ตอนที่5 เสียงลึกลับ
หลังจากที่เจิ้งฟู่เริ่มต้นดูดซับพลังงานจากหินลมปราณได้ไม่นานพลังงานภายในร่างกายของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่เพราะว่าแม่ของเขาอยู่ที่บ้านด้วยและเขาก็ยังไม่ได้บอกเื่นี้ให้มารดาของเขารู้ดังนั้นเจิ้งฟู่จึงหยุดการดูดซับพลังไว้ก่อนแล้วเลือกที่จะออกจากบ้านไปฝึกตามตำราฝึกยุทธ์พื้นฐานในที่ที่ลับตาคน.......
สองชั่วยามผ่านไป......
ณป่าต้องห้ามหลังตระกูล.......
พรึบ!!
ฟู้วววว!!
"แบบนี้สินะ กางขาออกเล็กน้อยและย่อตัวลง"
ย้าาาา!!
"เหนื่อยเป็บ้าเลยวุ้ย...แต่มันก็ทำให้เรามีพื้นฐานที่ดีขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยแถม่ล่างของเราก็หนักแน่นขึ้นด้วยและดูเหมือนว่าระดับพลังของเรากำลังจะทะลวงผ่านไปขั้นต่อไปเลย"
เจิ้งฟู่ปาดเหงื่อออกหลังจากที่ฝึกเสร็จพูดกับตัวเองและยิ้มอย่างมีความสุข กับผลของการฝึกตลอดเวลาสองชั่วยามที่ผ่านมา (1ชั่วยาม=2ชั่วโมง) ซึ่งปกติแล้วเขาจะฝึกฝนได้ไม่นานก็จะเหนื่อยแล้วทว่าครั้งนี้กลับทำได้นานกว่าปกติเมื่อฝึกตามตำราอย่างถูกต้อง.....
"สงสัยจริงๆ เลย ว่าทำไมที่นี่ถึงได้ถูกเรียกว่าป่าต้องห้ามกันนะ? ก็ไม่เห็นมันจะมีอะไรที่น่ากลัวหรือน่าสงสัยเลย ที่นี่ทั้งอากาศดีสดชื่นแถมยังรู้สึกอบอุ่นอีกด้วย แล้วทำไมต้องถูกเรียกว่าป่าต้องห้ามด้วยนะ? ไม่เข้าใจเลยจริงๆ " หลังจากที่เจิ้งฟู่พักหายเหนื่อยได้สักครู่เขาก็หันมองไปรอบๆ ตัวเองเพื่อมองดูทัศนียภาพของป่าแห่งนี้ และถามขึ้นลอยๆด้วยความสงสัย.....
เพราะว่าเขาเข้ามาที่นี่หลายครั้งแล้วใน่หลายปีที่ผ่านมานี้แต่เขาก็ไม่พบอะไรเลยนอกจากลานกว้างๆ กับก้อนหินหนึ่งก้อนที่ดูโง่ๆและก็ต้นไม้มากมายที่อยู่รอบๆ แต่จากเื่เล่าที่เขาได้ฟังมานั้นผู้คนบอกว่าที่นี่มักจะมีร้องเสียงโหยหวนบ้างเสียงกรีดร้องบ้าง แต่ตัวเขากลับไม่เคยเจออะไรแบบนั้นเลยสักครั้งนั่นจึงเป็สาเหตุที่ทำให้เขาสงสัยว่าทำไมที่นี่ถึงเรียกได้ถูกเรียกว่าป่าต้องห้ามซึ่งเขาอยากที่จะถามพ่อของตัวเองอยู่เหมือนกันแต่ก็กลัวว่าจะโดนด่าจึงไม่ได้ถาม.....
"ช่างมันเถอะ คิดไปก็ไม่ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นตอนนี้เรามีเวลาเพียงแค่สามเดือนเท่านั้น เราต้องแข็งแกร่งขึ้นให้มากกว่านี้ให้ได้เพื่อกู้ชื่อเสียงของท่านพ่อ! " เจิ้งฟู่พูดพร้อมกับทำหน้าจริงจัง.....
อีกหนึ่งเดือนผ่านไป......
บู้ม!!!!
