ในพื้นที่ห่างไกล มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่มีครัวเรือนอยู่อาศัยประมาณ 20 หลัง ตั้งห่างกันประมาณ 100 - 200 เมตร ทุกบ้านถูกสร้างขึ้นจากอิฐ หินและปูน หลังคาทำจากกระเบื้อง สภาพแวดล้อมที่แห่งนี้ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ มีแม่น้ำไหลผ่านทอดยาวทั้งหมู่บ้าน จึงทำให้ผู้คนที่นี่มักจะทำการเกษตร ทำไร่ไถนา ไม่ก็ปลูกผักสวนครัวกันแทบทุกบ้าน บ้างก็ขุดบ่อเลี้ยงกุ้งและปลาเอาไว้ขายในเมือง หรือไม่ก็เอาไว้มาแลกเปลี่ยนกับเพื่อนบ้านกินกัน เป็หมู่บ้านที่ค่อนข้างจะสุขสงบเลยทีเดียว
ใจกลางหมู่บ้านเป็วัดทรงไทยที่มีพื้นที่กว้างขวางในรัศมี 300 เมตร แต่กลับมีพระและเณรอาศัยกันอยู่เพียงแค่ 6 รูป แม้จะน้อยแต่ก็เพียงพอต่อการทำกิจหรือพิธีต่าง ๆ ซึ่งคนในหมู่บ้านต่างเคารพเชื่อถือเป็อย่างมาก
ทว่าหมู่บ้านแห่งนี้มีบ้านของครอบครัวหนึ่งและเป็เพียงหลังเดียวที่อยู่ติดกับวัดแห่งนี้ บ้านหลังนี้มีขนาดค่อนข้างใหญ่โตกว่าหลังอื่นอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังมีสวนแปลงดอกไม้และต้นไม้ที่ปลูกเอาไว้ล้อมรอบ ดูร่มเย็นและสวยงาม ต่างจากบ้านหลังอื่น ๆ ส่วนหน้าบ้านเป็ร้านขายของกิน ประเภทเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ หรือที่เรียกกันว่าร้านขายของชำ
เด็กหนุ่มผิวขาว ผมสั้น หน้าตาดี อายุประมาณ 10 ปี นั่งก้มหน้าคุกเข่าอยู่ภายในบ้านด้วยดวงตาที่เศร้าหมอง
สตรีวัยกลางคนที่ใบหน้ามีริ้วรอย แต่ทั้งรูปร่างหน้าตาและผิวพรรณของเธอ สามารถบ่งบอกได้ว่าสมัยเธอสาว ๆ คงจะงดงามไม่น้อย แต่ในตอนนี้เธอกำลังยืนท้าวเอวดุด่าเด็กหนุ่มอยู่ ส่วนอีกมือหนึ่งก็ถือไม้เรียวชี้หน้าเขาไว้ด้วยความโมโห
“แกขโมยกินนมอีกแล้วใช่ไหม!? ฉันบอกแกแล้วไงว่าของในร้านเอาไว้ขาย ใครอนุญาตให้แกเอามากิน!!”
“ขอโทษครับป้าทีม่า” เด็กหนุ่มเอ่ยตอบ
“เพี๊ยะ เพี๊ยะ เพี๊ยะ!!” เสียงไม้หวายที่กำลังฟาดใส่เด็กหนุ่มไม่ยั้ง แต่เขาก็กัดฟันทนไม่ยอมร้องออกมาสักแอะ เด็กชายทำได้แค่เพียงยกมือขึ้นมาปกป้องศรีษะเอาไว้
ทันใดนั้นเองก็มีเด็กสาวอายุ 16 ปีรีบวิ่งเข้ามาห้ามเอาไว้ เธอมีผิวพรรณสีขาวอมชมพู ใบหน้างดงามน่ารักจนทำให้ใครต่อใครเห็นแล้วจะต้องรู้สึกรักและเอ็นดูอย่างแน่นอน
“แม่!! ไปตีมันทำไม มันก็แค่หิว ให้มันกินไปเถอะ” เด็กสาวดังกล่าวรีบวิ่งเข้าเอาตัวเองเข้ามาบังแทน
“แกจะไปปกป้องมันทำไม มันก็แค่เด็กพิการ ฝึกยุทธก็ไม่ได้ พ่อของมันอับอายจนต้องเอามาฝากเราเลี้ยงดูแทน นี่ถ้าพ่อของมันไม่ส่งเงินมาให้ละก็ แม่เฉดหัวมันออกไปนานแล้ว....เหอะ!!”
