“แกหมายความว่ายังไง หรือว่าแกหมายตาใครไว้ เขาเป็นใคร อยู่ที่ไหน ทำงานอะไร แล้วเขามีลูกติดหรือเปล่า ถ้ามีลูกติดก็ให้แกคิดดีๆ มีลูกสาวน่ะไม่เท่าไหร่ ดูอย่างฉันสิ ยังไล่นังลี่อัน ลูกติดของพ่อแกออกจากบ้านไปได้เลย แต่ถ้าผู้ชายคนนั้นมีลูกติดเป็นผู้ชาย แกแต่งเข้าไปอาจจะลำบากได้นะ ยังมีแม่สามีอีก...” แม่หย่งยิงคำถามรัวๆ ไม่หยุด
หย่งอิงอิงรีบหยุดคำพูดแม่ของตัวเองไว้ “ลูกน่ะยังไม่มี แม่สามีก็ไม่อยู่แล้ว และเขาก็เป็นเจ้าของสวนที่ร่ำรวยที่สุดที่หมู่บ้านข้างๆ เรานี่เอง แต่ติดตรงที่เขายังอยู่กับภรรยานี่สิ”
“แก...แกหมายถึง...หลินเจิ้งฉีหรือ” แม่หย่งถามอย่างตกใจ
“ทำไมล่ะแม่ พี่เจิ้งฉีทั้งหล่อทั้งรวย เมื่อก่อนทำไมฉันถึงมองข้ามความหล่อของเขาไปได้นะ” หย่งอิงอิงทำท่าเสียดาย
“แต่นั่นมันพี่เขยของแกนะ แล้วยังมีนังลี่อันนั่นอีก แกจะเอามันไปไว้ที่ไหน หรือว่าแกจะยอมไปบ้านเล็กของมัน ฉันไม่ยอมนะ เป็นตายร้ายดียังไงฉันก็ไม่ยอมให้แกไปเป็นบ้านเล็กของใครเด็ดขาด”
“จะเป็นบ้านเล็กได้ยังไงล่ะแม่ คนอย่างฉันจะอยู่ต่ำกว่านังลี่อันได้ยังไง” หย่งอิงอิงตอบอย่างมั่นใจ
“แล้วแกจะทำยังไงล่ะ ฉันได้ยินว่าสองคนนั้นเขารักกันมากนะ อีกอย่างหลินเจิ้งฉีก็ยังมีน้องอยู่อีกตั้งสองคน ถึงเขาจะรวยมากขนาดไหน แต่สมบัติที่มี เขาก็ต้องแบ่งให้น้องๆ ของเขาด้วยอยู่ดี”
“โถ่แม่ เรื่องนั้นแม่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก แม่แค่ช่วยให้ฉันได้เข้าไปอยู่ใกล้ๆ พี่เจิ้งฉีก็พอ ตกลงว่าแม่ก็เห็นด้วยใช่ไหมที่ฉันจะให้พี่เจิ้งฉีมาเป็นลูกเขยของแม่”
“ทุกวันนี้เขาก็เป็นลูกเขยของฉันอยู่แล้วไม่ใช่หรือ”
“สวัสดีครับพี่เขย พี่มาส่งผลไม้หรือครับ” หย่งซ่งฉือเดินเข้าไปทักหลินเจิ้งฉีอย่างดีใจ เขาชอบพี่เขยของเขาคนนี้มาก
“อืม แล้วนายล่ะ เข้าเมืองมาขายของเหมือนกันหรือ” หลินเจิ้งฉีทักกลับ จากคนทั้งหมดของบ้านหย่งจะมีก็แต่หย่งซ่งฉือคนนี้เท่านั้นที่เขากับหย่งลี่อันยอมนับญาติด้วย
“ผมมาซื้อของเข้าบ้านน่ะครับ ตอนนี้ผมแยกออกมาสร้างบ้านอยู่คนเดียวแล้ว”
หลินเจิ้งฉีทำหน้าแปลกใจ “ไปดื่มน้ำเย็นๆ ที่ร้านน้ำชาข้างหน้านั่นกันเถอะ”
“นายบอกว่านายแยกออกมาอยู่คนเดียวแล้วอย่างนั้นหรือ ทำไมนายถึงทำอย่างนั้นล่ะ หรือว่านายกำลังจะแต่งงาน อันอันรู้เรื่องนี้หรือยัง” หลินเจิ้งฉีถามหย่งซื่อฉือเมื่อพวกเขาเข้ามานั่งในร้านน้ำชาแล้ว
