเหมือนคนบ้าก่อนจะโดนดึงดวงิญญาออกมาและกลืนกินตามเพื่อนพ้องไปในที่สุด
เมื่อทุกอย่างจบลงยมทูตหันมองผู้คนหลายร้อยที่กำลังนั่งก้มหน้าสั่นกลัวไม่กล้าขยับเขยื้อนหรือส่งเสียงดัง ทว่าแม่มดสาวต่างจากคนอื่นหล่อนจ้องมองยมทูตด้วยแววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความดีอกดีใจ
แม้ค่าตอบแทนจากการจ้องมองยมทูตจะทำให้เ็ปเหมือนโดนกระชากดวงิญญา แต่ถึงกระนั้นแม่มดก็ยังดึงดันทุรนทุรายพยายามเงยหน้ามองเทพแห่งความตายที่ตัวเองเคารพรักให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้
" เ้า..."
" จ...เ้าคะ " แม่มดสาวสะดุ้งเมื่อจู่ๆ ก็โดนเทพแห่งความตายทัก
" เห็นแก่ความศรัทธาอันแรงกล้าของเ้า จงตอบรับของขวัญจากข้า..."
พึบ! พึบ! พึบ!
หมอกสีดำรอบกายยมทูตหลอมรวมกันจนกลายเป็อีกาดำตัวใหญ่บินไปเกาะอยู่บนหัวไหล่ของแม่มดสาว
" จงตั้งชื่อให้อีกาตัวนั้น มันจะคอยอยู่เคียงข้างและชี้แนะสอนการใช้พลังิญญาให้แก่เ้า..."
คำพูดของยมทูตทำให้ผู้คนที่เคยนั่งตัวสั่นเทาเงยหน้ามองแม่มดสาวด้วยความอิจฉา อย่างที่รู้กันว่าเมืองลอยฟ้าแห่งนี้เป็สมบัติตกทอดจากยุคมหาาเทพมารจึงมีตำราโบราณมากมายบันทึกเื่ราวของพลังิญญาให้คนรุ่นหลังได้อ่าน
แต่ทว่า....แม้จะมีตำราเขียนเกี่ยวกับพลังิญญาหลายร้อยเล่มแต่ถึงกระนั้นกลับไม่มีตำราเล่มไหนที่อธิบายวิธีหรือหลักการดึงเอาพลังิญญาออกมาใช้เลยแม้แต่เล่มเดียว
ดังนั้นจึงไม่ใช่เื่แปลกถ้าหากผู้คนบนเมืองลอยฟ้าจะรู้สึกอิจฉาที่แม่มดสาวได้รับโอกาสหายากจากยมทูต
เมื่อส่งมอบของขวัญเสร็จ ยมทูตได้สร้างบาเรียสีดำปกคลุมรอบวิหารไว้ตามเดิมเพื่อให้เกียรติแด่ผู้ล่วงลับอดีตเทพแห่งความตาย
ส่วนสาเหตุที่ยมทูตให้ของขวัญเพราะเห็นว่าแม่มดคนนี้มีบางสิ่งบางอย่างคล้ายคลึงกับตัวเองในอดีตตอนติดอยู่ในขุมนรก
" ข...ขอบคุณเ้าค่ะ! " แม่มดกล่าวคำขอบคุณยิ้มกว้างดีอกดีใจเมื่อได้รับของขวัญจากเทพที่ตนเคารพรักและใช้มือลูบหัวอีกาเบาๆ
อีกาดำตัวนี้มีค่าพลังิญญา 100,000 แม้จะไม่ได้แข็งแกร่งมากเมื่อเปรียบเทียบกับอีกาที่หลับใหลอยู่ในรอยสักของผู้กล้าสาว แต่ถึงกระนั้นอีกาตัวนี้มอบสิทธิประโยชน์แสนมีค่ามากมายและจะคอยชี้แนะสอนวิธีใช้พลังิญญาให้แก่แม่มด มันต่างจากอีกาของผู้กล้าซึ่งมีหน้าที่คอยปกป้องเมื่อตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตเท่านั้น
' หือ? ที่ชั้น 29 กำลังเกิดปัญหาบางอย่าง...'
ยมทูตมองสิ่งที่เกิดขึ้นในดันเจี้ยนชั้น 29 ผ่านดวงตาของกริมมัวร์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่กริมมัวร์และกองทัพิญญาเห็นหรือได้ยินจะถูกส่งมาหายมทูต
หากจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือดวงตาของกองทัพิญญาก็เปรียบเสมือนดวงตาของยมทูตสามารถแชร์การมองเห็นร่วมกันได้นั้นเอง...
ณ ดันเจี้ยนชั้นที่ 29......
