ย้อนเวลามาพร้อมลูกหมาแต่กลับต้องมาเลี้ยงลูกลิง
บทที่ 9 กลศึก
จางหย่งสูดหายใจเข้าลึกๆ ระงับความโกรธเอาไว้ ก่อนจะกัดฟันเอ่ยขึ้นว่า
"ขออภัยด้วย ทั้งหมดเป็ความผิดข้าเอง"
อาเฟยลูกชายคนโตและอาฟู่ลูกชายคนรองที่ได้ยินคำพูดของพ่อต่างก็รู้สึกไม่ยินยอมอีกครั้ง เขาคิดจะเอ่ยบางอย่างออกมาแต่ถูกจางหย่งหยุดเอาไว้ อี้เจียวหั่วยกยิ้มที่มุมปากอย่างดูถูก ตอนแรกนึกว่าจะได้ทดลองวิชาที่ไปร่ำเรียนมาเสียหน่อย เหอะ มีแต่พวกอ่อนหัดจริงๆ
"เสี่ยวจิว ประคองน้องชายข้ากลับบ้าน"
อี้เจียวหั่วไม่คิดจะเสวนากับคนพวกนี้อีก เขายังมีธุระที่ต้องไปจัดการ ไม่มีเวลามายุ่งกับคนพวกนี้มากนัก เขามองไปที่จางหย่งด้วยสายตาดูแคลนอีกครั้ง ก่อนจะสะบัดแขนหมุนตัวเดินจากไป ปล่อยให้จางหย่งมองตามด้วยสายตาคับแค้นใจ สักวันเขาจะต้องเอาคืนคนพวกนี้ให้จงได้ เขาได้แต่ตั้งปณิธานไว้ในใจ
พอเื่ทั้งหมดจบลงชาวบ้านที่มุงดูต่างก็แยกย้ายกลับบ้าน เหลือเพียงแค่จางหย่งและเด็กชายสามคนที่ยืนก้มหน้าอยู่หน้าบ้าน อาฟงน้องชายคนเล็กไม่รู้หรอกว่าพี่ๆทั้งสองคนเป็อะไร แต่เมื่อเห็นทั้งสองก้มหน้า เขาก็ยืนก้มหน้าลงตามไปด้วย จางหย่งที่เห็นเช่นนั้นก็ถอนหายใจออกมา ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"อาเฟย อาฟู่ อาฟง ไปกินข้าวกันเถอะ"
"เหตุใดท่านพ่อไม่ต่อสู้เหมือนตอนแรกล่ะขอรับ"
อาฟู่ลูกชายคนรองยังคงไม่ยินยอม ก่อนหน้านี้เขาเห็นบิดาจัดการฝ่ายตรงข้ามพร้อมกันถึงสามคน แต่อยู่ๆกลับยอมก้มหัวให้คนที่เพิ่งมาใหม่เพียงคนเดียว จะให้เขาไม่รู้สึกแย่ได้อย่างไร อาเฟยเองก็รู้สึกไม่ต่างจากน้องชายของเขา แต่มีเพียงอาฟงน้องชายคนเล็กเท่านั้นที่เอ่ยขึ้นว่า...
"หม่ำๆ"
อาฟงยังเป็เด็กตัวน้อยจึงไม่เข้าใจเื่วุ่นวายของผู้อื่น เมื่อพูดถึงเื่กินเขาก็รู้สึกหิวขึ้นมาทันที พี่ชายสองคนของเขาที่ได้ยินคำพูดของน้องชายก็หยุดชะงักนิดหนึ่ง พวกเขาก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิด ถ้าเป็แต่ก่อนพ่อของเขาไม่คิดจะออกมาสู้ด้วยซ้ำ พวกเขาไม่ควรถามคำถามนี้ออกไป จางหย่งที่เห็นสีหน้าบุตรชายทั้งสองก็ยิ้มน้อยๆก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"กลศึกใดที่เอาแต่รุกเปรียบได้ดั่งไม้ที่รอวันหัก กลศึกใดที่รู้การตั้งรับเปรียบดังไม้ที่รอวันงอกงาม ลูกๆจำไว้นะ คนเราต้องรู้จักรุก รู้จักรับ อย่าคิดแต่จะรุกเพียงอย่างเดียว เข้าใจหรือไม่?"
