เว่ยเว่ยสาวน้อยสลับวิญญาณ

    บทที่ 33 ใต้เท้าไต้ตัวจริง

              “อะไรหรือ?”

              “ข้าเห็นใต้เท้าไต้เจ้าค่ะ”

              “หา!” คนทั้งห้าร้องออกมาพร้อมกัน

              “ใช่! ข้าเคยเห็นภาพวาดของใต้เท้าไต้ดังนั้นจึงมั่นใจว่าไม่ผิดแน่ คนผู้นั้นอยู่ในเรือนชายป่าบนเขาไข่มังกร”

              “ใต้เท้าไต้ตายไปแล้วนี่?พิธีศพก็จัดไปตั้งแต่ปลายปีก่อน หากว่าคนที่เจ้าเห็นเป็นเขาจริงๆ เช่นนั้นก็น่าจะมีเรื่องน่าสนุกเกิดขึ้นแล้วล่ะ”จินวั่งซู่ยิ้มน้อยๆ น่าเสียดายที่ข้าจะต้องเตรียมตัวเดินทางแล้วชายหนุ่มเจ้าของสำนักข่าวนกกระจิบหันไปหาไป๋ซิงซวี่“เรื่องนี้คงต้องฝากไว้ให้เป็นธุระของเจ้า”

              “ไม่ต้องเป็นห่วงข้าจะจัดการให้เรียบร้อย” ชายหนุ่มหันไปหาไป๋สวินผู้เป็นน้องชาย“เราสองคนคงต้องลอบขึ้นไปดูให้เห็นกับตา”

              จินวั่งซู่ได้ยินก็รีบปราม“พวกเจ้าคิดจะขึ้นไปต้องวางแผนให้ดีค่ายกลบนเขาไข่มังกรล้วนแปรเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา”

              “หัวหน้าจินโปรดอธิบายวิธีผ่านเข้าค่ายกลให้พวกเราฟังสักหน่อยเถิดจะได้เข้าออกได้อย่างสบายใจ”

              “ได้! เดี๋ยวข้าบอกวิธีให้พวกเจ้าหากว่าใต้เท้าไต้ยังมีชีวิตอยู่ เห็นทีเรื่องนี้คงมีลับลมคมในอยู่อีกมาก”

              “ให้ข้าขึ้นไปด้วยนะเจ้าคะ”

              สองแฝดตระกูลไป๋หันมามองเด็กหญิงพร้อมกัน“จะดีหรือ?”

              “แต่ข้าเป็นคนเห็นหากพวกท่านไม่พาข้าไปด้วยแล้วจะชี้จุดที่น่าสงสัยได้อย่างไรล่ะเจ้าคะ?อีกอย่างตัวข้าก็มีไห่ฮ่าวไปคอยอารักขาอยู่แล้ว ไม่เป็นภาระพวกท่านแน่นอน”

              จินวั่งซูที่รู้ว่าแท้จริงชิงเว่ยเว่ยก็มีวิทยายุทธพอตัวจึงหันไปหาไป๋ซิงซวี่

              “เจ้าไม่ต้องห่วงนางคุณหนูชิงมีฝีมือพอตัว นางดูแลตัวเองได้แน่”

              บุรุษทั้งสองทำหน้าไม่อยากจะเชื่อแต่เมื่อหันไปมองผู้ติดตามของ         ชิงเว่ยเว่ยที่ดวงตาแข็งกระด้างจึงจำยอมพยักหน้า “ได้!”

             

              ไต้เส้าจวินหันไปสบตากับจงกว้านซีพวกเขาพยักหน้าให้กันก่อนจะลอบติดตามคนทั้งสี่ไป

              “ข้ารู้สึกคุ้นหน้าคนที่เดินข้างซ้ายชอบกล”

              “คนผู้นี้ขายน้ำตาลปั้นอยู่แถวตรอกคนโฉดแต่ข้าดูหน่วยก้านแล้วน่าจะเป็นสายลับของสำนักมือปราบเมืองหลวง”

              “ชิงเว่ยเว่ยเป็นน้องสาวของพระชายาชิงหลานย่อมสนิทสนมกับคุณชายจินเจ้าของสำนักข่าวนกกระจิบแล้วสองคนนั่นล่ะเกี่ยวอะไรด้วย?”

              ไต้เส้าจวินนิ่งไปครู่“อาจจะเป็นผู้ช่วยในทางลับของคุณชายจิน”

              คนทั้งสามขี่ม้าตามกันไปจอดแอบไว้ในตรอกใกล้สถาบันเค่อเฉิงแล้วใช้วิชาตัวเบากระโจนเข้าไปจนถึงหลังหอสมุด

              “ดูเหมือนลูกศิษย์ของเจ้าจะขี่ม้าเก่งมากเชียว”จงกว้านซีมองตามหลัง เด็กหญิงที่ควบม้าเคียงข้างไห่ฮ่าวด้วยความเชี่ยวชาญ ในยามที่นางมาเรียนเขาเคยเห็นเพียงนางนั่งรถม้าไม่เคยรู้มาก่อนชิงเว่ยเว่ยขี่ม้าเก่งถึงเพียงนี้

              “ข้าเองก็สงสัยในตัวนางอยู่เหมือนกัน”