"ในที่สุดเราก็สามารถทะลวงผ่านคอขวดที่ติดอยู่ได้เสียทีแต่แค่นี้มันยังไม่พอ เราต้องเพิ่มระดับให้มากกว่านี้ เพราะคนอื่นๆในรุ่นเดียวกันส่วนใหญ่อยู่ขั้นที่สี่และห้ากันหมดแล้วอีกอย่างในตอนนี้เราก็ยังมีกระบวนท่าต่อสู้ใดๆ อีกด้วย ถ้างั้นลองไปถามท่านพ่อดูดีกว่าเผื่อว่าจะได้รับทักษะเจ๋งๆ มาเอาไว้ใช้ต่อสู้ในงานทดสอบที่จะถึงนี้! "
หลังจากที่เจิ้งฟู่ใช้เวลาอยู่หนึ่งเดือนเต็มสำหรับฝึกพื้นฐานต่างๆที่อยู่ในตำราฝึกยุทธ์พื้นฐานที่ได้รับมาอย่างต่อเนื่องและหนักหน่วงในที่สุดเขาก็สามารถทะลวงผ่านขั้นสามไปเป็ขั้นสี่ระดับพื้นฐานได้เรียบร้อยแล้วทว่าระดับพลังแค่นี้มันยังไม่เพียงพอสำหรับตัวเขาอีกอย่างในตอนนี้เจิ้งฟู่ก็ยังไม่มีทักษะต่อสู้ใดๆ เลยด้วยดังนั้นเขาจึงคิดที่จะกลับไปหาบิดาของเขาเพื่อถามหาทักษะต่อสู้ที่ตัวเขาสามารถฝึกแล้วเอาไปใช้ได้ทว่าในตอนที่เขากำลังจะวิ่งออกไปนั้น......
ครืดดดด!!
นั่นใครน่ะ!!!!
ทันใดนั้นเองจู่ๆก็มีเสียงเหมือนมีตัวอะไรสักอย่างกำลังเคลื่อนตัวอยู่ดังออกมาจากป่าที่อยู่ด้านหลังตัวเขาและด้วยในตอนนี้เจิ้งฟู่เป็ผู้ฝึกตนระดับพื้นฐานขั้นที่สี่แล้ว เขาจึงมีปฏิกิริยาตอบสนองที่เร็วกว่าเดิมเจิ้งฟู่จึงได้หันกลับไปแล้วะโถามขึ้นอย่างดังพร้อมกับจ้องไปทางทิศที่มีเสียงเคลื่อนตัวดังขึ้นเมื่อสักครู่นี้.......
............................????........................
ทว่ากลับไม่มีเสียงใดตอบกลับมาเลยทั้งๆที่รออยู่นาน แต่เพื่อความแน่ใจ เจิ้งฟู่จึงได้ะโถามออกไปอีกครั้งว่า"ถ้าไม่ยอมออกมาก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือนนะ!! "เมื่อเจิ้งฟู่พูดจบเขาก็เตรียมพร้อมตั้งท่าต่อสู้แต่เมื่อตนเองคิดได้ว่าการเข้าใกล้ศัตรูที่มองไม่เห็นนั้นไม่สมควร เจิ้งฟู่จึงได้ก้มลงไปที่พื้นแล้วหยิบหินก้อนหนึ่งขึ้นมาถือไว้....
...........?
แต่ครั้งนี้ก็เหมือนกับครั้งแรกไม่มีเสียงใดตอบกลับมานอกจากเสียงของลมที่พัดผ่านไปผ่านมาและเสียงของต้นไม้ที่เบียดเสียดกันเท่านั้น.......
"หรือว่าเราจะหูฟาดไปเองนะ? สงสัยเราจะเหนื่อยมากไปหน่อยละมั้งกลับบ้านไปหาท่านพ่อแล้วถามเื่ทักษะต่อสู้ดีกว่า!! "เมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้น เจิ้งฟู่จึงคิดว่าตนหูแววไปเองและเพื่อไม่ให้เสียเวลาเขาจึงเลือกที่จะไม่สนใจและกลับบ้านในทันที.......
ฟู้วววว!!
ครืดดดด!!
ปัง!!!
แต่ว่าก่อนที่เขาก้าวเดินออกไปเสียงเคลื่อนไหวก็ดังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ทว่าครั้งนี้เจิ้งฟู่ไม่ถามอะไรอีกแล้วเขาไม่รอช้าที่จะขว้างก้อนหินที่อยู่ในมือของตนเองออกไปยังต้นทางของเสียงทันทีและด้วยแรงโยนที่ถูกใช้ออกไปนั้น ความแรงของมันมีมากพอๆ กับม้ารวมกันสองตัวเลยทีเดียวซึ่งทำเอาต้นไม้ที่เป็เป้าหมายถึงกับเป็รูขนาดใหญ่เพราะก้อนหินทะลุผ่านไปเลย.......
"ออกมาเดี๋ยวนี้นะ ไม่งั้นข้าจะขว้างไปอีกก้อน คราวนี้ข้าเอาจริงนะ"เจิ้งฟู่ยืนสั่นเล็กน้อยในขณะที่รีบก้มไปหยิบก้อนหินขึ้นมาอีกก้อนหนึ่งเพื่อเตรียมขว้างออกไปอีกครั้งซึ่งในครั้งแรกนั้นเจิ้งฟู่ได้พยายามที่จะขว้างให้โดนและใช้กำลังอย่างเต็มที่แล้วทว่ามันกลับไม่โดน แต่เพื่อไม่ให้ขายหน้าที่ตัวเองขว้างพลาดเจิ้งฟู่จึงต้องพูดข่มเอาไว้ให้ตัวเองดูดี.......