“แม่!!!” เด็กสาวตวาดกลับไปเสียงดังพร้อมกับจ้องมองและส่งสายตาไปยังแม่ของตนเองด้วยความไม่พอใจ แต่ก็ทำอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้
ป้าทีม่าเห็นดังนั้น ประกอบกับออกแรงตีไปหลายครั้งแล้วก็อารมย์เย็นลง จึงยอมเลิกราเดินจากไป ก่อนจะหันกลับมาด่าอีกประโยคว่า
“อย่าลืมนะว่าแม่แกก็ตายไปแล้ว พ่อแกก็ไม่เอา ถ้าอยู่ที่นี่แล้วยังทำตัวไม่มีประโยชน์ละก็ ฉันไม่เลี้ยงแกไว้แน่!!”
เด็กหนุ่มยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมก่อนจะกำหมัดด้วยความคับแค้นใจ พร้อมกับหยดน้ำตาใส ๆ ที่ค่อย ๆ ไหลรินออกมาจากดวงตาที่เศร้าสร้อยคู่นั้น
เขาเงยหน้ามองพี่สาวตรงหน้า เธอเป็คนเดียวที่คอยดูแลและปกป้องเขามาตลอดั้แ่เด็ก เพราะั้แ่เขาจำความได้ บิดานำเขามาฝากเอาไว้ตอนที่เขาอายุได้ 6 ขวบ เพื่อนที่เขาสนิทและได้เล่นด้วยกันก็มีแค่เด็กสาวคนนี้เท่านั้น
เด็กหนุ่มกัดฟันเอ่ยถามเธอด้วยความคับข้องใจว่า
“พี่พิเทร่า...คนที่ฝึกยุทธไม่ได้มันน่ารังเกียจขนาดนั้นเลยเหรอ? ทำไมถึงมีแต่คนรังเกียจข้า?”
พิเทร่าจ้องมองใบหน้าของเขาด้วยความสงสาร ภายในใจว้าวุ่น ไม่อาจหาคำใดมาเอ่ยปลอบ ได้แต่เดินเข้าไปหา หวังจะโอบกอดเขาเอาไว้แทน แต่ไม่ทันได้เข้าใกล้ เด็กชายก็รีบลุกขึ้นวิ่งออกไปนอกบ้านเสียแล้ว เธอจึงทำได้แต่จ้องมองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มด้วยใจที่รู้สึกผิดและหดหู่ แม้ใจอยากจะะโเรียกดัง ๆ ให้เขาหยุดเท้าลง แต่กลับไร้เรี่ยวแรงจะเปล่งเสียงออกไป
“ซาทูรอส...”
