บ้านตระกูลหยาง…
“พ่อได้น้ำอ้อยมาไหมคะ” จ้าวเหว่ยที่กลับมาจากตัดหญ้ากับซิงซิงรีบถามพ่อสามีทันที
“ได้ซิน้ำอ้อยสิบลิตรตามที่เธอ้า”
พ่อสามีเอาน้ำอ้อยให้จ้าวเหว่ยก่อนที่เขาจะเอากากถั่วเหลืองไปขายที่หมู่บ้านข้างๆ เพราะมีคนสั่งไว้
จ้าวเหว่ยเอาหญ้าที่ตัดมาสับเป็ชิ้นประมาณสองเิเโดยมีแม่สามีของเธอมาช่วยด้วย ส่วนซิงซิงได้แต่นั่งให้กำลังอยู่ข้างๆ เพราะเธอกลัวเขาโดนมีดบาดเธอเลยไม่ให้เขาช่วย
“แม่เล่าเื่ตอนที่อยู่ปักกิ่งให้ฉันหน่อยซิคะ ว่าพ่อแม่เป็ยังไงกันบ้าง” จ้าวเหว่ยหาเื่คุยไม่ให้บรรยากาศเงียบจนเกินไป
“ตอนนั้นเหรอก็นับว่าเป็่เวลาที่ดีในชีวิต่หนึ่งนั่นล่ะ พ่อเขาก็ไปสอนหนังสือแม่ก็เป็แม่บ้านอยู่ที่บ้าน” แม่สามีตอบเสียงเรียบ
“แล้วแม่ไม่อยากกลับปักกิ่งเหรอคะ”
“ไม่ล่ะอยู่ที่นี่ก็สงบดี คงไม่มีโอกาสได้กลับไปที่นั่นอีกแล้วล่ะ”
“ตอนนั้นพ่อสอนอะไรเหรอคะ”
“สอนวิชาประวัติศาสตร์จ้ะ”
“แล้วการที่ฉันทำโน่นทำนี่แล้วพ่อกับแม่ต้องมาช่วยแบบนี้เป็การสร้างภาระให้พ่อแม่หรือเปล่าคะ ถึงพ่อกับแม่จะอยู่ที่นี่สิบกว่าปีแล้วแต่มองจากภายนอกยังเหมือนคนเมืองอยู่เลย”
“ไม่ลำบากหรอก ก็อย่างเธอลูกพูดนั่นล่ะ พวกเราอยู่ที่นี่สิบกว่าปีแล้วไม่มีคำว่าลำบากหรอกตอนนี้พ่อกับแม่ก็เป็แค่ชาวบ้านเท่านั้นล่ะ” แม่สามีหน้าตาเศร้าลง
เฮ้อ!! คนเคยสบายต้องมาทำงานลำบากแบบนี้ ดีนะที่เธอเกิดในยุคสมัยที่มีแต่เครื่องอำนวยความสะดวกไม่ได้ลำบากแบบนี้ แต่ตอนนี้ฉันก็อยู่ในยุคที่ลำบากนี่น่า ฉันโชคดีตรงไหนกันล่ะ
จ้าวเหว่ยเหลือหญ้าสดไว้จำนวนหนึ่งเพื่อให้ลูกวัวกิน เธอเอาหญ้าที่ตัดใส่ถังพลาสติกเอาไว้ก่อนที่เธอจะเข้าไปในครัวเพื่อทำกากน้ำตาลจากน้ำอ้อย
“น้ำอ้อยนี่เอามาทำอะไรเหรอจ๊ะ”
“ปกติมันต้องใช้กากน้ำตาลค่ะ แต่ไม่มีฉันเลยจะทำกากน้ำตาลเองมันเป็แค่การทดลองทำหญ้าหมักให้วัวของเราลองกินดูก่อน ถ้ามันเห็นผลดีก็อาจจะทำขายค่ะแต่ถึงไม่ได้ขายเราก็เอาไว้บำรุงวัวของเราอีกทางจะได้ไม่ผอมเหมือนวัวในหมู่บ้าน”
“ลูกรู้เยอะดีเหมือนกันนะ เข้าใจทำโน่นทำนี่ไม่เคยอยู่นิ่งเลย”
จ้าวเหว่ยแค่นหัวเราะ มันจำเป็ต้องทำมากกว่าไม่ทำฉันก็คงไปจากลูกชายของแม่ไม่รอดนะซิ
จ้าวเหว่ยเอาน้ำอ้อยไปกรองเอากากออกด้วยผ้าขาวบางก่อนที่จะเอามาเคี่ยวที่เตาจนน้ำอ้อยกลายเป็สีน้ำตาลเข้มแล้วเธอก็เอามาพักไว้ให้เย็น
ในเมือง…
ซีอันมาหาพ่อที่ทำงานเพราะเขารอให้ถึงวันหยุดพ่อไม่ไหว เขาอยากคุยกับพ่อเื่เกี่ยวกับน้องสาว
