ลิซซี่ออกเดินแกมวิ่งกลับบ้าน รู้ดีว่าพ่อยังอยู่ในงานปาร์ตี้ ทันทีที่เดินเข้าไปในบ้าน เธอก็พึมพำออกตัวอะไรบางอย่างกับแม่บ้านและรีบวิ่งขึ้นบันไดแสวงหาที่หลบภัยอยู่ในห้องส่วนตัว โยนเสื้อคลุมสีฟ้าลงบนเก้าอี้ข้างประตู ทุ่มตัวลงบนเตียงนอนโบราณแบบสี่เสา เตะเท้าอยู่เร่าๆ ในที่สุด มันก็เป็การจบอันสมบูรณ์แบบที่สุดของวันอันเลวร้ายนี้
เกิดมาในชีวิตเธอไม่เคยมีความรู้สึกว่าตนเองถูกปฏิเสธอย่างน่าอับอายครั้งใดเท่าครั้งนี้ และขณะนี้ความชอกช้ำใจที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์ทำให้หยาดน้ำตาที่พยายามสกัดกั้นไว้ตลอดทางที่กลับบ้านไหลพรากลงอาบแก้ม เธอร่ำไห้ปานหัวใจแตกสลาย สะอึกสะอื้นขับความเจ็บใจและสิ้นหวังอันเกิดจากภาพน่าอับอายที่ทาวิสได้เห็นอยู่กับตาของเขาเองออกมา ในยามนี้เธอมิได้สงสัยอีกแล้วว่ายังจะมีคนอื่น...นอกเหนือจากนาธาเนียลและโคลจะต้องรับรู้ในเื่นี้ด้วย ข่าวจะลือกระฉ่อนไปทั่วทั้งเมือง...มันแน่เสียยิ่งกว่าแน่...และเธอก็ยังรู้ด้วยว่าพอถึงพรุ่งนี้มันก็จะต้องกระจายไปทั่วเกาะแนนทัคเก็ต บางทีอาจจะเลยไปไกลถึงทัคเคอนัค หรือมาร์ธา’ ส ไวน์ยาร์ด ด้วยซ้ำ เธอพ่ายแพ้อย่างน่าอัปยศอดสูนัก...
และสิ่งที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปกว่านั้นก็คือความที่ว่าพ่อกำลังเดินทางกลับมาบ้านอยู่ขณะนี้...พ่อเดินกลับมาเพราะโกรธแค้นเกินกว่าจะนั่งรถม้ามาได้...เนื้อตัวเธอสั่นระริกขึ้นมาอีกเมื่อนึกถึงว่าจะต้องเผชิญหน้ากับพ่อ จะต้องยอมรับกับความเป็จริงอันเลวร้าย...และน่าอับอายนั้น ซึ่งหมายความว่าเธอจะต้องพบกับความน่ากลัวอีกครั้ง
เมื่อใดเล่าที่เธอจะเรียนรู้เสียที...?” เป็ครั้งแรกใน่เวลาอันยาวนานที่ลิซซี่รู้สึกสงสารตัวเองขึ้นมาบ้างในยามนี้เธอ้าใครบางคนที่จะสามารถปรึกษาหารือด้วยได้...ใครบางคนที่แก่กว่าเบคก้า...ใครบางคนที่อายุน้อยกว่าคุณปู่...ใครก็ได้ที่มีความเข้าใจในตัวเธอมากกว่าพ่อ...นี่ถ้าเพียงแต่เธอจะมีแม่อยู่ใกล้...
มารดาของลิซซี่เสียชีวิตไปกว่าห้าปีแล้ว และไม่เคยมีครั้งใดที่เธอจะรู้สึกปวดร้าวกับความตายของเพชึนส มากเท่าคืนนี้...โอ...แม่ขา...แม่...ช่วยหนูด้วย...แม่ขา ไม่ว่าแม่จะอยู่ที่ไหน ได้โปรดช่วยหนูด้วยนะคะ...หนูอับอายขายหน้าเหลือเกิน...
