หลินเฉียงกับหลินฉีหนิงหยุดยืนอยู่หน้าร้านขายจักรยาน หลังจากมีการปฏิรูปเศรษฐกิจ การซื้อสินค้าก็ไม่จำเป็ต้องใช้คูปองอีกต่อไปแล้ว ขอแค่มีเงินอยู่ในมือ ไม่ว่าจะอยากได้อะไรก็สามารถซื้อได้ทั้งนั้น
“พี่พาผมมาที่นี่ทำไม ไหนบอกว่าจะไปซื้ออาหารที่ตลาดสดไง” หลินฉีหนิงถามอย่างไม่เข้าใจ อีกทั้งเขายังพูดอย่างเป็กังวล “นี่ก็สายมากแล้ว ถ้าเราไม่รีบไปซื้อของ เดี๋ยวของสดที่ตลาดก็หมดก่อนพอดี อีกอย่างเราต้องเผื่อเวลาเดินกลับหมู่บ้านด้วยนะ ถ้าเราเอาของไปส่งไม่ทัน นอกจากคุณป้าหลี่จะบ่นให้เราแล้ว คนงานก็คงจะต่อว่าเราสองคนแน่”
“ฉันถามนายหน่อยสิ เวลาเข้าเมืองแต่ละทีเราต้องเสียเวลาเดินทางกี่ชั่วโมง นายไม่รู้สึกว่ามันเหนื่อยบ้างหรือไง” หลินเฉียงชี้ไปที่รองเท้าคู่เก่าที่ขาดจนนิ้วจะโผล่ออกมาแล้ว “นายดูสิว่ารองเท้าคู่ใหม่ที่แม่เพิ่งเย็บให้ฉันเมื่อไม่กี่วันก่อน แค่เราเดินเท้าเข้าอำเภอมาสามครั้ง รองเท้าฉันก็ขาดจนจะใส่ไม่ได้แล้ว นี่คือตัวชี้วัดอย่างดีเลยนะว่าระยะทางจากหมู่บ้านมาที่อำเภอมันไกลขนาดไหน”
“ตัวชี้วัดอะไรกัน พี่พูดอะไรผมไม่เห็นจะเข้าใจเลยสักนิด แต่ถ้าจะพูดถึงเื่ระยะทาง หมู่บ้านเรากับตัวอำเภอก็ไกลมากจริงๆ นั่นล่ะ แต่จะให้ทำยังไงได้ ที่บ้านเราไม่มีรถจักรยานนี่นา”
“ก็เพราะที่บ้านของเราไม่มีรถจักรยานยังไงล่ะ ฉันถึงต้องพานายมาที่นี่”
หลินฉีหนิงเข้าใจความหมายก็ยิ้มกว้างอย่างดีใจ “พี่กำลังจะซื้อจักรยานใช่ไหม ต่อไปบ้านเราก็จะมีรถจักรยานใช้แล้วน่ะสิ”
หลินเฉียงไม่พูดอะไร เขาพาน้องชายเดินเข้าไปในร้านอย่างสบายใจ ‘มีเงินอยู่ในมือนี่มันดีจริงๆ อยากได้อะไรก็ซื้อให้หมด ไม่เหมือนกับชีวิตที่แล้วที่ค่าเช่าห้องก็แทบจะไม่มี บางวันข้าวกล่องหนึ่งกล่องฉันยังต้องแบ่งกินสองมื้อเลย’
“สวัสดีค่ะ พวกคุณ้าซื้อรถจักรยานเหรอคะ” จางเมี่ยวเจินเดินเข้ามาทักทายหลินเฉียงกับหลินฉีหนิงอย่างสุภาพ “ฉันเป็พนักงานขายของที่นี่ ถ้าคุณสนใจจักรยานรุ่นไหน ฉันช่วยแนะนำคุณได้นะคะ"
หลินเฉียงถึงกับตะลึง เพราะผู้หญิงที่ยืนยิ้มให้เขาอยู่ตอนนี้หน้าตาเหมือนไอดอลหญิงที่เขาชื่นชอบเป็อย่างมาก หากเป็ชีวิตที่แล้วเขาคงเข้าไปขอถ่ายรูปหรือไม่ก็ขอลายเซ็นแล้วเอาไปโพสต์ในกลุ่มแฟนคลับแล้ว ‘ถ้าไม่ใช่เพราะฉันทะลุมิติมา ฉันคงคิดว่าเธอคือน้องเจนนี่สุดคิวตี้ของฉันแล้ว’
หลินเฉียงยิ้มถาม “ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรเหรอครับ”
แม้ท่าทางของหลินเฉียงจะไม่ได้ดูคุกคามหรือทำตัวเ้าชู้ แต่อยู่ๆ เขาก็ถามชื่อเธอ จางเมี่ยวเจินจึงขมวดคิ้วเล็กน้อย “คุณ้าทราบชื่อฉันไปทำไมคะ”
