บทที่ 22
ไท่ซู่จื่อ? กับความคิดอันชั่วร้าย!
[ค่าโชคชะตาของท่านเพิ่มขึ้น +100]
“หือ?”
ฉู่ซิวยืนกอดอกอยู่บนดาดฟ้าเรือบิน ชมทิวทัศน์หิมะอันงดงามของยอดเขาไท่ซู่ เขาเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะถามว่า
“ระบบ! เหตุใดค่าโชคชะตาถึงเพิ่มขึ้นโดยไร้สาเหตุ?”
[นี่! ... ข้าเป็ระบบช่วยเหลือนะ ไม่อาจรู้ได้ทุกสิ่งอย่างหรอก]
ดวงตาของฉู่ซิวหรี่ลง เพราะค่าโชคชะตาอันเลวร้ายของเขา ก่อนหน้านี้อยู่ที่ -18 แต่บัดนี้กลายเป็พลังชะตากรรมปกติ 82 แล้ว!
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ได้ข้อสรุปว่าคงเกี่ยวข้องกับการปีนขึ้นหอเทพสถิต
ในไม่ช้า เรือบินผ่านเทือกเขาน้ำแข็ง มาถึงลานกว้างบนยอดเขาไท่ซู่ ความเร็วลดลง เริ่มลอยต่ำลงอย่างช้าๆ
“ฉู่ซิว…ทิวทัศน์บนยอดเขาไท่ซู่งดงามหรือไม่?” ท่านผู้เฒ่าหวงลูบเคราหัวเราะถาม ฉู่ซิวผงกศีรษะก่อนจะตอบ
ไชื่อของยอดเขาไท่ซู่ช่างเหมาะเจาะจงยิ่งนัก บนยอดเขาหนึ่ง มีทั้งฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว ทั้งสี่ฤดูล้วนปรากฏให้เห็น ช่างวิเศษยิ่งนัก”
“ถูกแล้ว…” ผู้เฒ่าหวงหัวเราะด้วยความภาคภูมิใจ ฉู่ซิวยิ้มบางๆ ทว่าในใจกลับรู้สึกหนักอึ้ง หลังจากสังเกตการณ์ระหว่างทางมา ยอดเขาไท่ซู่ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่เห็นจากภายนอกเลย
หากฉู่ซิวเดาไม่ผิด ยอดเขาไท่ซู่คือร่างที่เกิดจากการหลับใหลของสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังอย่างยิ่ง!
นี่...
นี่ช่างน่ากลัวยิ่งนัก
ยอดเขาไท่ซู่สูงเพียงใด?
ด้วยสายตา อย่างน้อยก็ห้าหมื่นจั้ง ความสูงของหอเทพสถิตนั้นเกินจริงยิ่งนัก แต่เมื่อเทียบกับยอดเขาไท่ซู่ มันก็ยังเป็รอง
ยอดเขาไท่ซู่ที่ใหญ่โตมโหฬารเช่นนี้ กลับเป็ร่างที่เกิดจากการหลับใหลของสิ่งมีชีวิต...
นี่คือรากฐานอันลึกซึ้งของดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้!!
ฉู่ซิวอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหนักใจ เมื่อครั้งอดีต ข้าเพียงผู้เดียวต้องเผชิญหน้ากับดินแดนศักดิ์สิทธิ์และนิกายใหญ่มากมายถึงเพียงนั้น แต่คิดแล้วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโกรธแค้น ที่แท้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์และตระกูลใหญ่เหล่านี้ ไม่เคยให้ความสำคัญกับข้าเลยสักนิด! สุดท้ายแม้กระทั่งรากฐานพวกมันยังไม่ยอมใช้ เพียงแค่ส่งขอบเขตมหาศักดิ์สิทธิ์ไม่กี่สิบตนมาล้อมสังหารข้า...
‘พวกเ้ารอดูเถิด!’
หากสำนักศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ รู้ความคิดของฉู่ซิว พวกเขาต้องโกรธเคืองแน่นอน และคงจะตอกกลับมาว่า “เ้าคิดว่าสำนักของพวกข้าจะเคลื่อนไหวได้ง่าย ๆ หรือ? พวกข้าขอแนะนำให้เ้าอย่าหาเื่ใส่ตัว…”
ระหว่างที่กำลังคิดเพ้อเจ้อ
เหล่าผู้เฒ่าทั้งสองได้พาฉู่ซิว เดินผ่านระเบียงทางเดินโบราณที่มีกลิ่นอายของความเก่าแก่
วิวทิวทัศน์เบื้องหน้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ศาลาและตำหนักลอยเด่นอยู่กลางอากาศ ดูน่าเกรงขามและกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก
ม่านหมอกสีม่วงลอยมาจากทิศตะวันออก นกกระเรียนนับไม่ถ้วนบินวนไปมาอย่างอิสระท่ามกลางศาลาและตำหนัก ราวกับดินแดนที่เหนือจินตนาการ
สิ่งที่ทำให้ตื่นตะลึงที่สุดคือที่ยอดเขาไท่ซู มีแม่น้ำแห่งดวงดาราระยิบระยับยาวหลายพันลี้ ไหลออกมาจากท้องฟ้า คล้ายน้ำตกที่ไหลลงสู่หุบเหวลึกของผาไท่ซู
“โอ้โห…”
“นั่นคือจิติญญาที่ทรงพลังบนยอดเขาไท่ซู มันกำลังดูดกลืนพลังของดวงดาวอย่างไม่หยุดหย่อน” เมื่อได้ยินคำอธิบายนั้น ฉู่ซิวก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก
เทียบปริมาณอาหารของมันกับปริมาณอาหารของข้านั้นเทียบไม่ติดแม้แต่มดตัวเดียว
ตำหนักศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่
ฉู่ซิวตามเหล่าผู้าุโทั้งสองเข้าไปข้างใน เพียงแค่ชั่วพริบตาก็เห็น อาจารย์ผู้สง่างามในชุดกระโปรงสีขาว นางสวมหน้ากากจิ้งจอกสำริด นั่งอยู่บนบัลลังก์ของเ้าขุนเขาด้วยท่าทางสูงส่ง
เมื่อสายตาของทั้งสองสบกัน ฉู่ซิวก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน
เฉียวเิเตี๋ยขยับตัวไปด้านหลังอย่างอึดอัด
“คารวะท่านจอมเทพ เ้าขุนเขาแห่งยอดเขาอวิ๋นเซี่ย พวกข้าได้นำฉู่ซิวมาแล้ว”
โม่เฟยเหยียนโค้งคำนับเล็กน้อย
เมื่อนางเอ่ยวาจา ฉู่ซิวจึงสังเกตเห็นหญิงงามในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ ผมยาวสีฟ้าอมเขียวเป็ลอนคลื่น ผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์จักรพรรดิ ณ ที่สูงสุดของตำหนักใหญ่แห่งนี้
“ผู้ยิ่งใหญ่แห่งขอบเขตราชันศักดิ์สิทธิ์น่าหวาดกลัวเช่นนี้สินะ” ใช่แล้ว คราวนี้ฉู่ซิวใอีกครั้ง
เขาเข้ามาในตำหนักใหญ่ กลับมองข้ามไปโดยไม่ตั้งใจ ไม่สังเกตเห็นขอบเขตราชันศักดิ์ศิษย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์
แต่มิใช่เพราะเขาหยิ่งผยองแต่อย่างไร
หากเป็เพราะพลังของอีกฝ่ายแข็งแกร่งเกินไป จนกลืนกลายเป็หนึ่งเดียวกับ์และแผ่นดินแห่งนี้ หากจะไม่รู้ว่านางอยู่ในท้องพระโรง ต่อให้ยืนเผชิญหน้า เ้าก็จะมองข้ามนางไป...