ลิซซี่ได้ยินเสียงประตูบ้านด้านหน้าปิดกระแทกแรงๆ และรู้ว่าพ่อกลับมาถึงบ้านแล้ว รู้ดีว่าพ่อจะต้องใช้ความคิดอย่างหนักว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี เธอพยุงร่างขึ้นช้าๆ และลุกขึ้นจากเตียงนอน เช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าจนเหือดแห้ง พร้อมกันนั้นเธอก็อ้อนวอนต่อจิติญญาของมารดาอีกครั้งว่า... “ถ้าแม่คิดจะช่วยหนูละก็ เห็นทีจะต้องเป็ตอนนี้แล้วละค่ะ...” จากนั้นเธอก็เริ่มต้นนับ...
หนึ่ง...สอง...สาม...เธอรู้ว่าจะต้องใช้เวลาในการนับได้แค่จากหนึ่งถึงสามเท่านั้น ก่อนที่จะได้ยินเสียงพ่อะโเรียกมาจากเชิงบันได
“ลิซซี่...ลิซซี่...อยู่ไหนน่ะ?”
สี่...ห้า...หก...ตอนนี้พ่อจะต้องมองขึ้นมาบนบันไดพร้อมที่จะออกคำสั่งให้เธอลงไปข้างล่างขณะเริ่มปลดกระดุมเสื้อทอปโคทอยู่
“ลิซซี่ พ่อรู้นะว่าลูกอยู่ข้างบน เพราะฉะนั้นลงมาข้างล่างเสียดีๆ”
เจ็ด...ตอนนี้พ่อกำลังเดินออกไปที่ห้องนั่งเล่นแล้ว เมื่อนับมาถึงแปด...ลิซซี่ก็เริ่มเดินลงบันไดไปแล้ว...
เมื่อก้าวผ่านประตูห้องนั่งเล่นเข้าไป พ่อกำลังอยู่ในท่าที่บอกให้รู้ว่าเดือดดาลเป็ฟืนเป็ไฟหน้าตาแดงก่ำเหมือนจะเป็ลมล้มลง สีหน้าของเขาในยามนี้บอกให้รู้ว่าเขาได้ใช้ความคิดมาแล้วว่าจะต้องทำสีหน้าบึ้งตึงใส่ลิซซี่แต่แล้วก็เปลี่ยนความคิด เพราะสีหน้าบึ้งตึงไม่เคยก่อให้เกิดผลกระทบแก่จิตใจของเธอได้เลย
มันมิได้เป็ความลับสำหรับสมาชิกทุกคนในครอบครัวโรบินสัน...ซึ่งก็รวมทั้งลิซซี่ด้วย...ว่าทุกค่ำคืนพ่อจะคุกเข่าลงอธิษฐาน ขอให้เขาได้มีชีวิตอยู่จนถึงวันที่ลิซซี่เจริญวัยเป็ผู้ใหญ่ขึ้น
ก่อนหน้าที่จะมาถึงคืนนี้ ลิซซี่ไม่เคยแคร์เลยว่าเธอจะเติบโตเป็สาวขึ้นมาหรือไม่ ตราบใดที่เธอทำให้
ทาวิส แมคคินน่อน สนใจในตัวเธอได้ ก่อนหน้าที่จะมาถึงคืนนี้ ความรู้สึกหลงรักในตัวทาวิสได้กลายมาเป็นิสัยอะไรบางอย่างที่เธอคุ้นชินจนกลายเป็เื่ที่ธรรมดามาก และโดยไม่จำเป็ต้องใช้ความคิดแต่อย่างใดเลย...เฉกเช่นการสูดน้ำมูกนั่นเอง และผลที่เกิดตามมาการที่ถูกคาดโทษจากพ่อมันก็กลายเป็ความเคยชินด้วยเช่นเดียวกัน
เขาชูมือทั้งสองขึ้นสู่อากาศด้วยท่าทางที่บ่งบอกถึงความสิ้นหวังอย่างเหลือจะกล่าวแล้ว เมื่อทิ้งมือลงเขาก็ได้แต่จ้องมองหน้าลูกสาวเงียบๆ อยู่เป็ครู่ แล้วจึงได้เอ่ยออกมาว่า
“ลิซซี่...พ่ออยากรู้นักว่าภายใต้พระนามแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พ่อจะต้องทำยังไง ลูกถึงจะเข้าใจเสียที...?” เขามองหน้าลูกสาวเต็มตา “ทำไมลูกถึงไม่ยอมเชื่อฟังในสิ่งที่พ่อพยายามพร่ำสอนตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาเสียที...ลูกเอ๋ย...ลูก...นี่ลูกมองไม่เห็นบ้างเลยหรือ?”