.........................???............................
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไมมีมีเสียงใดตอบกลับมาเช่นเคย.....
"ก็ได้! ในเมื่อไม่ตอบ งั้น............. ข้าไปล่ะ!! "
ฟิ้ว!!
ไม่อยู่แล้วโว้ย!!!!!
ความใจกล้าของเจิ้งฟู่ก่อนหน้านี้ค่อยๆหายไป เมื่อเขานึกขึ้นได้ถึงเื่เล่าของป่าต้องห้ามแห่งนี้ เขาเชื่อว่าตอนนี้ตัวเองกำลังโดนผีหลอกอยู่แน่ๆดังนั้นแล้วเขาจึงไม่รอช้าที่จะรีบหันหลังกลับและออกตัววิ่งกลับบ้านในทันทีด้วยใบหน้าที่หวาดกลัว.....
ฟู้วววว!!
"หรือว่าเื่เล่าพวกนั้นจะมีจริงนะ!!? "
แอ๊ดดดดดด!!
เมื่อเจิ้งฟู่เปิดประตูเข้ามาเขาก็พบกับมารดาของเขาที่กำลังจัดเตรียมกับข้าวอยู่ และเมื่อนางเห็นลูกชายนางจึงได้พูดขึ้นว่า "ลูกเจิ้ง เ้าไปไหนมา ทำไมดูเ้าเหงื่อออกเต็มไปหมดเลย? " มารดาของเจิ้งฟู่ถามขึ้นด้วยความสงสัย เพราะทุกครั้งที่เจิ้งฟู่กลับมาเขามักจะไม่มีเหงื่อและดูมอมแมมขนาดนี้ เนื่องจากเจิ้งฟู่ไม่ค่อยมีเพื่อนแถมยังไม่ได้ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้แล้วด้วย....
"คือว่า....ข้าไปวิ่งเล่นมาน่ะท่านแม่พอดีว่าวันนี้ข้าเห็นพวกคนรุ่นเดียวกันเล่นอยู่ข้าเลยไปเล่นกับพวกเขามาน่ะขอรับ" เจิ้งฟู่รู้ว่าไม่อาจที่จะพูดความจริงได้เขาจึงรีบคิดหาข้ออ้างและพูดโกหกมารดาของตัวเองเพื่อไม่ให้มารดาของเขาไม่สบายใจ....
วิ่งเล่น!? กับเพื่อน?
"เ้ามีเพื่อนเล่นด้วยอย่างนั้นรึ? ไหนเ้าบอกแม่ว่าไม่มีใครยอมเล่นกับเ้าไง?แล้วเหตุใด......."
"วันนั้นก็ส่วนวันนั้นสิท่านแม่ วันนี้ก็คือวันนี้คนเราย่อมเปลี่ยนแปลงกันได้ แต่ว่าตอนนี้ข้าเหนื่อยแล้วข้าขอตัวไปอาบน้ำนอนก่อนนะท่านแม่"เจิ้งฟู่รู้ว่าข้ออ้างของเขาไม่เข้าท่าแล้ว เขาจึงรีบพูดตัดบทมารดาและรีบขอตัวกลับห้องในทันที.....
อ้า!
"ก็ได้! ถ้าเช่นนั้นเ้าไปอาบน้ำเถอะ แม่เตรียมน้ำอุ่นให้อาบแล้ว"มารดาของเจิ้งฟู่รู้ว่าสิ่งที่เจิ้งฟู่พูดมานั้นไม่ใช่ความจริงแต่เธอก็ไม่อยากที่จะถามมากไปกว่านี้ถ้าบุตรชายไม่้าให้รู้ดังนั้นเธอจึงให้เจิ้งฟู่ไปอาบน้ำตามที่้า.......
ขอบคุณขอรับท่านแม่!!
‘เสียงตอนนั้นมันเสียงอะไรนะ คาใจจริงโว้ยย! หรือว่าเราจะลองไปดูใกล้ๆ?ไม่! แบบนั้นคงไม่ดีแน่ ถ้าเกิดเื่อะไรขึ้นเราแย่แน่แต่ก็อยากรู้อ่า.........เฮ้ออออ!!’
ความคิดมากมายเกิดขึ้นในหัวของเขาระหว่างความอยากรู้และความกลัวเขาอยากที่จะเข้าไปดูต้นตอของเสียงที่เขาได้ยินเพราะนิสัยของจิ๋นหยางในชาติก่อนนั้นคือเขาเป็คนที่ชอบเรียนรู้เขาอยากรู้อะไรเขาต้องไปรู้ให้ได้ ดังนั้นถึงแม้ว่าจะมาเกิดใหม่แล้วก็เถอะแต่ไอ้นิสัยเดิมของเขาก็ยังไม่หายไปสักที แต่แน่นอนว่าใครหลายๆ คนก็คงเป็แบบนั้นชอบ (ส) .......