“ผมยังไม่คิดที่จะแต่งงานตอนนี้หรอกครับ เพียงแต่ว่าตอนนี้พี่อิงอิงกลับมาอยู่ที่บ้านแล้ว ผมขี้เกียจทะเลาะกับเธอก็เลยออกมาสร้างบ้านหลังเล็กๆ อยู่ที่ท้ายไร่” หย่งซ่งฉือวางกระดาษจดรายการซื้อของเอาไว้บนโต๊ะ ก่อนที่จะดื่มน้ำอัดลมเย็นๆ เข้าไปเพื่อดับกระหาย “แล้วก็พอดีวันนี้ผมว่างก็เลยเข้าเมืองมาซื้อของใช้บางอย่างเข้าบ้านน่ะครับ”
“ขอโทษนะ” หลินเจิ้งฉีหยิบใบรายการขึ้นมาดูอย่างพิจารณา “รายการซื้อของนี่เป็นของนายหรือ”
“ไม่ใช่หรอกครับ ของๆ ผมน่ะซื้อเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ฝากไว้ที่ร้านค้าก่อน ถึงเวลากลับค่อยแวะไปเอา แต่ใบรายการนี้เป็นของพี่อิงอิงน่ะครับ เธอฝากซื้อของหลายอย่างเลย ผมกลัวว่าจะจำไม่ได้ก็เลยให้เธอจดให้ ถ้าเกิดกลับไปแล้วซื้อของให้เธอไม่ครบ มีหวังผมโดนบ่นจนหูชาแน่”
“หย่งอิงอิงฝากซื้อของทั้งหมดนี้เลยหรือ”
“เยอะมากเลยใช่ไหมล่ะครับ ผมล่ะเชื่อพ่อกับแม่เลย แค่พี่อิงอิงบอกว่าจะกลับมาช่วยพ่อกับแม่ทำสวน ทั้งสองคนก็ดีใจกันใหญ่ แต่พี่เขยดูสิครับ เธอยังไม่ทันได้เริ่มทำงานก็ใช้เงินเยอะขนาดนี้แล้ว” หย่งซ่งฉือหยิบใบรายการขึ้นมาดูอย่างอ่อนใจ
“พ่อกับแม่ของนายก็รักหล่อนอย่างไม่ลืมหูลืมตาอยู่แล้วนี่ นายล่ะ ยังขาดเหลืออะไรอีกหรือเปล่า บอกฉันได้นะ”
“ขอบคุณนะครับพี่เขย แต่ผมจัดการเรื่องของผมเสร็จแล้วล่ะ” หย่งซ่งฉือถามขึ้น เพราะเห็นหลินเจิ้งฉีแกล้งตบกระเป๋าเสื้อเหมือนหาของบางอย่าง “พี่เขยกำลังหาอะไรอยู่หรือครับ”
“กระดาษจดที่ลูกค้าสั่งจองผลไม้รอบหน้าน่ะ” หลินเจิ้งฉีตอบพร้อมทำท่าคิดหนัก
“พี่ยังจำข้อมูลได้อยู่ไหมล่ะครับ”
“จำได้สิ แต่ว่าฉันต้องหาอะไรมาจดก่อนที่จะลืม”
หย่งซ่งฉือส่งกระดาษจดรายการสินค้าของหย่งอิงอิงให้หลินเจิ้งฉีอย่างเร็ว “ใช้กระดาษแผ่นนี้ก็ได้ครับ ผมซื้อของตามรายการพวกนี้ครบหมดแล้ว กระดาษอีกด้านหนึ่งยังไม่ได้ใช้ พี่ใช้มันเขียนได้”
“ขอบใจนายมากนะ” หลินเจิ้งฉีรับกระดาษมา เขาแกล้งจดรายการสั่งซื้อของลูกค้าอยู่เกือบครึ่งหน้า “ขอบใจนายอีกครั้งนะซ่งฉือ ถ้าไม่ได้กระดาษที่นายให้ ฉันต้องแย่แน่ๆ กว่าจะกลับไปถึงบ้าน คงลืมข้อมูลไปหมดแล้วล่ะ ลูกค้ารายนี้เป็นลูกค้ารายใหญ่เสียด้วย”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ยังไงกระดาษแผ่นนี้ผมก็ต้องเอาไปทิ้งอยู่ดี ตอนนี้พี่อันอันเป็นยังไงบ้างครับ พวกพี่แต่งงานกันมาหลายปีแล้ว ทำไมพี่อันอันถึงยังไม่มีข่าวดีสักที ผมอยากเป็นคุณน้าจะแย่แล้ว” หย่งซ่งฉือถามยิ้มๆ
“เมื่อก่อนพี่สาวของนายร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง เป็นเพราะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ เธอก็เลยต้องดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีขึ้นก่อนน่ะ” หลินเจิ้งฉีมองหน้าน้องภรรยา “นายไม่ต้องเป็นห่วงหรอก มันแค่ยังไม่ถึงเวลาเท่านั้นเอง”