“มองไม่เป็อะไรคะ ปาป้า?”
“ก็มองไม่เห็นว่าลูกไม่มีทางที่จะได้ผู้ชายมาด้วยการวิ่งไล่ตามจนเขาล้มลง เพราะความเหนื่อยอ่อนน่ะสิ”
“หนูก็มองเห็นอยู่แล้วนี่คะปาป้า...เห็นจริงๆ ค่ะ”
“ไม่จริง...ลูกไม่เห็นหรอก” แซมมวลเอ็ดตะโรดังลั่น
ขณะนี้เขายืนอยู่กลางห้องนั่งเล่นเล็กๆ นั้น หอบจนตัวโยนเหมือนม้าที่เหนื่อยอ่อน ขณะควักผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเหงื่อตรงหน้าผาก ท่าทางที่เขาแสดงออกอยู่ในยามนี้เป็สัญญาณที่เตือนให้รู้ว่าเขากำลังจะโจมตีขั้นสิ้นสุดเป็การโจมตีด้วยความรับผิดชอบในฐานะที่เป็พ่อและเขาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง
“เด็กสาวอายุสิบห้าไม่สมควรที่จะปักใจและสร้างความหวังในตัวผู้ชายที่อายุถึงยี่สิบห้าอย่างนั้น ทำไมเล่า...ลูกจะให้ความสนใจกับเด็กหนุ่มที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับลูกบ้างไม่ได้หรือยังไง...แล้วเพื่อนผู้ชายที่เรียนหนังสืออยู่โรงเรียนเดียวกันล่ะ เป็ยังไงมั่ง?”
ลิซซี่ขมวดคิ้วย่น...จนป่านนี้แล้วพ่อยังไม่รู้อีกหรือว่ามันสายเกินกว่าที่จะคิดเื่นั้นแล้ว เด็กหนุ่มที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเธอไม่ใช่บุคคลที่เธอจะทำใจให้หลงรักได้เลย แม้ว่ามันจะทำให้พ่อมีความสุขและสบายใจขึ้นได้ก็ตามที เธอรักทาวิส แมคคินน่อนคนเดียว...นี่ไม่มีใครยอมเข้าใจเื่นี้บ้างเลยหรือ...? มันไม่ใช่ความผิดของเธอสักหน่อยที่เขาจะเป็หนุ่มเต็มตัวขนาดนั้น แถมยังเป็ชายหนุ่มผู้มีดวงตาสีเทาแกมฟ้ากระจ่างสดใสราวสีแห่งท้องฟ้าเบื้องบน และเรือนผมของเขาก็ดำสนิทราวสีสันแม่น้ำสติกซ์อีกด้วย...เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับเธอ ยิ่งเพื่อนร่วมชั้นเรียนด้วยแล้ว ความน่าสนใจก็เหมือนกับคนที่สนใจปลาวาฬเท่านั้นเอง
แต่กระนั้นลิซซี่ก็มิได้กล่าวอะไรออกมา เธอชินเสียแล้วกับการใช้คำพูดแบบของพ่อและรู้อยู่แก่ใจว่าไม่ว่าเธอจะโต้ตอบอะไรออกไป มันก็ไม่อาจสร้างความพอใจให้กับพ่อได้ พ่อจะต้องดุว่าด้วยความโมโหโกรธาจนในที่สุดก็เหนื่อยหอบไปเอง
เธอมองหน้าพ่อเต็มตา ในยามนี้ใบหน้าเขาแดงก่ำราวสีดอกกุหลาบในฤดูสปริง เขาเป็บุรุษร่างอ้วนเตี้ยศีรษะล้านเลี่ยนมักจะเลื่อนแว่นตาขึ้นไปไว้บนหน้าผากแล้วก็ลืมว่าเอามันไว้ที่ไหน มีลักษณะเช่นที่ลิซซี่อยากจะคิดว่าเหมือนตุ๊กตา ที่ทำขึ้นเองในบ้าน ปราศจากการเสแสร้งแต่งเติมแต่อย่างใดทั้งสิ้น แต่ตุ๊กตาทั้งสองรูปแบบนี้ล้วนแต่ขาดความสมบูรณ์แบบด้วยกันอยู่ แซมมวลมิได้มีบุคลิกลักษณะเช่นพ่อทั่วๆ ไป เขาเป็ “แด้ดดี้” มากกว่า แต่นั่นมิได้หมายความว่าเขาจะมีความเข้าใจในตัวลิซซี่เลย...