ก็เหมือนกับคนที่เดินบนทางเล็กๆ จะสังเกตเห็นต้นหญ้าเล็กๆ ใต้เท้าหรือไม่? คำตอบคือไม่
นางก็เป็เช่นนั้น
“อืม รบกวนพวกเ้าแล้ว!” ไท่ซู่จื่อเผยอริมฝีปากสีแดงอ่อน ดุจเสียง์ ลอยเข้าสู่โสตประสาท มีพลังอันแปลกประหลาดที่ปลอบประโลมจิตใจ
ท่านผู้เฒ่าหวงและโม่เฟยเหยียนค้อมศีรษะลงเล็กน้อย หลังจากนั้นก็กล่าวคำอำลาและจากไป
ตลอดการสนทนานี้ พวกเขาก้มหน้าตลอด สีหน้าเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้อย่างที่สุด
ฉู่ซิวเงยหน้าขึ้น มองไปยังผู้ครองอำนาจที่นั่งอยู่้าของตำหนักใหญ่
นางงดงามอย่างยิ่ง มุมปากเผยรอยยิ้มจาง ท่าทางอ่อนโยน ผมยาวสีฟ้าเป็ลอนคลื่น หากสังเกตให้ดี ระหว่างเส้นผมของนางดูเหมือนจะมีดาวเคราะห์ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวากำลังเติบโตและขยายอาณาเขตขึ้นเรื่อย ๆ
ฉู่ซิวใในใจ ผู้แข็งแกร่งขอบเขตราชันศักดิ์สิทธิ์นี่แข็งแกร่งขนาดนี้เชียวหรือ ? ทำไมถึงมีลักษณะของขอบเขตกึ่งจักรพรรดิเจืออยู่ด้วย
ที่จริงแล้ว นี่เป็เพียงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจากการที่ไท่ซู่จื่อฝึกฝนและบำเพ็ญตามพระสูตรของจักพรรดิไท่ซู่
พระสูตรของจักรพรรดิไท่ซู่ถูกสร้างขึ้นโดยจักรพรรดิไท่ซู่หลังจากที่เขากลายเป็ขอบเขตจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ แล้วไท่ซู่คือสิ่งใด ? สิ่งที่ดั้งเดิมมีพลังชีวิตมากที่สุด สิ่งนั้นก็คือไท่ซู่
พระสูตรจักรพรรดิมีไท่ซู่ ได้ชื่อว่าเป็วิชาที่มีพลังชีวิตมากที่สุดในโลกนี้ ดังนั้นการที่ไท่ซู่จื่อมีลักษณะของขอบเขตกึ่งจักรพรรดิ จึงสามารถอธิบายได้
“เอ่อ เอ่อ…”
เมื่อเห็นฉู่ซิวจ้องมองท่านจอมเทพอย่างเอาเป็เอาตาย เฉียวเิเตี๋ยไอเบา ๆ ตำหนิอย่างอ่อนหวาน แต่ภายในใจนั้น
‘ศิษย์ชั่ว เ้านี่มันไร้มารยาทจริง ๆ’
ดวงตาคู่งามจ้องมองฉู่ซิวราวกับจะพูดว่า ‘หากเ้าอยากตาย เ้าช่วยปลดผนึกข้าก่อนตายได้หรือไม่?’
‘ข้าไม่อยากถูกเ้าศิษย์ชั่วลากไปตายด้วยหรอกนะ’
ฉู่ซิวได้สติ ก้มศีรษะคำนับเล็กน้อยพลางกล่าวเสียงดังว่า "ฉู่ซิวแห่งยอดเขาอวิ๋นเซี่ย ขอถวายบังคมท่านจอมเทพ"
ท่านจอมเทพแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่ผงกศีรษะเล็กน้อย นางหลับตา แต่สามารถมองเห็นทุกสิ่งในโลกด้วยจิติญญา
ที่นางไม่ลืมตา เพราะฉู่ซิวมีระดับวิชายังต่ำเกินไป หากสบตากับนาง จะสิ้นใจในพริบตาได้ และแม้แต่เถ้าธุลีก็ไม่เหลือ
ริมฝีปากสีแดงเอ่ยเสียงอ่อนโยน “ข้ารู้สึกปลาบปลื้มยิ่งนักที่ได้พบศิษย์ผู้ทำลายขีดจำกัดแต่โบราณได้”
“ฉู่ซิว เ้าทำได้ไม่เลวเลย” เฉียวเิเตี๋ยมองศิษย์ตัวแสบที่ยืนตัวตรงอยู่กลางตำหนักใหญ่ด้วยใจที่สับสนวุ่นวายยิ่งนัก
นางเป็ผู้แข็งแกร่ง ย่อมรู้ความลับบางอย่างของแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่
ด่านที่ยากที่สุดในการปีนขึ้นไปชั้นที่ 99 คือชั้นที่ 98 เหตุใดั้แ่ยุคโบราณจนถึงยุคจักรพรรดิ เป็เวลาถึงหนึ่งแสนปีเต็ม ที่ แดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่ไม่มีใครสามารถปีนขึ้นไปถึงชั้นที่ 99 ขอเสาศิลาไท่ซู่ได้เลย
เพราะในชั้นที่ 98 เ้าจะต้องเผชิญกับจักรพรรดิไท่ซู่ที่มีระดับเท่ากัน นั่นคือเส้นขีดจำกัดที่น้อยคนจะก้าวข้ามไปได้ แต่ศิษย์ตัวแสบนี่กลับทำได้
“เอ่อ ท่านจอมเทพ… ข้าทำลายขีดจำกัดโบราณนั้นได้ ไม่ทราบว่าท่านจะมีรางวัลให้ข้าไหมขอรับ ?”