ด้านเด็กหนุ่มที่กำลังรู้สึกสับสนและอ้างว้าง เขาวิ่งสุดฝีเท้าตรงไปตามถนนที่ทอดยาวสุดสายตา สองข้างทางด้านหนึ่งเป็ไร่สวนและทุ่งนา อีกฝากหนึ่งเป็แม่น้ำกว้างประมาณ 10 เมตร ซาทูรอสมักจะถูกป้าแท้ ๆ ของเขาดุด่าทุบตีอยู่เสมอ และมักจะโดนดูถูกด้วยถ้อยคำว่า
“ขยะบ้างล่ะ”
“เด็กพิการบ้างล่ะ”
“เด็กกำพร้าที่ไม่มีใครเอาบ้างล่ะ”
คำเหล่านี้เองทำให้ซาทูรอสมักรู้สึกสับสนและเกลียดชังโชคชะตาของตนเองอยู่เสมอ ว่าเหตุใดเขาจึงถือกำเนิดมาพิการทางยุทธ ไม่สามารถฝึกตนเป็เซียนได้เหมือนคนอื่น ๆ
เพราะในโลกแห่งนี้ ต่อให้บุคคลที่ต่ำต้อยสุดแสนสักแค่ไหน แม้แต่สัตว์เดรัจฉานที่มีสติปัญญาก็ยังสามารถััและเดินบนเส้นทางของผู้ฝึกตนได้ อย่างน้อยก็ยังมีความหวังในการเป็เซียนอยู่บ้างแม้จะริบหรี่ก็ตามที
ทั้งมนุษย์ สัตว์อสูร ปีศาจ ไม่ว่าจะเผ่าพันธุ์ใด ๆ ต่างก็ปรารถนาที่จะเป็เทพเซียนกันทั้งสิ้น ผู้ที่สามารถกำหนดชะตาชีวิตของตนเองได้ มีเพียงพลังและอำนาจเท่านั้น เป็ยุคที่ผู้อ่อนแอไม่อาจเผยอหน้ามองตาใครได้ทั้งสิ้น
ทว่าตัวของเด็กหนุ่มกลับไม่อาจััแตะต้องสิ่งเหล่านี้ได้เลย เหมือนกับว่า์ได้กำหนดมาแล้วว่าเขาคือผู้ที่ต้อยต่ำที่สุดในโลกใบนี้ ไม่อาจััพลังลมปราณ หรือชีพจรแห่งยุทธได้เลยแม้แต่น้อย
เดิมทีซาทูรอสเป็เด็กกำพร้าั้แ่ 5 ขวบ แต่มารดาต้องมาตายเพราะผู้ฝึกยุทธข่มแหงรังแก เขาจำได้ขึ้นใจเลยว่ามีคนที่เห็นเหตุการณ์นั้นเล่าให้ฟังว่า ในเย็นวันนั้นมารดาของเขากำลังรีบวิ่งกลับมาบ้านเพราะฝนกำลังจะตก และได้บังเอิญวิ่งผ่านวงเหล้าของผู้ฝึกยุทธกลุ่มหนึ่งที่เป็พวกนักผจญภัย
จู่ ๆ พวกมันก็ลุกขึ้นพากันวิ่งไล่ตามและล้อมเธอเอาไว้ พร้อมกับพูดจาลวมลามต่ำช้าใส่เธออีกด้วย ก่อนที่เธอจะถูกนักผจญภัยกลุ่มนั้นฉุดลากตัวกลับเข้าไปในบ้านพัก หวังจะข่มขืนเธอ เพราะมารดาของเขาในตอนนั้นยังสาวยังสวยอยู่ อายุประมาณ 25 - 26 ปี เรียกได้ว่านางเป็หญิงงามที่สุดของหมู่บ้านและยังถือว่าเธอคือหญิงงามที่สุดในหมู่บ้านที่ใกล้เคียงอีกด้วย
ชาวบ้านในละแวกนั้นอยากจะเข้าไปช่วยเหลือ แต่ก็ไร้ปัญญาและความสามารถ เพราะอีกฝ่ายเป็ถึงนักผจญภัยชั้นสูงที่มาทำภารกิจบางอย่างและได้ดื่มฉลองกันจนเมามายในวันนั้น
คนที่เห็นเหตุการณ์เล่าอีกว่าหลังจากที่มารดาของเขาถูกฉุกตัวเข้าไปด้านใน ฝนก็ตกหนัก จนพวกเขาไม่อาจได้ยินหรือเห็นสิ่งใดอีก
เช้าวันถัดมากลุ่มนักผจญภัยกลุ่มนี้ ก็ได้หายตัวจากไป ก่อนที่ชาวบ้านจะเข้าไปดูและพบเธอเป็ศพในวันรุ่งขึ้น คาดว่าคงจะเกิดการต่อสู้ขัดขืนอย่างถึงที่สุด
หลังจากวันนั้น ทั้งเขาและบิดาไม่มีสิทธิ์มีเสียงแม้แต่จะเรียกร้องความเป็ธรรมใด ๆ ทำได้เพียงแค่นำร่างไร้ิญญาของมารดากลับมาทำพิธีทั้งน้ำตา
เข้าจำได้ดีเลยว่าในตอนนั้น ป้าลิลลี่ที่เป็เพื่อนบ้านข้าง ๆ เป็คนมาบอกข่าวกับเขาที่อยู่บ้านตามลำพัง และเป็คนพาเขาไปยังที่เกิดเหตุในวันรุ่งขึ้นเช่นกัน
ในวันนั้นเขายังเด็กและไม่ค่อยรู้ความมากนัก เห็นเป็เพียงร่างของมารดาที่เปลือยเปล่านอนแน่นิ่งบนเตียงแห่งนั้น ก่อนที่ป้าลิลลี่จะรีบวิ่งเข้าไปหยิบผ้ามาคลุมตัวปิดเอาไว้
เขาเดินเข้าไปดูด้วยความสงสัยว่าทำไมเืถึงออกจากปากมารดา?