แม้จะไม่ค่อยเข้าใจแต่ทั้งสองก็พยักหน้ารับพร้อมกัน มีเพียงอาฟงที่เอ่ยต่อว่า
"หม่ำๆ มั๊ย"
เมื่อจบคำของอาฟง ทั้งสามก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน เอาเถอะเื่อื่นค่อยว่ากัน อาเฟยลูกชายคนโตที่มองไปที่มือของบิดาก็เอ่ยถามขึ้นว่า
"ท่านพ่อ เราจะกินอะไรกันหรือขอรับ"
"อ่อ พ่อเดินมาแล้วเห็นคนอยู่กันเยอะ เลยเอาอาหารไปซ่อนเอาไว้ เดี๋ยวพ่อไปเอาก่อนนะ"
กล่าวจบจางหย่งก็รีบวิ่งไปทางหลังบ้านพร้อมเสี่ยวเหมาทันที เสี่ยวเหมาผู้รู้งานเมื่อมาถึงหลังบ้าน มันก็รีบเปิดมิติออกมา เอ๋ ไก่ป่าที่พวกเขาจับมาดูสมบูรณ์ขึ้นกว่าเดิมหรือเปล่านะ จางหย่งมองอย่างไม่แน่ใจ เมื่อมองเข้าไปอีกครั้งจะพบว่าโชคของเขาดีจริงๆ เพราะตรงที่ไก่ป่ายืนอยู่ มีไข่ฟองหนึ่งอยู่ใต้เท้าของมัน จางหย่งเอ่ยถามสุนัขมิติของเขาขึ้นว่า
'ไข่ของไก่ป่าตัวนั้นหรือ?'
'ดูเหมือนจะใช่นะเ้านาย'
'มันจะฟักออกมาเป็ตัวไหม'
เสี่ยวเหมานิ่งคิดอยู่นิดหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
'ข้าเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน'
จางหย่งที่ได้ยินคำตอบก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย เอาเถอะเื่ไข่ฟองนี้เขาขอตัดสินใจอีกที ตอนนี้มาทำอาหารให้ลูกๆของเขาก่อนดีกว่า เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาก็หยิบไก่ป่าออกมาก่อนจะเดินไปทางหน้าบ้าน อาฟู่ลูกชายคนรองที่เห็นพ่อเดินออกมาพร้อมไก่ก็เอ่ยขึ้นด้วยดวงตาที่เป็ประกายว่า
"ไก่ป่า!! ท่านพ่อจับไก่มาได้หรือขอรับ?"
"ไก่ กุ๊ก กุ๊ก ไก่ เย้ๆ กิน ไก่"
จางหย่งพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม อย่างน้อยวันนี้ก็มีเื่ดีๆอยู่บ้าง อาเฟยขมวดคิ้ว บิดาของเขาเดินอ้อมเอาไก่ไปไว้ที่หลังบ้านได้อย่างไรกัน เขาได้แต่สงสัยอยู่ในใจ แต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา
"ท่านพ่อ เราจะเอาไก่ไปทำอะไรขอรับ"
จางหย่งหยุดชะงักนิดหนึ่ง เขาใช้อุปกรณ์ทำอาหารในยุคนี้ไม่เป็นี่นะ จะทำอย่างไรดี อาเฟยลูกชายคนโตเหมือนจะนึกขึ้นได้ว่าบิดาความจำเสื่อมจึงเอ่ยขึ้นว่า
"ให้ข้าช่วยทำนะขอรับ"
จางหย่งพยักหน้าอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ปล่อยให้อาเฟยลูกชายคนโตไปทำอาหารเพียงลำพัง เขาขอตามไปช่วยทำอาหารด้วยอีกแรงหนึ่ง อาฟู่ลูกชายคนรองที่ได้ยินดังนั้นก็ขอตามไปช่วยด้วยอีกแรง ดังนั้นจึงกลายเป็ว่าทั้งสี่คนเข้าครัวไปพร้อมกัน
อาเฟยสอนวิธีจุดไฟให้พ่อของเขา อาฟู่กับอาฟงช่วยกันถอนขนไก่อย่างสนุกสนาน ขนไก่ปลิวว่อนไปทั่วห้อง เสียงหัวเราะของทั้งสองดังก้องไปทั่ว ทำให้ผู้คนที่ได้ยินรู้สึกมีความสุขไปด้วย อาเฟยนำหม้อที่แทบจะบอกไม่ได้ว่าเป็หม้อออกมาต้มน้ำ นำไก่ที่ทำความสะอาดเรียบร้อยลงไปต้ม จากนั้นเขาก็ใส่ผักป่าที่พ่อของเขาเก็บมาด้วยตามหลังไป จางหย่งมองวิธีทำอาหารของลูกชายคนโตแล้วจดจำเอาไว้ อย่างน้อยครั้งต่อๆไปเขาอาจจะช่วยลูกชายทำอาหารได้บ้าง
เวลาผ่านไปพักหนึ่งอาหารจานนี้ก็สุกได้ที่ อาเฟยลูกชายคนโตไม่ได้ตัดไก่ออกมาทั้งหมด เขาแบ่งส่วนหนึ่งเอาไว้ในหม้อ อาฟู่น้องชายคนรองที่เห็นพี่ชายทำเช่นนั้นก็เอ่ยถามขึ้นว่า
"พี่ใหญ่ เหตุใดไม่ตักมาทั้งหมดหรือขอรับ"
อาเฟยพี่ชายคนโตยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า
"ถ้าข้าตักมาหมด แล้วมื้อเย็นเ้าจะกินอะไร?"