ฉู่ซิวรีบฉวยโอกาสทันที ถ้าไม่ขอตอนนี้ จะรอเมื่อไหร่ ? ตราบใดที่ผลประโยชน์อยู่ตรงหน้า เขาไม่สนใจเื่หน้าตาแล้ว
เฉียวเิเตี๋ยเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้วอยากจะด่าอีกสักรอบ
นางกล้าตะคอกใส่ศิษย์ตัวแสบอย่างฉู่ซิว ได้ก็แค่ในสถานการณ์แบบนี้เท่านั้น ถ้าเป็ยามปกติ อาจารย์อย่างนางคงไม่กล้าขัดขืน แต่นี่กลับทำให้นางรู้สึกแปลก ๆ ในใจ เหมือนสุนัขจิ้งจอกที่อาศัยอำนาจเสือ
ไท่ซู่จื่อยิ้มอย่างอ่อนโยน พลางพยักหน้า “เป็เช่นนั้นจริง ๆ”
“เ้า้ารางวัลอะไร”
ฉู่ซิวรีบกล่าวทันที “ข้า้าผลหล่อิญญา น้ำนมหมื่นโอสถ บุพผาพันจุติ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้…” เฉียวเิเตี๋ยใจนริมฝีปากสีแดงเผยออ้าเล็กน้อย ในใจคิดว่า
‘ศิษย์ชั่วนี่ก็กล้าขอออกมาได้! โลภมากจริง ๆ สมกับเป็เ้าเลย!!’
ไท่ซู่จื่อขมวดคิ้วเรียวยาวอย่างอ่อนช้อย ครุ่นคิดอยู่นาน “สมบัติล้ำค่าในโลกนี้ ในคลังสมบัติของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็พอมีอยู่บ้าง แต่ไม่มีสามอย่างที่เ้า้าเลย”
ฉู่ซิวได้ยินดังนั้น ในใจอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้ มาคิดดูก็ถูกสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ ต่อให้กลุ่มผู้มีอำนาจได้มา ก็จะใช้จนหมดไปอย่างรวดเร็วเพื่อเพิ่มพลัง ไม่มีทางเก็บรักษาไว้นานแน่
น้ำเสียงของไท่ซู่จื่อเปลี่ยนไป กล่าวด้วยเสียงนุ่มนวลว่า “อย่างไรก็ตาม ข้าสามารถสั่งให้ผู้อื่นไปตามหาให้เ้าได้ เพียงแต่ไม่อาจรับรองได้ว่าจะหาเจอเมื่อไหร่”
“หากไม่อยากรอ ข้าสามารถให้รางวัลอย่างอื่นให้เ้าได้”
‘หากข้าใช้ตราแม่ลูกแห่งหลัวอินเทียนคูจื่อ ควบคุมนางผู้นี้ได้ล่ะก็…’
ฉู่ซิวคิดในขณะที่ไท่ซู่จื่อกำลังพูด
[โอ้ววว!! นายท่านสุดยอดมากเลย ฮ่าๆ...]