“ลิซซี่...ลูกเอ๋ย...นี่พ่อจะทำยังไงกับลูกดีนะ?”
มันเป็คำถามที่เรียบและง่ายมาก และยังเป็คำถามที่เปล่งออกมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ปราศจากการ
เสแสร้งอีกด้วย แต่เมื่อใดก็ตามที่แซมมวล โรบินสันเริ่มต้นคำถามด้วยคำว่า “ลิซซี่...ลูกเอ๋ย...” นั่นหมายถึงว่าเขาไม่้าคำตอบ...ซึ่งนับว่าเป็สิ่งดี เพราะเธอเองก็ไม่มีคำตอบที่จะให้พ่อได้อยู่แล้ว
แม้คำถามนี้จะมุ่งโดยตรงมาที่ตัวลิซซี่ แต่มันก็มีความเข้าใจอันแปลกประหลาดเกิดอยู่ในการโต้แย้งลักษณะนี้ระหว่างพ่อลูกทั้งสอง และท่าทางที่เขาทั้งสองแสดงออกต่อกันอยู่ราวเล่นละครกันนั้นย่อมเป็ที่ชื่นชอบของผู้ดูอย่างยิ่ง มันเป็สิ่งที่คนอื่นๆ ไม่ปรารถนาที่จะให้เกิดขึ้นกับตนเอง แต่ก็ไม่อยากพลาดการได้ชมเช่นกัน มันเหมือนกับตอนที่ดอน ควิโซท ถลันเข้าใส่โรงสีลม มันคือ “เดอะ เทมมิ่ง ออฟ เดอะ ชริว” ...มันคือเื่ของพ่อที่คิดว่าตนเองย่อมจะต้องรู้ดีกว่าใคร มันเป็สิ่งที่ลิซซี่คิดอยู่ในใจว่า ความรักที่เธอมีต่อทาวิส แมคคินน่อนนั้นจะต้องพบจุดจบอันแสนเศร้า เพียงเพราะพ่อของเธอไม่มีอารมณ์โรแมนติกแม้เพียงน้ำหนักขนนกอยู่ในสรรพางค์กายของเขาเอาเสียเลย
ลิซซี่อยากจะเอาสมุดบันทึก (เล่มที่ให้ชื่อไว้ว่า...เหตุผล ที่ฉันจะรักทาวิส แมคคินน่อน ชั่วชีวิต) ฟาดใส่ศีรษะพ่อเสียนัก...นี่พ่อไม่สามารถทำใจให้เข้าใจกับเื่นี้ได้เลยเชียวหรือ...? พ่อลืมไปหมดแล้วหรือว่าเมื่อครั้งยังหนุ่มตอนที่ตกหลุมรักนั้นมันมีความรู้สึกอย่างไร...? แต่แทนที่จะฟาดศีรษะพ่อด้วยสมุดเล่มนั้น เธอใช้วิธีนับหนึ่งถึงสิบอยู่ในใจแทน แต่ถึงแม้ว่าจะนับจบแล้ว ก็ยังอยากเอาสมุดฟาดใส่ให้อยู่ดี...