บทที่ 6 ฉันกลับมาแล้ว
ท่ามกลางเสียงร่ำไห้ระส่ำระสาย สมาชิกจากกองกำลังโลหิตทมิฬกว่าสามสิบคนกำลังปล้นสะดมอย่างบ้าคลั่ง
พวกเขานำของมีค่าที่ปล้นมาได้ พร้อมกับน้ำสะอาดจากบ่อน้ำในลานชุมชน ขนขึ้นรถบรรทุกหุ้มเกราะคันแล้วคันเล่า
น้ำคือแหล่งกำเนิดของชีวิต
โดยเฉพาะในยุคที่ทรัพยากรเพื่อการยังชีพขาดแคลนเช่นนี้
น้ำสะอาดที่ดื่มได้โดยตรงนั้นมีค่าดั่งน้ำมัน
หนึ่งในหัวหน้าทั้งสี่ของกองกำลังโลหิตทมิฬ ‘ฝ่ามือทลายหิน’ หยางเหิงคง กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะอาหาร
เนื้อดิบเปื้อนเืถูกฉีกเป็เส้นด้วยมือเปล่า
จากนั้นก็เอาเข้าปากแล้วเคี้ยว
จนปากและมือเต็มไปด้วยเื
ชาวบ้านยากจนต่างหวาดกลัวตัวสั่นเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
แต่หยางเหิงคงยังกินอย่างเอร็ดอร่อย
"หลัวลี่ ความอดทนของฉันมีจำกัด ไม่มีเวลาให้แกมาค่อย ๆ ใจอ่อนเล่นบทใจดีกับเด็กที่นี่หรอกนะ"
เขาคว้าผ้าขนหนูที่ลูกน้องยื่นมา เช็ดคราบเืที่มุมปาก แล้วพูดเสียงเย็น "ถ้าอยากติดตามหยางเหิงคงผู้นี้ แกต้องโเี้ หลัวลี่ ฉันเห็นแววในตัวแก จึงให้โอกาส แต่การกระทำของแกในตอนนี้ ทำให้ฉันผิดหวังจริง ๆ"
ห่างออกไป
ชายหนุ่มสวมห่วงจมูกร่างสั่นเทาเมื่อได้ยินเช่นนั้น
"ครับ ๆ หัวหน้า ผมรู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร"
เขาคือหลัวลี่
ชายคนนี้มีใบหน้าขาวสะอาด สวมชุดเกราะหนังหมุดสีดำ ไม่สวมเสื้อ กางเกงสีดำ และมีกลิ่นคาวเืติดอยู่
ข้างตัวเขา มีเสาไม้ต้นหนึ่งที่เต็มไปด้วยกองฟืนแห้งล้อมรอบ
หญิงสาวผมยาวสีดำถูกมัดอยู่บนนั้น
หญิงสาวอายุราวยี่สิบห้ายี่สิบหกปี
อาภรณ์บนร่างเก่าและหลวม เผยให้เห็นรูปร่างอันอ่อนช้อยภายใต้รอยรัดของเชือกป่าน
โดยเฉพาะเอวคอดกิ่วและอกที่ผงาดขึ้น สัดส่วนดูสง่างามอย่างน่าประหลาด
ใบหน้าของเธอแต่เดิมนั้นงดงามอย่างมาก
น่าเสียดายที่มีรอยแผลเป็จากหน้าผากซ้ายจรดแก้มขวา ราวกับตะขาบสีแดงเลื้อยอยู่บนผิวขาวดั่งหยก
รอยแผลเป็นี้ทำให้ใบหน้าอันงดงามแปรเปลี่ยนเป็น่ากลัวราวกับยักษาในอเวจี
สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือ ดวงตาของเธอ
ดวงตาทั้งสองเป็สีขาว และไม่มีรูม่านตา
ราวกับเหวลึกไร้ก้นบึ้ง เต็มไปด้วยหมอกสีขาวขุ่น แฝงกลิ่นอายเย็นะเื
เธอเป็หญิงตาบอดที่ถูกทำร้าย
เธอคือ ‘น้าสาว’ ของทุกคนในชุมชน
ประกายโเี้ปรากฏขึ้นในดวงตาของหลัวลี่ เขาโยนคบเพลิงที่กำลังลุกไหม้ลงบนกองฟืน
ฟืนแห้งติดไฟในทันที
เปลวเพลิงลุกไหม้อย่างช้า ๆ
ความร้อนแผ่ซ่านเข้ามา
"หลัวลี่! แกบ้าไปแล้ว! อยากจะเผาน้าสาวจริง ๆ เหรอ"
"อย่าลืมว่าน้าสาวเคยช่วยชีวิตแกไว้"
"ไอ้เนรคุณ แกยังมีความเป็คนบ้างมั้ย?"