อาฟู่น้องชายคนรองนิ่งคิดก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ วันนี้พ่อของเขาได้ไก่ป่ามาตัวหนึ่งกับผักป่าบางส่วน แม้ไก่ตัวนี้ตัวอ้วนท้วนแต่ก็มีเพียงตัวเดียว เพราะมีเื่อื่นในบ้านที่ต้องจัดการ ทั้งตักน้ำ ผ่าฟืน พ่อคงไม่ไปหาของในป่าอีกแล้ว อาหารหม้อนี้จะต้องแบ่งไว้ให้พอสำหรับสองมื้อ ถึงจะเป็อย่างนั้นแต่เหล่าเด็กๆกลับรู้สึกมีความสุขมาก พวกเขาจำไม่ได้เลยว่าได้กินเนื้อครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ดังนั้นอาหารมื้อนี้จึงเป็อาหารที่อร่อยมากสำหรับเด็กๆทั้งสาม ผิดกับจางหย่งที่รู้สึกว่าอาหารไม่มีรสชาติเอาเสียเลย ต่อไปเขาต้องทำงานให้มากๆ หาเงินให้ได้เยอะๆเพื่อทำอาหารอร่อยๆให้ลูกชายได้กิน เสี่ยวเหมาที่นั่งรอนิ่งๆก็ได้รับส่วนแบ่งบางส่วนมาด้วยเช่นกัน แม้มันจะรู้สึกไม่ต่างจากจางหย่งแต่มันก็ก้มหน้าก้มตากินจนหมดไม่เหลือแม้แต่กระดูก
หลังมื้ออาหาร จางหย่งได้สอบถามสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน อาเฟยลูกชายคนโตได้ไล่เลียงสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันของทุกคนออกมา ไม่ใช่แค่จางหย่งกับอาเฟยเท่านั้นที่ต้องทำงานบ้าน แม้แต่อาฟู่กับอาฟงก็ยังมีงานที่ตัวเองต้องรับผิดชอบ ปกติแล้วจางหย่งจะรับหน้าที่ตักน้ำและผ่าฟืน โดยมีอาเฟยคอยช่วยเหลือ ส่วนอาฟู่กับอาฟงจะรับหน้าที่นำผ้าที่ใส่แล้วไปซัก เพราะกลัวเด็กทั้งสองจะพลัดตกน้ำ ดังนั้นจางหย่งจึงเป็คนตักน้ำมาให้ทั้งสองซักผ้าที่หน้าบ้าน
จางหย่งที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกแปลกใจ เด็กทั้งสามดูโตและรู้ความเกินวัยจริงๆ อาจเป็เพราะสภาพแวดล้อมที่เขาอยู่ทำให้พวกเขาต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง
และแล้วกิจวัตรประจำวันของทั้งสี่ก็เริ่มต้นขึ้น จางหย่งกับอาเฟยแบกถังไปตักน้ำมาที่ไว้ที่บ้าน แม้ลำธารจะอยู่ไม่ไกล แต่ต้องเดินไปมากกว่าสิบกว่ารอบ จะบอกว่าไม่เหนื่อยก็คงโกหก เสี่ยวเหมาที่เห็นเ้านายของมันเดินไปเดินมาเป็สิบๆรอบก็เอ่ยถามขึ้นว่า
'เ้านาย ท่านจะเดินไปเดินมาทำไมหรือ'
จางหย่งที่หยุดพักหลังตักน้ำเสร็จก็เอ่ยตอบขึ้นว่า
'ตักน้ำมาใช้น่ะสิ เ้าไม่เห็นหรือไง'
'น้ำในมิติก็ใช้ได้นะ เ้านาย'
'...'
แล้วทำไมเพิ่งมาบอก จะปล่อยให้เขาเดินไปมาเป็สิบๆรอบทำไมกันล่ะเนี่ย