“เผื่อว่าครั้งหน้าผมจะกลับมาซื้อจักรยานอีกสักคันสองคัน ผมจะได้ให้คุณช่วยดูแลน่ะครับ”
จางเมี่ยวเจินพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ฉันชื่อจางเมี่ยวเจินค่ะ แล้วคุณลูกค้าชื่ออะไรเหรอคะ”
“ผมชื่อหลินเฉียงครับ”
“ถ้าอย่างนั้นฉันขอเรียกคุณว่าคุณหลินก็แล้วกันนะคะ” จางเมี่ยวเจินยังคงยิ้มอย่างสุภาพ แม้เธอจะไม่มั่นใจว่าชายหนุ่มคนนี้จะแค่มาดูหรือมาซื้อรถ แต่เธอก็ต้องต้อนรับเขาให้ดีและต้องไม่ทำตัวเสียมารยาท เพราะถ้าเขามาซื้อรถจักรยานกลับไปจริงๆ เธอก็จะได้เงินเพิ่มพิเศษจากการขายตั้งสิบหยวน เงินสิบหยวนบวกกับเงินเก็บที่เธอมีก็เพียงพอที่เธอจะพาแม่ไปหาหมอที่โรงพยาบาลได้แล้ว “คุณหลิน้าดูรถจักรยานรุ่นไหนเป็พิเศษหรือเปล่าคะ”
“ผม้าดูจักรยานของผู้ชายสองคันแล้วก็จักรยานของผู้หญิงสองคันครับ”
จางเมี่ยวเจินยิ้มกว้าง ถ้าเธอขายรถจักรยานได้สี่คัน เธอก็จะได้เงินเพิ่มพิเศษถึงสี่สิบหยวน และยังจะได้เงินพิเศษจากเถ้าแก่อีกห้าหยวน เธอรีบพาหลินเฉียงเดินไปดูรถจักรยานคันใหม่ที่จอดเรียงรายกันอยู่เต็มร้าน
“พี่เฉียง พี่จะซื้อรถจักรยานไปทำไมตั้งหลายคัน ใช้เงินเยอะขนาดนี้เดี๋ยวเงินก็หมดกันพอดี พี่หัดใช้เงินให้มันประหยัดๆ หน่อยสิ” หลินฉีหนิงตั้งท่าจะบ่นต่อ
หลินเฉียงรีบพูดตัดบท “จักรยานผู้ชายฉันซื้อให้นายกับฉันคนละหนึ่งคัน ส่วนจักรยานผู้หญิงฉันซื้อให้แม่ของฉันกับอาสะใภ้”
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ แต่พี่ซื้อจักรยานตั้งสี่คันแล้วพี่จะเอามันกลับไปยังไง อีกอย่างเรายังต้องไปซื้อของสดที่ตลาดกลับไปด้วยนะ”
“นายดูตรงโน้นสิ” หลินเฉียงชี้ไปที่มุมหนึ่งของร้าน
“รถสามล้อเหรอ?” หลินฉีหนิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ได้! เดี๋ยวผมจะไปถามดูว่ามีสามล้อรับจ้างอยู่แถวนี้ไหม พอเราซื้อของเสร็จจะได้จ้างพวกเขาขนของกลับบ้านให้เลย”
หลินเฉียงถอนหายใจ “ฉันไม่ได้บอกให้นายไปจ้างรถสามล้อ แต่ฉันจะซื้อรถสามล้อถีบสักสองคันกลับบ้านต่างหาก”
“หา! พี่ซื้อจักรยานไปตั้งสี่คันแล้วยังจะซื้อรถสามล้อถีบอีกเหรอ พี่เฉียง! พี่ใช้เงินขนาดนี้ไม่กลัวคุณป้าสะใภ้จะเอาไม้กวาดไล่ตีพี่หรือไง”
“ก็ของมันจำเป็ต้องใช้นี่” หลินเฉียงเริ่มอธิบาย “นายคิดดูนะ งานก่อสร้างที่โรงเลี้ยงไก่คงต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือน นั่นก็หมายความว่า่นี้เราต้องเข้ามาซื้อของในเมืองทุกวัน แต่เราก็คงจะมาพร้อมกันสองคนทุกวันแบบนี้ไม่ได้ อย่างน้อยฉันที่เป็เ้าของงานก็ต้องอยู่ดูแลงานใช่ไหมล่ะ ทีนี้พอนายต้องเข้ามาซื้อของคนเดียว นายคิดว่าจักรยานคันเดียวจะขนของกลับบ้านได้หมดเหรอ”