แล้วทำไมที่หน้าท้องถึงมีาแและเืออกเต็มไปหมด?
เขารู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก จึงถามออกไปอย่างไร้เดียงสาว่า
“ป้าลิลลี่ ท่านแม่เป็อะไร?” พร้อมกับเดินเข้าไปใกล้ ๆ และจ้องมองดูใบหน้าของมารดา
เขานั่งลงพยายามเขย่าตัวปลุกมารดาขึ้นมา แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะนางจะตื่นเลย จนเสียงของป้าลิลลี่ตอบออกมาอย่างสั่นเครือว่า
“มะ...มารดา...มารดาเ้าตายแล้ว”
ในตอนนั้นเขารู้เพียงคำว่า “ตาย” คือการจากไปตลอดกาล หรือหมายความว่า...เขาจะไม่ได้พบกับมารดาผู้เป็ที่รักอีกแล้ว
ทันทีที่คิดได้เช่นนั้น เขาก็ร้องไห้โฮออกมาแล้วก้มลงไปกอดร่างที่เย็นเฉียบของเธอ พลางะโเรียกปลุกเธอให้ฟื้นขึ้นมา
“ท่านแม่ตื่นสิ ท่านแม่ตื่น! ข้าไม่อยากอยู่คนเดียว เมื่อคืนท่านก็หายไปไม่กลับมา ข้าคิดถึงท่านแม่ ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน ข้านอนไม่หลับถ้าไม่มีท่านแม่ ท่านแม่ตื่นสิ ท่านแม่.... ฮืออฮืออ”
“ข้าสัญญาว่าจะเป็เด็กดี ข้าสัญญาว่าจะเชื่อฟังท่านทุกอย่าง ท่านแม่ได้โปรดอย่าจากข้าไป ท่านแม่ ท่านแม่!!!”
ภาพดังกล่าวทำให้ชาวบ้านทุกคนที่มามุงดู พากันร้องไห้เพราะความะเืใจตรงหน้า สุดท้ายในตอนนั้น ชาวบ้านต่างช่วยกันนำศพกลับมาที่บ้านของเขา หลังจากนั้นก็มีคนส่งข่าวไปจนบิดาเขากลับมาช่วยกันจัดงานศพ
เมื่อเขาโตมาอีกหน่อยจนรู้ความ เขาจึงพยายามไปสืบถามและขอร้องให้ลุงหัวหน้าหมู่บ้านช่วยเอาผิดกับคนเ่าั้ ทว่าคำตอบกลับมีเพียงพวกเขาไม่มีปัญญา ส่วนตัวเขาและบิดาเองก็ไร้อำนาจจะทำอะไรเช่นกัน
ั้แ่นั้นมาเขาจึงรู้แล้วว่าทั้งเขาและบิดานั้นอ่อนแอเพียงใด ไม่มีพลังจะปกป้องคนที่พวกเขารักได้เลยแม้แต่น้อย แม้แต่เรียกร้องความเป็ธรรม ก็ไม่อาจทำได้
ต่อมาบิดาก็นำเขามาทิ้งไว้กับครอบครัวของป้าทีม่า และไม่เคยกลับมาเยี่ยมเขาอีกเลย ทำได้เพียงแค่ส่งเงินค่าเลี้ยงดูมาให้ป้าของเขาเท่านั้น