“ทำไมพ่อต้องทำรุนแรงขนาดนั้นกับน้องด้วยครับ ไหนพ่อบอกว่าถ้าผมพูดให้น้องสาวแต่งงานได้พ่อก็จะไม่บังคับเธออีกแล้วไง” ซีอันถามพ่อทันทีที่เจอหน้า
“ฉันเป็พ่อแกนะ แกมาสั่งสอนฉันงั้นเหรอ” หลินเจียงโมโห
“พ่อไม่รักษาคำพูดที่ให้กับผมไว้ ถ้าผมรู้อย่างนี้ผมไม่พูดให้น้องแต่งงานหรอก”
“พวกแกสองคนพี่น้องนี่เหมือนกันเลยนะ ฉันบอกให้แกไปพูดแล้วไง ฉันสั่งน้องแกแล้วไง พวกแกมีสิทธิ์เถียงได้เหรอพวกแกกล้าปฏิเสธงั้นเหรอ”
“แล้วถ้าผมไม่ทำตามที่พ่อบอกล่ะ? พ่อจะตัดผมออกจากตระกูลเหรอ? พ่อคิดว่าผมกลัวไหม? ที่ผ่านมาถ้าไม่ใช่เพราะจ้าวเหว่ยผมอยากจะให้พ่อเลิกคิดว่าผมเป็ลูกด้วยซ้ำ อยากให้พ่อตัดผมออกจากตระกูลแทบทุกวัน ที่ผ่านมาพ่อทำกับเราสองคนยังไงผมไม่เคยลืมรวมทั้งเื่แม่ด้วย หวังว่าพ่อจะไม่ไปยุ่งกับน้องอีกถ้างั้นพ่อก็ตัดผมออกจากตระกูลไปเถอะ”
“แกโตแล้วนี่แกไม่ต้องพึ่งพาฉันแล้วแกเลยมาทำตัวแบบนี้เหรอซีอัน”
“พ่อเป็คนบังคับผมเอง พ่อจะทำตัวยังไงจะมีใครจะไปยุ่งกับผู้หญิงคนไหนผมไม่เคยไปยุ่งเื่ส่วนตัวของพ่อ ผมหวังว่าต่อไปนี้พ่อจะไม่ไปยุ่งเื่ของครอบครัวสามีน้องอีก ผมขอพ่อแค่นี้จริงๆ ”
“ถ้าฉันยังมีชีวิตอยู่พวกแกก็ตัดความสัมพันธ์กับฉันไม่ได้หรอก เพราะตัวแกมันมีเืของฉันแล้วทำไมถ้าครอบครัวนั่นมันไม่กลับมารวยได้เหมือนเดิมแกก็อยากให้น้องแกไปลำบากงั้นเหรอ ในปีหนึ่งจะได้เจอหน้าผู้ชายสักครั้งไหม นั่นคือความหวังดีของพี่ชายที่แสนดีแบบแกเหรอ” หลินเจียงหัวเราะเยาะลูกชาย
“ถ้าน้องยินดีผมก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็อะไร แต่พ่อจะให้น้องเลิกกับสามีแล้วไปทำงานที่ไนต์คลับพ่อคิดได้ยังไง นั่นลูกสาวพ่อนะ” ซีอันอารมณ์ขึ้น
“แล้วยังไงงานมันไม่ดีตรงไหนแกยังคิดว่าน้องแกเลิกกับผัวแล้วยังเป็สาวบริสุทธิ์อย่างนั้นเหรอ ไปทำงานได้เงินดีๆ น้องแกก็จะสบาย พวกเราก็จะสบายฉันผิดตรงไหนในเมื่อฉันเลี้ยงพวกแกมาพวกแกตอบแทนฉันก็เป็เื่ธรรมดา” หลินเจียงมองหน้าลูกชาย
“ผมผิดหวังกับพ่อมากจริงๆ ” ซีอันไม่มีอะไรจะพูดอีกเขาเดินออกมาทันที
หลินเจียงมองตามหลังลูกชายที่เดินหนีไปด้วยความโกรธและสมเพชทำตัวเก่งแล้วไงเก่งให้ตลอดก็แล้วกันไอ้ลูกหมา แกก็ยังต้องพึ่งพาฉันอยู่ดีวันหลังพวกแกต้องคลานมาขอร้องฉัน วันที่พวกแกอดตายดูซิยังจะกล้าปากดีแบบนี้ไหม หลินเจียงถุยน้ำลายลงพื้นก่อนจะเดินออกไป