เช้าวันรุ่งขึ้น....
ลูกเจิ้ง!!
ลูกเจิ้งตื่นหรือยัง!!?
เอี๊ยดดดด!!
"เอ้า!! ไม่อยู่นิ่ ไปไหนของเขานะ? "
ในเช้าวันนี้มารดาของเจิ้งฟู่มาปลุกเจิ้งฟู่เช่นเดิมทว่านางกลับไม่พบลูกชายในห้องเลย แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่คิดมากเพราะนางเคยเห็นลูกชายตื่นเช้าอยู่บ่อยๆ .......
ณป่าต้องห้าม จุดเดิมที่เจิ้งฟู่ใช้ฝึกฝนอย่างลับๆ ......
ย๊ะ!!
ย้า!!
ลองท่านี้เป็ยังไง!!
[ดรรชนีดาบวายุ]
ฟิ้ววววว!!
"อันนี้ก็ไม่ได้เหรอเนี่ย! ทำไมนะ เราก็ทำตามที่ได้ศึกษามาแล้วนิ่หรือว่าไอ้นิยายพวกนั้นมันหลอกเรานะ โถ่โว้ย!! แล้วเราจะใช้วิชายังไงเนี่ย!!!"
ที่เจิ้งฟู่ออกมาแต่เช้าก็เพราะว่าเขา้าที่จะออกมาทดสอบวิชาที่เขาได้ศึกษามาจากชาติที่แล้วนั่นเองแต่ไม่ว่าจะวิชาไหนก็ไม่สามารถใช้งานจริงได้เลยสักวิชเดียวแต่จะบอกว่าใช้ไม่ได้เลยก็ไม่ถูกต้อง เพราะตอนที่เขาเริ่มใช้วิชาเ่าั้เขารู้เหมือนกับจะมีอะไรออกมาแต่ก็หายไปใน่สุดท้ายเสียอย่างนั้นมันราวกับว่ามีบางอย่างที่ไม่ถูกต้องในการใช้งานอย่างนั้นแหละ......
“ตั้งจิตให้มั่น ควบคุมพลังไปที่จุดตันเถียนและค่อยๆเคลื่อนพลังไปยังส่วนแขนและขาตามกระบวนท่าที่เ้าร่ายรำออกมาเมื่อพลังงานไปตามส่วนต่างๆ แล้วให้คงมันไว้ ทำให้พลังงานเ่าั้เสถียรและมั่งคงให้มากที่สุดแล้วเ้าจะใช้วิชาเ่าั้”
นั่นเสียงใครน่ะ!!?
เมื่อเจิ้งฟู่ได้ยินเสียงพูดของใครก็ไม่เขาก็รีบหันไปมองยังต้นทางของเสียงและะโถามขึ้นอย่างดังด้วยสีหน้าที่ผสมกันหลากหลายอารมณ์ก่อนที่จะกัดฟันสู้แล้วถามออกไปอีกครั้งว่า......
"เ้าเป็ใครกัน? ทำเสียงแปลกๆ ั้แ่เมื่อวานแล้วนะแน่จริงก็ออกมาสิ ออกมา!! "
เมื่อเจิ้งฟู่ะโเสร็จเขาก็พยายามมองหารอบๆ ตัวของเขาว่าจะมีใครออกมาไหมซึ่งเขาดูใจจดใจจ่อมากกับเื่นี้ และในเวลานั้นเอง.......
พรึบ!!
ไม่นานหลังจากที่เจิ้งฟู่พูดจบเงาขนาดใหญ่ก็ค่อยๆ โผล่ออกมาจากหลังต้นไม้ ดวงตาของมันเป็สีแดงเืที่ดูน่ากลัวมันจ้องมองมาที่เจิ้งฟู่แต่มันไม่ได้ขยับไปไหนจากนั้นมันก็พูดขึ้น...........
“ตั้งจิตให้มั่น ควบคุมพลังไปที่จุดตันเถียนและค่อยๆเคลื่อนพลังไปยังส่วนแขนและขาตามกระบวนท่าที่เ้าร่ายรำออกมาเมื่อพลังงานไปตามส่วนต่างๆ แล้วให้คงมันไว้ทำให้พลังงานเ่าั้เสถียรและมั่งคงให้มากที่สุด แล้วเ้าจะใช้วิชาเ่าั้”
เ้าของเงาที่ปรากฏออกมายังคงพูดซ้ำคำเดิมก่อนหน้านี้ซึ่งเป็คำตอบที่ไม่ตรงกับคำถามของเจิ้งฟู่เลยสักนิดเดียว.......