จนกระทั้งวันเวลาผ่านพ้นไป 5 ปีมานี้ เขาก็ยังคงฝังใจกับความอ่อนแอของตนเอง ไม่ยอมพูดจากับ ใครยกเว้นก็แค่พี่พิเทร่า ลูกสาวแท้ ๆ ของป้าทีม่า
เพราะเธอเป็คนที่มีจิตใจโอบอ้อมอารีและดีกับซาทูรอสเป็พิเศษ เสมือนว่าเขาเป็น้องชายแท้ ๆ ของเธอ อีกทั้งพิเทร่ายังไม่เคยดูถูกหรือรังเกียจเขาเลยแม้แต่น้อย
หลังจากที่ซาทูรอสวิ่งไกลออกมานาน จนพบเข้ากับผืนป่าต้นยูคาลิปตัสขนาดใหญ่ เขาเดินเข้าไปในป่าแห่งนี้อย่างไม่รอรี ราวกับว่าเขาคุ้นเคยกับป่าและพื้นที่แห่งนี้เป็อย่างมาก ไม่นานนักเขาก็เดินมาหยุดอยู่ตรงใจกลางป่าต้นยูคาลิปตัส
เบื้องหน้าของเขาเป็ต้นยูคาลิปตัสั์ที่มีขนาด 2 คนโอบ ตรงบริเวณโคนต้นไม้ซึ่งอยู่ในระดับหน้าอกของเด็กหนุ่ม ปรากฎรอยบุ๋มลึกคล้ายกับถูกค้อนเหล็กทุบมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ซาทูรอสขยับตัวให้เข้าทีพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าก่อนจะเปลี่ยนสายตาที่อ่อนแอกลายเป็สัตว์ร้ายในฉับพลัน จากนั้นก็เหวี่ยงกำปั้นออกไปยังจุดนั้นอย่างแม่นยำ
“ย๊ากก!!” “ตุบ ตุบ ตุบ ตุบ”
ภาพเด็กหนุ่มตรงหน้าที่ตอนนี้ราวกับสัตว์ร้ายเสียสติ ทั้งแตะและต่อยไปยังต้นไม้ตรงหน้าของเขา คล้ายกับว่าเขาไม่มีความรู้สึกเ็ปเลยแม้แต่น้อย จนดูเหมือนว่าต้นไม้ต้นนี้คือกระสอบทรายที่เขาใช้ระบายอารมย์เป็ประจำ
ใช่แล้ว คำว่าระบายอารมย์นั้นไม่ผิดไม่จากภาพตรงหน้าแม้แต่น้อย เพราะทั้งหมัดและหน้าแข้งของเขา หาได้มีรอยาแฟกช้ำไม่ กลับกันต้นไม้ยูคาตรงหน้าเป็ฝ่ายสั่นสะท้านอย่างน่ากลัวแทน
หลังจากที่ซาทูรอสระบายอารมย์จนเหน็ดเหนื่อยแล้วนั่น จู่ ๆ ก็มีเสียงชายชราที่ให้ความรู้สึกหนักแน่นผู้หนึ่งดังมาจากด้านหลังของเขา โดยที่เขาเองก็ไม่รู้สึกตัวเลย
“มารังแกต้นไม้อีกแล้วนะ เ้าเด็กน้อย!!”