ซีอันโทษว่าทุกอย่างมันเป็ความผิดของเขาเองที่น้องสาวต้องแต่งงาน เขาคงคิดน้อยเกินไปจริงๆ เขาช่วยพ่อพูดเพราะว่าน้องสาวจะได้ออกไปจากบ้านนี้ก่อนที่พ่อจะพาเธอไปขายให้คนรวยๆ แล้วน้องของเขาก็ได้แต่งงานกับคนที่แอบชอบ ตอนนี้เหมือนกับว่าเป็เขาเองที่เป็คนทำร้ายน้องสาวตัวเอง
เวลาเลิกงานหลินเจียงหงุดหงิดที่เขาทะเลาะกับลูกชายวันนี้เขายังไม่กลับห้องพักพนักงาน แต่เขาไปหาคู่ขาของเขาคนหนึ่งแทน สำหรับเขาลูกกับเมียในความรู้สึกของเขาไม่ได้มีความหมายอะไรมากมายเลย โดยเฉพาะเมียก็แค่ผู้หญิงที่มีหน้าที่ทำให้เขามีความสุขทางกายเท่านั้นมันจะเป็ใครก็ได้ที่มีความยินยอมเื่นี้ร่วมกัน
คนที่จะมีบทบาทกับความรู้สึกของเขาบ้างก็คือลูกชาย ส่วนลูกสาวสำหรับเขามีหน้าที่แต่งงานกับคนสามารถอุ้มชูครอบครัวได้ แล้วจะมีลูกสาวไปทำไมถ้าไม่ช่วยเหลือครอบครัว ส่วนภรรยาคนปัจจุบันตอนนี้ของเขาถ้าตอนนั้นเขาไม่ต้องเลี้ยงลูกเล็กสองคนเขาก็คงไม่ตบแต่งกับเธอ เพราะผู้หญิงใจง่ายแบบนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับผู้หญิงทั่วๆ ไปของเขาในตอนนี้
คู่ขาของเขาในคืนนี้เธอก็มีสามีเป็ทหารเพราะสามีไม่อยู่บ้านเธอเลยเหงา เขาก็ช่วยทำให้เธอหายเหงาในเมื่อยินยอมพร้อมใจกันทั้งคู่เขาก็ไม่รู้สึกผิดอะไร ยิ่งสามีเธอไม่อยู่แบบนี้ด้วยมันก็ยิ่งสะดวกมากที่เขาจะมาหาเธอเวลาที่เขาหงุดหงิด ไม่เหมือนคู่ขาคนอื่นที่ต้องหลบๆ ซ่อน ๆ หลินเจียงนอนกับคู่เขาจนถึงเช้าแล้วก็ไปทำงานต่อ
ในตอนเช้าจ้าวเหว่ยเอาหญ้าที่เธอหั่นไว้มาผสมกับกากน้ำตาลที่ผสมน้ำนิดหน่อยแล้วก็เกลือ เธอคลุกทั้งหมดให้เขากันก่อนที่จะเอาใส่ถุงพลาสติกแล้วทำการรีดอากาศออกให้มากที่สุดหลังจากนั้นก็มัดปากถุงให้แน่นก่อนจะเอาไปใส่ไว้ในถังพลาสติกที่มิดชิดอีกชั้นหนึ่งเพื่อไม่ให้อากาศเข้าไป
“จะเอาไปวางไว้ที่ไหนเดี๋ยวพ่อเอาไปวางให้” พ่อสามีเห็นเธอพยายามลากถังก็เข้าไปช่วย
“เอาไปไว้ในที่ร่มที่ไม่โดดแดดค่ะ ประมาณสองอาทิตย์เราค่อยมาเปิดดูกันว่าผลมันจะเป็ยังไง” จ้าวเหว่ยยิ้มภูมิใจกับผลงาน
ในแต่ละวันของการแต่งงานมาอยู่ที่บ้านนี้ จ้าวเหว่ยจะใช้เวลาส่วนมากอยู่กับซิงซิงเป็ส่วนใหญ่ เธอจะสอนหนังสอบเขา เล่นกับเขาบ้าง บางวันก็พาเขาออกไปเดินเล่นที่ทุ่งนาหรือไม่ก็ริมแม่น้ำโดยที่เธอไม่ให้เขามาเล่นที่ริมแม่น้ำคนเดียว แล้วก็ทำอาหารให้เขาทานบ้าง ส่วนเวลาอื่นเธอก็จะช่วยขายกากถั่วเหลืองให้กับชาวบ้านที่มาซื้อ ถ้าของหมดก็จะจดรายชื่อคนที่สั่งจองไว้