              “เส้าจวินดูเหมือนพวกเขาคิดจะขึ้นไปป่าเขาไข่มังกรนะ”

              “รีบตามไปเร็ว”

              สองบุรุษและหนึ่งเด็กหญิงทะยานตามกันด้วยวิชาตัวเบาที่ทัดเทียมโดยมีไต้เส้าจวินและจงกว้านซีที่จ้องไม่ให้คลาดสายตา

              “คิดจะเข้าไปในค่ายกลจริงๆด้วย”

              ไป๋ซิงซวี่เป็นผู้นำทางชิงเว่ยเว่ยอยู่ลำดับสองและปิดท้ายด้วยไป๋สวินคนทั้งสามเดินสับขาไปตามเส้นทางอย่างว่องไว

              “เราจะตามพวกเขาทันไหม?ดูเหมือนพวกเขาจะศึกษาค่ายกลมาเป็นอย่างดี”

              “ไม่ต้องห่วงข้าจำวิธีเข้าออกที่นี่ได้แม่นยำ” ไต้เส้าจวินขมวดคิ้วดูเหมือนคนทั้งสามตรงหน้าไม่ได้มาเพียงเพื่อจะสำรวจป่าแห่งนี้หากแต่เหมือนมาหาบางสิ่งบางอย่าง

              ชิงเว่ยเว่ยชี้ตำแหน่งที่นางเหลือบไปมองเห็นบิดาของไต้เส้าจวินอยู่ท่ามกลางบุรุษที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด

              “น่าจะอยู่แถวๆนี้”

              คนทั้งสี่ชะลอฝีเท้าและค่อยๆเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้กลุ่มต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้าไม่นานนักก็ปรากฏเรือนไม้หลังใหญ่ที่มีบุรุษเดินขวักไขว่คล้ายเวรยาม

              “มีจริงเสียด้วยดูท่าคงจะซ่องสุมกันอยู่นานแล้ว”

              คนเหล่านั้นสะพายเกาทัณฑ์แทบทุกคนสองพี่น้องสกุลไป๋กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง

              “นี่มันชนเผ่าชู่ชีนี่?”

              “เจ้ารู้จักด้วยหรือ?”

              “ข้าเคยปะทะกับพวกเขาตอนขึ้นเขาชู่ชีชนเผ่านี้เป็นนักรบรับจ้าง เชี่ยวชาญการเดินป่าและรบในป่า ทั้งเหี้ยมโหดและดุร้ายที่พวกเขามาอยู่ที่นี่คงจะมีภารกิจสำคัญ”ไป๋สวินนึกถึงความน่ากลัวในครั้งนั้นที่เขาตกอยู่ในวงล้อม“ข้าต้องซ่อนตัวในซอกหินเล็กๆ หนึ่งวันหนึ่งคืนจึงหาทางแอบหนีออกมาได้แต่พวกเขาฆ่าคนที่ร่วมเดินทางกับข้าตายทั้งหมด”

              “นับว่าท่านแข็งแกร่งยิ่งนัก”ไห่ฮ่าวหันไปชื่นชม

            “พวกเราต้องระวังให้มากหากว่าพวกเขาจับได้ล่ะก็ ไม่มีทางปล่อยให้พวกเรารอดชีวิตคนพวกนี้ดูไปก็เหมือนถูกล้างสมองให้เป็นนักฆ่า” ไป๋สวินเอ่ยเตือนทุกคนเขาอดไม่ได้ที่จะปรายตาไปทางเด็กหญิงที่หมอบอยู่ระหว่างเขากับไห่ฮ่าวน่าแปลกที่ชิงเว่ยเว่ยไม่มีท่าทีจะหวาดกลัวเลยสักนิด

            “พวกท่านช่วยข้ามองหาไต้เท้าไต้กันก่อนเถอะ”ชิงเว่ยเว่ยร้อนใจ หากว่าไต้จี้หลิงยังมีชีวิตอยู่จริงๆนับว่านางได้ช่วยให้อาจารย์ไต้ตามหาบิดาจนพบ ในฐานะของศิษย์ผู้หนึ่งนางย่อมยินดีที่ได้แสดงความกตัญญู

            คนทั้งหมดช่วยกันกวาดตามองไปรอบๆเรือน พวกเขาจดจำใบหน้าของไต้จี้หลิงได้อย่างแม่นยำเพราะก่อนจะมาที่นี่จินวั่งซูนำเอารูปภาพมาให้ดูแล้ว

            “นั่นๆ นั่งอยู่ในรถเข็นน่ะ”ไป๋ซิงซวี่มองไปด้านข้างเรือน จึงเห็นคนผู้นั้นนั่งอยู่บนรถเข็นกำลังถูกชายชุดดำร่างใหญ่ผู้หนึ่งเข็นออกมา

            ระยะที่คนทั้งสี่ซุ่มดูอยู่นับว่าไกลจากเรือนพอสมควรแต่ก็พอจะสังเกตเห็นใบหน้าได้ว่านั่นคือใต้เท้ากรมกลาโหมที่เล่าลือกันว่าตายในกองเพลิง

            “ใช่จริงๆ ด้วยถ้าอย่างนั้นศพที่พบก็ไม่ใช่ไต้จี้หลิงน่ะสิ”

     


    ***************************