ซารูทอสหันกลับไปมองชายชราก่อนจะโค้งตัวคำนับให้อีกฝ่ายอย่างอ่อนน้อม
“คุณลุง!! สวัสดีครับ”
“หึ” เสียงชายชราสบถตอบกลับมา ส่ายศีรษะด้วยความเหนื่อยหน่าย
ชายชราผู้นี้มีผมสีขาวดอกเลาที่ถูกมัดรวบมวยก้อนผมขึ้นอย่างง่าย ๆ ไว้บนศีรษะ ร่างกายของเขาบึกบึนแข็งแรงกำยำ ดวงตาดุร้าย จมูกใหญ่ ใครมองดูก็ว่าคล้ายพยัคฆ์ขาวในร่างมนุษย์ แปลกที่เด็กน้อยกลับไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเขาแม้แต่น้อย
ชายชราเดินเข้ามาใกล้ซาทูรอส ยกมือซ้ายขยี้ไปบนศีรษะของเขาอย่างเอ็นดู พลางก้มตัวลงนั่ง มองไปยังรอยชกบนต้นไม้
เขาใช้มือขวาลูบััเบา ๆ ในตอนนั้นเองสายตาของชายชราก็เบิกกว้างอย่างใ ก่อนจะยกยิ้มกว้างร้อง
“โฮ้ ไม่เลว”
ชายชราหันมามองซาทูรอสพลางคว้าแขนและขาของซาทูรอสมาบีบ ๆ จับ ๆ ไปทั่วร่างอย่างสนใจ
“กระดูกและกล้ามเนื้อของเ้าเด็กนี่แปลกเสียจริง หรือเป็เพราะ 5 ปีมานี้เ้าหมั่นต่อยตีบ่อยเข้าจนร่างกายปรับสภาพได้ถึงขนาดนี้เชียว?”
ซาทูรอสที่ได้ฟังก็มีสีหน้างุนงง แต่ไม่ทันได้ถามอะไรออกไป ชายชราก็เอ่ยปากขึ้นมาก่อนว่า
“เ้าหนุ่ม เ้าสนใจที่จะฝึกยุทธหรือไม่?”
“แต่ว่าข้าพิการ..”
“ถุ้ย!! พิการบ้าบออะไร? แขนขาเ้าก็มีครบ สติปัญญาก็ไม่ได้โง่เสียหน่อย”
“แต่ว่าข้าเคยไปสอบเข้าสำนักหลายแห่งแล้ว ใคร ๆ ต่างก็ว่าข้าไม่อาจฝึกยุทธได้ตลอดชีวิต” ซาทูรอสกล่าวตอบ
ชายชราส่ายหน้า “จุ๊ จุ๊ จุ๊ ข้าไม่ได้หมายความว่าฝึกยุทธไร้สาระพรรค์นั้น”
ชายชราจ้องมองหน้าซาทูรอสก่อนจะกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำช้า ๆ ว่า
“ข้าหมายถึงเคล็ดวิชายุทธของแท้ต่างหากเล่า”
กล่าวจบ ชายชราก็ลุกขึ้นยืนแล้วดันร่างของเขาออกห่าง ก่อนจะบอกเขาว่า
“เอ้า! ถอยไปแล้วดูให้ดีล่ะ”
ชายชราไม่แม้แต่จะตั้งท่าทางใด ๆ ทำเพียงแค่บิดเอวออกแรงเตะตวัดอย่างเรียบง่ายไปยังต้นยูคาั์ตรงหน้า ก่อนที่ต้นไม้ขนาด 2 คนโอบตรงหน้าจะหักแตกสบั้นในทันที
“ตู้ม!!!!!!!!!!” เสียงะเิดังขึ้นสนั่น ไม่ต่างจากเสียงฟ้าผ่าลงกลางต้นไม้ ทำให้เด็กน้อยสะดุ้งตัวโยน
ซาทูรอสยืนมองอ้าปากค้าง ในใจเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน เป็ความรู้สึกตื่นเต้นที่ยากจะหาคำมาบรรยายได้
“แกร๊ก แกร๊ก แกร๊ก แกร๊ก แกร๊ก...” เสียงต้นไม้ั์สูงเกือบ 6 เมตรค่อย ๆ หักตัวร่วงหล่นลงมา ชายชราก็พุ่งตัวออกไปใช้มือรับได้อย่างเหมาะเจาะพอดี ก่อนที่มันจะหล่นลงสู่พื้น
“เป็ไง อยากเรียนแล้วหรือยัง?” ชายชรายิ้มยก แสดงสีหน้าอย่างภูมิใจให้กับเด็กหนุ่ม
ซาทูรอสตอบอย่างไม่คิด “ไม่ล่ะ”
ชายชราเซเสียหลักทันทีที่ได้ยินคำตอบ เพราะมันผิดคาดเกินไป จนต้นไม้ในมือหล่นมาทับปลายเท้าตนเอง
“โอ้ย เล็บเท้าข้า!!”