“พี่ก็เลยจะซื้อรถสามล้อถีบเพื่อให้ผมเข้ามาซื้อของที่ตลาดใช่ไหม” หลินฉีหนิงเข้าใจแต่เขาก็ยังอดที่จะบ่นไม่ได้ “แต่ถึงอย่างนั้นซื้อรถสามล้อแค่คันเดียวก็น่าจะพอใช้แล้วไม่ใช่เหรอ ไม่เห็นพี่จะต้องซื้อทีเดียวถึงสองคันเลย”
“ต่อไปถ้าเราได้เริ่มเลี้ยงไก่ เราก็ต้องเข้าเมืองมาซื้ออาหารไก่ใช่ไหมล่ะ หรือไม่พอไก่โตเต็มที่ เราก็ต้องเอาไข่หรือไม่ก็เอาไก่ตัวเป็ๆ เข้ามาขาย เพราะฉะนั้นรถสามล้อคันเดียวก็ไม่น่าจะพอ ฉันก็เลยตัดสินใจว่าจะซื้อกลับไปทีเดียวสองคันเลย” หลินเฉียงเห็นหลินฉีหนิงกำลังจะพูดเขารีบห้าม “เอาเป็ว่าฉันตัดสินใจแล้ว ฉันจะซื้อทั้งรถสามล้อทั้งรถจักรยานนั่นล่ะ”
จางเมี่ยวเจินไม่ได้รู้สึกว่าเสียงของสองหนุ่มที่กำลังพูดกันอยู่น่ารำคาญเลยสักนิด เธอกำลังคิดคำนวณเงินเพิ่มพิเศษที่จะได้รับ ถ้าหลินเฉียงซื้อสามล้อถีบเพิ่มอีกสองคัน เธอก็จะได้เงินเพิ่มพิเศษมาอีกสามสิบหยวน ก็เท่ากับวันนี้เธอจะได้รับเงินเพิ่มพิเศษจากการขายเป็เงินเกือบแปดสิบหยวน นั่นมันเท่ากับเงินเดือนสองเดือนของเธอเลยนะ
“คุณจางครับ นอกจากรถจักรยานสี่คัน ผมจะซื้อรถสามล้อถีบเพิ่มอีกสองคัน ระหว่างที่ผมไปทำสัญญาซื้อขาย รบกวนคุณช่วยไปกำชับคนงานให้ทีนะครับว่าให้พวกเขามัดจักรยานขึ้นบนรถสามล้อให้ดี ผมไม่อยากให้เกิดอุบัติเหตุระหว่างทางน่ะครับ” หลินเฉียงบอก
“ได้เลยค่ะคุณหลิน ฉันจะไปกำชับคนงานให้อย่างดีเลยค่ะ” จางเมี่ยวเจินตอบรับอย่างเต็มใจ
เมื่อทำสัญญาซื้อขายกันเรียบร้อย หลินเฉียงกับหลินฉีหนิงก็รีบไปหาซื้อของที่ตลาด เพราะพวกเขายังต้องรีบเอาวัตถุดิบในการทำอาหารกลับไปให้คุณป้าหลี่
ส่วนที่บ้านของหวงเต๋อโห้เวลานี้กลับไม่ราบรื่นนัก หลังจากที่คุณแม่หลินทำเื่โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเสร็จ เธอก็ให้คุณลุงถังกับคุณอาสะใภ้หลินพามาพบหวงเต๋อโห้ เธอตั้งใจจะนำเงินที่ลูกชายให้มาขอซื้อบ้านของเธอคืน ยังไงบ้านหลังนั้นก็สร้างมาจากน้ำพักน้ำแรงของเธอกับสามี ถ้าหวงเต๋อโห้ยอมขายคืนในราคาที่เหมาะสม เธอก็จะซื้อมันกลับมา เธอคิดว่าวันนี้หวงเจ๋อไม่อยู่ การตกลงกับหวงเต๋อโห้น่าจะง่ายกว่า แต่กลับผิดคาด
“น้องสะใภ้อยากซื้อบ้านหลังนั้นคืนเหรอ” หวงเต๋อโห้ส่งยิ้มกรุ้มกริ่ม “ฉันเป็พ่อค้าก็้ากำไรใช่ไหมล่ะ จากการประเมินราคา บ้านหลังนั้นน่าจะมีราคาขายอยู่ที่หกร้อยถึงเจ็ดร้อยหยวน”