เมื่อเห็นภาพนี้ ท่ามกลางผู้คนที่ตัวสั่นหวาดกลัว มีบางคนที่อดกลั้นไม่ไหว พากันวิ่งออกมาเพื่อดับไฟและช่วยชีวิตคน
ฟุ่บ ๆ ๆ
ธนูพุ่งทะลวงอากาศ
สมาชิกของกองกำลังโลหิตทมิฬยิงธนูออกไปโดยไม่ลังเล
ชาวบ้านที่วิ่งออกมาล้มลงกองกับพื้นพร้อมกับเสียงกรีดร้อง
คนที่ล้มอยู่ด้านหน้าสุดเป็เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ วัยประมาณสิบขวบ
ผอมบาง ผิวคล้ำ ดวงตาดำสนิทตัดกับสีขาว
ลูกธนูไทเทเนียมดอกหนึ่งแทงทะลุต้นขาของเธอ จนแทบจะตรึงเธอไว้กับพื้น
แต่เด็กหญิงคนนี้เหมือนกับไม่รู้สึกถึงความเ็ป เธอยังดิ้นรนคลานไปข้างหน้าอย่างไม่ลดละ
ขณะที่คลานไป เธอก็ร้องไห้แล้วะโสุดเสียง "หลัวลี่ รีบดับไฟเร็วเข้า พี่เซี่ยวเฟยรักนายมากเหมือนเป็พี่น้องแท้ ๆ เขาดูแลนายดีที่สุด นายกล้าดียังไงมาทำร้ายน้าสาวของเขา พี่เซี่ยวเฟยกลับมา เขาต้องไม่ปล่อยนายไว้แน่"
เมื่อได้ยินคำว่า ‘พี่เซี่ยวเฟย’ แววตาของหลัวลี่ก็ฉายแววชิงชังออกมา
"หลี่เซี่ยวเฟย?"
เขาหัวเราะเยาะอย่างสะใจ "หมดหวังแล้ว ฮ่า ๆ พี่เซี่ยวเฟยของพวกแกจะไม่มีวันกลับมาแล้ว"
เหตุใดกองกำลังเมฆาถึงพ่ายแพ้ให้กับกองกำลังโลหิตทมิฬอย่างน่าสมเพชในครั้งนี้?
นั่นก็เพราะว่ามีหนอนบ่อนไส้
แล้วใครคือหนอนบ่อนไส้?
หนึ่งในนั้นก็คือเขา
เขากับหลี่เซี่ยวเฟยเป็เด็กกำพร้าจากชุมชนก่วงอาน
พวกเขาต่อสู้ดิ้นรนด้วยกัน
แต่ทำไมหลี่เซี่ยวเฟยที่ทั้งโง่เขลาทั้งซื่อ ถึงได้เป็ที่รักของผู้คน
และได้กลายมาเป็หัวหน้ากองกำลังเมฆา?
เขาทั้งฉลาดกว่า โเี้กว่า และขยันหมั่นเพียรกว่า แต่กลับไม่ได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง และต้องรับฟังคำสั่งจากไอ้ขยะคนนั้น?
ใช่แล้ว
ปกติหลี่เซี่ยวเฟยจะคอยดูแลเขาอย่างดี
แต่แล้วยังไงล่ะ?
สิ่งที่เรียกว่าความเอาใจใส่เหล่านี้คือความอัปยศในสายตาของหลัวลี่
“น้าสาว รีบส่งตำรายาและตำราฝึกวิชาต่อกระดูกมาที แล้วฉันจะดับไฟให้”
หลัวลี่มองไปทางหญิงตาบอดที่ถูกเปลวไฟล้อมรอบอยู่ตรงกลางแล้วพูดเสียงเย็น “หากช้ากว่านี้ น้าจะถูกไฟคลอกจนตาย แล้วมันก็จะสายเกินไป”
หญิงตาบอดยังคงนิ่งเงียบ
ม่านตาสีขาวโพลนยังคง ‘จ้อง’ หลัวลี่ เผยให้เห็นบางสิ่งที่แปลกประหลาด
หลัวลี่รู้สึกใจสั่นโดยไม่ทราบสาเหตุ
ด้วยความโกรธ เขาคว้าผมของเด็กหญิงที่คลานบนพื้น แล้วลากเธอเข้ามา มีดสั้นแวววาวจ่อไปที่คอเรียวบางของเธอ
“น้าสาว บางทีน้าอาจไม่กลัวตาย แต่น้าอยากให้เสี่ยวเจี๋ยต้องตายต่อหน้าต่อตาน้างั้นเหรอ?”
หลัวลี่พูดด้วยน้ำเสียงเคียดแค้น
หญิงตาบอดถอนหายใจ กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง
ทันใดนั้น…
ครืน ครืน ครืน
เสียงคำรามต่ำของเครื่องยนต์ดังขึ้นราวกับฟ้าร้อง ดังกึกก้องเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว
ก่อนที่ทุกคนจะตั้งตัว
ตู้ม!
ประตูทางเข้าชุมชนะเิออกราวกับถูกกระแทกด้วยค้อนทุบเป็ชิ้น ๆ
เศษกระจกแตกกระจาย
อันธพาลหลายคนแห่งกองกำลังโลหิตทมิฬที่เฝ้าประตูอยู่ไม่ทันระวังจนถูกกระแทกกระเด็นออกไป
รถมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ราวกับัดำที่ทะยานเข้ามาด้วยความเร็วดั่งสายฟ้า ท่ามกลางเศษซากที่ปลิวว่อน
เสียงเครื่องยนต์ดังสนั่น
รถมอเตอร์ไซค์แล่นผ่านไป
เสียงเบรกดังสนั่น
ตามด้วยล้อหลังสะบัดปาดตีวงสวยงาม
เศษดินเศษหินที่กระเด็นขึ้นมาดับกองฟืนที่กำลังลุกไหม้ทันที
หนุ่มรูปร่างสง่าตวัดขาลงมาจาก 'ัดำ'
แสงวาววับแวบขึ้นจากมือ ขณะที่เขาตัดเชือกป่านบนเสาออก
น้าสาวไถลลงมา
เด็กหนุ่มหนุ่มเอื้อมมือคว้าเอวอันนุ่มนวลแล้วโอบเธอไว้ในอ้อมแขน
เป็หลี่เซี่ยวเฟย ผู้ที่รีบเร่งมาช่วยเหลือได้ทันท่วงที
"ไอ้สารเลว พวกแกต้องตาย"
เขาคำรามราวกับราชสีห์พิโรธ