ส่วนพ่อสามีนอกเหนือจากเวลาทำงานเขาก็จะปั่นจักรยานไปขายกากถั่วเหลืองตามหมู่บ้านต่าง ๆ แม่สามีก็จะช่วยเธอดูแลน้องวัวแล้วก็ทำหน้าที่เป็ประชาสัมพันธ์น้องวัว เล่าเื่ความเจริญเติบโตของน้องวัวให้เพื่อนบ้านฟังเพื่อให้เขารู้ว่าบ้านนี้ใช้กากถั่วเหลืองเลี้ยงวัวแล้วดีกว่าเลี้ยงด้วยหญ้าอย่างเดียว
ก๊อก…ก๊อก…
“เหว่ยเอ๋อร์ จดหมายของลูกจ๊ะ สงสัยอาเล่อจะส่งมาให้จากกรมทหารนะ”
จ้าวเหว่ยรับจดหมายจากแม่สามีมาด้วยอารมณ์มึนงง
“ขอบคุณค่ะแม่”
ลูกชายของเธอคงจะคิดถึงภรรยาของตัวเองซินะ มันจะดีมากเลยถ้าลูกขายกับลูกสะใภ้ไปด้วยกันได้มันจะเป็เื่ที่ดีมากจริงๆ
จ้าวเหว่ยมองจดหมายในมือเธอ เขาจะเขียนมาหาเธอทำไมนะ เธอแกะซองจดหมายออกแล้วดึงกระดาษข้างในออกมาก่อนที่จะเปิดอ่านมันเป็แค่คำสั้นๆ สองพยางค์เท่านั้น แต่มันทำให้เธอโมโหเขามากจริงๆ
"ไม่หย่า..."
เขาเป็บ้าหรือไงเขียนจดหมายมาเพื่อสองคำนี้เนี่ยนะ พี่อ้ายเหรินไปบอกกับเขาว่ายังไงกันแน่ทำไมเขาส่งจดหมายแบบนี้มาให้เธอ ทำไมแค่แยกทางเขาถึงได้เื่มากได้ขนาดนี้ จ้าวเหว่ยถือจดหมายเดินไปหาอ้ายเหรินที่ห้องทันที
“พี่อ้ายเหรินฉันเข้าไปได้หรือเปล่า”
“เข้ามาซิ”
จ้าวเหว่ยเดินเข้าห้องมาด้วยหน้าตาบึ้งตึง ยายเด็กนี่เป็อะไรไปอีกล่ะจะมาทำอะไรฉันหรือเปล่าเนี่ย อ้ายเหรินมองเธออย่างระวังตัว
“นี่คือจดหมายของพี่ชายพี่ ที่ฉันฝากพี่ติดต่อเขาไปพี่ไปบอกเขาว่ายังไงเหรอ”
อ้ายเหรินเอากระดาษมาเปิดอ่านดู สงสัยพี่ชายเขาเขียนด่าแน่ๆ เลยถึงได้โกรธขนาดนี้ พอเขาเห็นข้อความในจดหมายเข้าก็หัวเราะออกมาเสียงดัง
“มันน่าขำตรงไหน ตกลงพี่บอกเขายังไงกันแน่”
“ฉันก็บอกเขาว่าเธออยากหย่าโดยเร็วที่สุดตามที่เธอบอกนั่นล่ะ”
“แล้วเขาว่ายังไง”
“เขาบอกว่าจะจัดการเองไม่ได้พูดอะไรอีก” อ้ายเหรินพยายามกลั้นขำ
“ทั้งๆ ที่เขาไม่เต็มใจจะแต่งงานแท้ๆ ทำไมเขาถึงเล่นแง่กับฉันแบบนี้ล่ะ ฉันเป็คนขอเลิกเองเขาควรจะรับข้อเสนอเขาซิแล้วที่เขาเขียนมาแบบนี้เขาตั้งใจกวนประสาทฉันใช่ไหม”
“ไม่หรอกมั้งเธอต้องรอถามเขาเองแล้วล่ะ”
พี่ใหญ่ตั้งใจแกล้งเธอแน่ๆ ถึงได้ส่งจดหมายนี้มาให้เธอดูๆ ไปแล้วสองคนนี้ก็พอกันทั้งคู่จะว่าไปก็เหมาะสมกันดีจริงๆ ก่อนที่เขาจะปลอบใจเธอให้หายโกรธ อ้ายเหรินบอกให้รอพี่เขากลับมาเธอค่อยคุยกับเขาไม่ต้องคิดไปเองก่อน