“เจ็ดร้อยหยวน! ทำไมราคามันถึงได้สูงขนาดนั้นล่ะเถ้าแก่ ตอนที่ฉันเอาบ้านมาค้ำประกันเงินกู้ คุณบอกว่าราคาบ้านหลังนั้นอยู่ที่สามร้อยหรือให้เต็มที่ก็สี่ร้อยหยวนเองไม่ใช่เหรอ” คุณแม่หลินจ้องหวงเต๋อโห้ “แสดงว่าตอนนั้นคุณหลอกฉันใช่ไหม”
“น้องสะใภ้อย่าพูดจาไม่น่าฟังอย่างนั้นสิ หลอกลวงอะไรกัน ตอนนั้นราคาที่ดินมันประเมินได้เท่านั้นจริงๆ แต่ตอนนี้เศรษฐกิจของประเทศเรากำลังดีขึ้น สินค้าต่างๆ รวมถึงราคาที่ดินก็ต้องสูงขึ้นตาม พวกนี้มันคือกลไกการตลาด น้องสะใภ้ต้องเข้าใจด้วย”
คุณแม่หลินทั้งโกรธทั้งเสียใจที่ตนเองถูกหลอก เธอสูดลมหายใจเพื่อกลั้นความโกรธก่อนจะพูดธุระต่อ “ตกลงว่าถ้าฉันจะซื้อบ้านคืน เถ้าแก่จะขายบ้านให้ฉันในราคาเท่าไหร่”
“ถ้าน้องสะใภ้คิดว่าราคาที่ฉันบอกมันยังแพงไป ถ้าอย่างนั้นฉันขายบ้านคืนให้เธอในราคาห้าร้อยหยวนก็ได้ แต่ฉันมีข้อแม้”
“เถ้าแก่มีข้อแม้อะไรก็พูดมาเถอะ ถ้าเป็ข้อแม้ที่ฉันรับได้ ฉันจะลองเอากลับไปคิดดู” คุณแม่หลินพูดตามที่ลูกชายเคยบอกไว้ เธอต้องไม่ใจร้อนและต้องไม่ไปตกปากรับคำก่อนที่จะได้ยินข้อเสนอ
“น้องสะใภ้ก็รู้ว่าฉันเป็ผู้ชายที่เลี้ยงลูกมาคนเดียว อีกไม่นานลูกชายก็คงจะไปสร้างครอบครัวของเขาเอง ส่วนตัวฉันก็อายุมากขึ้นทุกวัน ฉันก็เลยอยากจะหาใครสักคนมาอยู่เป็เพื่อน” หวงเต๋อโห้จ้องคุณแม่หลินด้วยสายตากรุ้มกริ่มยิ่งกว่าเดิม “ถ้าน้องสะใภ้ตกลงที่จะมาอยู่กับฉัน บ้านหลังนั้นฉันจะขายคืนให้เธอแค่ห้าร้อยหยวน ส่วนอีกสองร้อยหยวนถือเป็เงินสินสอดที่ฉันมอบให้เธอ”
คุณแม่หลินถึงกับพูดไม่ออก เธอไม่คิดว่าหวงเต๋อโห้จะยื่นข้อเสนอแบบนี้ เมื่อคุณแม่หลินตั้งสติได้ เธอก็ลุกขึ้นก่อนจะคว้าข้อมือน้องสะใภ้เพื่อจะเดินออกจากบ้านหลังนี้ ต่อให้เธอจะอยากได้บ้านเดิมของเธอคืนมาขนาดไหน แต่เธอก็ไม่คิดที่จะเอาความสุขทั้งชีวิตของตัวเองไปแลกอยู่ดี มีใครในอำเภอไม่รู้บ้างว่าหวงเต๋อโห้นอกจากจะเป็เถ้าแก่หน้าเื เขายังได้ชื่อว่าเป็คนเ้าชู้ที่สุดอีกด้วย ถ้านับผู้หญิงที่เขาเคยควง เอานิ้วมือกับนิ้วเท้าของสองคนมารวมกันก็ไม่น่าที่จะนับพอ
“ถ้าอย่างนั้นเถ้าแก่เก็บบ้านหลังนั้นไว้เถอะ ฉันไม่้ามันแล้ว” คุณแม่หลินลุกขึ้นยืน “พี่ถัง น้องสะใภ้ เรากลับกันเถอะ”
“เดี๋ยวสิน้องสะใภ้หลิน ถ้าเธอยังไม่พอใจข้อเสนอเธอบอกฉันมาได้นะว่าเธอ้าอะไรเพิ่มอีก ถ้ามันไม่มากจนเกินไปฉันก็พร้อมที่จะหามาให้เธอ” หวงเต๋อโห้รีบบอก
คุณแม่หลินเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง มีเพียงคุณลุงถังที่หันมามองหวงเต๋อโห้อย่างไม่พอใจ
หวงเต๋อโห้ที่มองตามหลัง ‘บ้านหลังนั้นเป็บ้านของผัวเก่าเธอไม่ใช่เหรอ ฉันจะรอดูว่าถ้าฉันสั่งให้คนไปทุบบ้านหลังนั้น เธอยังจะทนได้ไหม’