" มันเกิดบ้าอะไรขึ้นที่นี่? "
กลุ่มสภานักเรียนอ้าปากค้างมองภาพเบื้องหน้าอย่างตกตะลึง พวกเขาอุตส่าห์ใช้เวลากว่า 30 นาทีรีบขึ้นมาชั้นที่ 29 เพื่อจะพูดคุยกับนักเรียนปริศนาผู้พิชิตดันเจี้ยนชั้นนี้ด้วยตัวคนเดียว
ทว่าทันทีที่เดินทางมาถึง สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือซากศพของไฮออรค์นับหมื่นในสภาพเละเทะราวกับถูกสัตว์ป่าแสนดุร้ายฉีกกระชากร่างกายจนเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยน่าสยดสยอง
เหนือสิ่งอื่นใดแม้ว่าไฮออร์คจะถูกฆ่าตายไปจนหมดแต่ดันเจี้ยนชั้นที่ 29 ไม่ได้ว่างเปล่าเพราะตอนนี้ได้มีกองทัพสีดำนับหมื่นยึดครองที่แห่งนี้ไปเสียแล้ว
" ปีศาจงั้นเหรอ? " ประธานนักเรียนส่งสัญญาณให้สมาชิกในสภาหาจุดหลบซ่อนเพื่อแอบดูกองทัพปริศนา
" เกิดอะไรขึ้น? ทำไมพวกมันกำลังขุดพื้นกันอยู่ล่ะ? " เลโอยื่นหน้าออกไปมอง เห็นปีศาจหลากหลายเผ่าพันธุ์กำลังช่วยกันขุดและงัดแงะผนังดันเจี้ยนอย่างทะมัดทะแมง
ปีศาจพวกนั้นน่ากลัวมากเมื่อเปรียบเทียบกับเหล่าไฮออร์ค...
' กำลังขุดพื้นงั้นเหรอ? '
พอได้ยินคำพูดของเลโอ ประธานนักเรียนจึงหยิบโลหะสีดำที่ตกอยู่ใกล้ๆ ขึ้นมาตรวจสอบโดยโลหะก้อนนี้เป็ส่วนหนึ่งของดันเจี้ยนชั้น 29 ที่พังทลายหลังจากการต่อสู้ระหว่างทหารออร์คและกองทัพิญญา
' นี่มัน...แร่มิธริล! '
เมื่อยืนยันจนมั่นใจแล้วว่าก้อนโลหะสีดำคือแร่หายากราคาแพงอย่างแร่มิธริลไม่ผิดแน่ ประธานเริ่มหันสำรวจมองรอบๆ ก่อนจะตรวจสอบพื้นใต้เท้าซึ่งกำลังเหยียบอยู่ในขณะนี้และพบเื่น่าใเพราะดันเจี้ยนชั้นนี้ถูกสร้างขึ้นจากแร่มิธริลทั้งหมด!
' ปีศาจพวกนั้นมันมาจากที่ไหนกัน? แล้ว้าแร่มิธริลเพื่อเอาไปทำอะไร? ไม่ได้การแล้ว....ข้าต้องรีบออกจากที่นี่และกลับไปรายงานเื่ปีศาจให้ผู้อำนวยการรู้โดยไว '
ประธานกำลังเอ่ยปากสั่งให้สมาชิกทุกคนรีบออกจากดันเจี้ยน ทว่าทันใดนั้นจู่ๆ ข้อมือของประธานนักเรียนก็โดนใครบางคนจับเอาไว้แน่น...
พอหันหน้ากลับไปมองก็พบเข้ากับปีศาจตนหนึ่งสวมชุดเกราะสีดำทั้งตัว ดวงตาสีแดงก่ำของมันจ้องเขม็งพวกเขาอย่างโกรธเกรี้ยวพร้อมปลดปล่อยแรงกดดันอันน่ากลัวจนส่งผลให้สมาชิกสภานักเรียนทั้งหมดทรุดตัวลงไปกับพื้น
" อะ....อะไรกัน."
สมาชิกสภานักเรียนตัวสั่นเทาไม่เคยพบเจอสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ตอนอยู่ภายในโรงเรียนพวกเขาเป็ถึงนักเรียนระดับแนวหน้าแข็งแกร่งอันดับต้นๆ
แต่ทว่าพอมาอยู่ต่อหน้าปีศาจตนนี้พวกเขาเป็ได้เพียงลูกไก่อยู่ในกำมือสามารถถูกฆ่าตายได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะไอรีนจอมเวทย์สาวเพียงคนเดียวในกลุ่มที่ดูเหมือนจะหวาดกลัวกว่าใครๆ เพราะหล่อนจำสิ่งมีชีวิตตรงหน้าได้ไม่มีวันลืม
" พวกเ้ากล้าดียังไงถึงได้มาขโมยสมบัติของาา!! "
กริมมัวร์หยิบเอาแร่มิธริลออกจากมือประธานนักเรียน ดวงตาสีแดงฉานของมันเต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยว อย่างที่รู้กันดีว่ากริมมัวร์ได้นำกองทัพิญญา 1 หมื่นตนช่วยกันขุดเอาแร่มิธริลตามคำสั่งของเดธ
แต่เมื่อเห็นประธานนักเรียนหยิบเอาแร่มิธริลไป 1 ก้อนกริมมัวร์จึงเข้าใจผิดคิดว่ามนุษย์กลุ่มนี้กำลังขโมยเอาแร่มิธริลไป.....