“ถ้าเมื่อก่อนพ่อกับแม่ดูแลพี่อันอันดีกว่านี้ก็คงจะดีนะครับ พี่อันอันลำบากมามากจริงๆ ผมรบกวนพี่เขยให้ช่วยดูแลพี่อันอันด้วยนะครับ”
“ฉันจะดูแลอันอันอย่างดี และก็ต้องขอบใจนายเหมือนกันนะ อันอันเคยเล่าให้ฉันฟังว่าบางครั้งนายยังแอบแบ่งเงินค่าขนมของนายไว้ให้เธอใช้เลยไม่ใช่หรือ” หลินเจิ้งฉีพูดขึ้นอย่างจริงจัง “ซ่งฉือ ฉันกับอันอันยังเห็นนายเป็นน้องชายของพวกเราอยู่นะ การที่นายจะกตัญญูต่อพ่อกับแม่มันเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่มันต้องอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม หากเห็นว่าพวกท่านทำอะไรไม่ถูก นายก็พยายามเตือนพวกเขา แต่ถ้าพวกเขายังไม่ฟัง นายก็ต้องปล่อยไป ส่วนเรื่องของคนอื่น นายก็ไม่ต้องไปสนใจ”
“พี่เขยหมายความว่ายังไงครับ”
“ต่อไปนายจะเข้าใจเองนั่นล่ะ”
“กระดาษสองใบนี้เขียนด้วยลายมือของคนๆ เดียวกันแน่นอน” ต้าหวั่นเฉินบอกกับหลินเจิ้งฉี
“ผมก็พอจะดูออกตั้งแต่แรกแล้วล่ะครับ เพียงแต่อยากให้พี่ช่วยดูให้แน่ใจอีกครั้ง” หลินเจิ้งฉีตอบ
“ฉันติดใจข้อความในจดหมายฉบับนี้ต่างหาก ชื่อในจดหมายนี่คือชื่อของอันอันไม่ใช่หรือ”
ถึงแม้ในอนาคตต้าหวั่นเฉินจะต้องแต่งงานกับหลินหง และต้องเข้ามาเป็นน้องเขยของหลินเจิ้งฉีและหย่งลี่อัน แต่พวกเขาก็ไม่ได้เคร่งครัดกับคำเรียกพวกนั้น พวกเขาถนัดเรียกกันตามความอาวุโสมากกว่า อย่างต้าหวั่นเฉิน ซ่งเยว่เจิน และหลินอี้ที่มีอายุเท่ากัน หลินเจิ้งฉีกับหย่งลี่อันก็ถนัดที่จะเรียกพวกเขาว่าพี่มากกว่า
“ใช่ครับ ผมกับอันอันได้แต่งงานกันเพราะมีคนจัดฉากให้พวกเรา ตอนนั้นผมสงสารอันอันมากเลยนะครับ ต้องมาแต่งงานกับคนที่ไม่คุ้นเคย ถูกพ่อแม่ตัดสัมพันธ์ และยังต้องทนฟังคำครหาของชาวบ้านอีก”
“ฉันนึกว่าพวกนายแต่งงานกันเพราะได้คบกันมาก่อนเสียอีก แต่พวกนายก็ดูรักกันดี ไม่เหมือนคนที่ถูกบังคับให้แต่งงานกันเลยนะ” ต้าหวั่นเฉินถามอย่างสงสัย
“อันอันต้องลำบากที่ต้องมาแต่งงานกับคนที่เธอไม่คุ้นเคยอย่างผม ผิดกับผมที่โชคดีได้แต่งงานกับผู้หญิงที่ผมแอบชอบน่ะครับ” หลินเจิ้งฉียิ้มตอบ
“เอาเถอะ ทุกวันนี้พวกนายรักกันดีมันก็พอแล้ว ว่าแต่นายพอจะนึกออกไหมว่าใครที่เป็นคนคิดแผนร้ายๆ นี้ขึ้นมา จงใจทำลายชื่อเสียงผู้หญิงดีๆ คนหนึ่งนี่มันร้ายกาจมากนะ”
“ถ้าพี่มั่นใจว่าลายมือบนกระดาษสองแผ่นนี้เป็นของคนๆ เดียวกัน ผมก็รู้แล้วล่ะครับว่าเป็นใคร